|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

Cesar Pelli’s Museum Tower เป็นอาคารคอนโดมิเนียมสูงที่สร้างขึ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายพิพิธภัณฑ์ Museum of Modern Art ครั้งใหญ่เมื่อปี 1985 ถือว่าเป็นคอนโดในนิวยอร์กที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากได้ครอบครองมากที่สุดแห่งหนึ่ง ผู้มีบทบาทสำคัญของโครงการสร้างคอนโดระฟ้า รวมทั้งขยายและออกแบบตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่คือสถาปนิก Cesar Pelli’s
เมื่อมองลงมาจากทาวเวอร์กระจกรูปทรงเพรียวนี้ก็จะเห็นตัวพิพิธภัณฑ์เต็มตา ที่สำคัญคือชั้นบนสุดของตัวอพาร์ตเมนต์เป็นจุดชมวิววิเศษสุด เมื่อมองไปรอบๆ จะเห็นตั้งแต่ย่านมิดทาวน์ ไปจนถึงเซ็นทรัลพาร์คเลยทีเดียว และถ้ามองไปทางตะวันตกก็จะได้รื่นรมย์กับทิวทัศน์ของแม่น้ำฮัดสัน
แต่การอยู่ในอพาร์ตเมนต์สี่เหลี่ยมมีกระจกโดยรอบคงน่า หวาดเสียวไม่น้อย เจ้าของเก่าจึงนำไม้มากรุ ซึ่ง Harry Heissmann นักตกแต่งคาดเดาว่า “เจ้าของเก่าน่าจะเป็นช่างทำตู้”
เจ้าของปัจจุบันซึ่งสามีเป็นอดีตนายธนาคารในวอลล์สตรีท กับภรรยาของเขาจึงไว้วางใจให้ Harry เป็นคนบูรณะฟื้นฟู ซึ่งเขา ไม่ทำให้ลูกค้าผิดหวังเลย เพราะเนรมิตอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ให้มีบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์ดึงดูดด้วยการเน้นงานบนผนังมากเป็น พิเศษ เริ่มต้นจากโถงทางเข้าที่ทำให้ผู้มาเยือนเกิดความรู้สึกเหมือน อยู่ในฝัน ตลอดไปจนถึงห้องน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุดเลยทีเดียว
Harry ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกน้อง” รุ่นล่าสุดของ Albert Hadley “ราชาแห่งการตกแต่งชาวอเมริกัน” ที่ได้ฉายานี้เพราะเขากับหุ้นส่วน Sister Parish มีอิทธิพลในวงการออกแบบของนิวยอร์กมานานร่วม ครึ่งศตวรรษ มีผลงานออกแบบบ้านให้คนสำคัญๆ อาทิ จอห์นและแจ็คกี้ เคนเนดี นอกจากนี้ ก็มีทายาทของแอสเตอร์ เมลลอน ร็อคกี้เฟลเลอร์ และแวนเดอร์บิลท์ รวมทั้งครอบครัวของวิทนีย์ด้วย คู่หู Hadley-Parish ช่ำชองงานออกแบบที่แลดูประณีตสุดๆ แถมพก ด้วยการให้ความสำคัญกับรายละเอียดอย่างยิ่ง Hadley ถ่ายทอด คุณสมบัตินี้ลงไปที่กิจการบริษัทที่ก่อตั้ง โดยใช้ชื่อของเขาเพียงคนเดียวคือ Albert Hadley Inc. เมื่อปี 1999 หลังจากที่ Parish เสียชีวิตลง
ส่วน Harry นั้นหลังจากจบปริญญาโทด้านอินทีเรียร์ดีไซน์ที่เยอรมนีในปี 1995 แล้ว เขาย้ายไปอยู่นิวยอร์กตามความใฝ่ฝันในปีเดียวกัน และร่วมงานกับ Hadley เมื่อปี 2000 ตลอด 9 ปีของการเป็นลูกน้อง Harry สืบทอดนิสัยแสวงหาความสมบูรณ์ แบบของ Hadley มาเต็มๆ
ดังนั้น เมื่อลูกค้าเอ่ยปากอยากให้อพาร์ตเมนต์มีกลิ่นอายของความเป็น “ฟลอริดา” บ้าง Harry จึงเล็งเห็นโอกาสที่จะสร้าง เอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ “ผนังปะการัง” บริเวณโถงทางเข้าที่ทำให้ผู้มาเยือนต้องอุทานด้วยความตื่นเต้น ศิลปินที่เขาว่าจ้างให้รับผิดชอบงานชิ้นนี้ต้องใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์เต็มในการใช้กระดาษ ทรายขัดและลอกลายฉลุลงบนผนังฉาบปูนปลาสเตอร์และทาสีขาว-ทองระยิบระยับให้เป็น “ฟองอากาศ” ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ใต้น้ำก็ไม่ปาน (ดูภาพประกอบ)
“พวกเขามาทำงานที่นี่นานมากจนเป็นเหมือนลูกๆ ของดิฉันไปแล้ว” ภรรยาเจ้าของบ้านพูดถึงทีมศิลปินอย่างติดตลก
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะให้ทางเดินของโถงทางเข้าเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นของสะสมและผลงานคุณภาพ ระดับที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ จึงขยายพื้นที่ให้กว้างออกเป็นสองเท่า แต่ทันทีที่งานตกแต่งแล้วเสร็จ พวกเขากลับเปลี่ยนใจแถมยังไม่ยอมเอาอะไรไปแขวนบดบังความสวยงามและแปลกตาของผนังเสียอีก “มันเป็นมุมที่ดิฉันโปรดปรานมากที่สุด” ผู้ภรรยายอมรับ
ตัวอพาร์ตเมนต์ออกแบบให้เป็นรูปตัวแอลขนาดใหญ่ เมื่อเดินไปจนสุดทางเดินของโถงทางเข้าแล้ว พื้นที่จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ทางด้านเหนือนั้นเมื่อมองลงไปจะเห็นวิวของเซ็นทรัล พาร์ค เป็นที่ตั้งของห้องสมุดและห้องชุดของห้องนอนใหญ่ ส่วนปีก ด้านตะวันตกจะเห็นบริเวณมิดทาวน์และแม่น้ำฮัดสัน เป็นที่ตั้งห้องนั่งเล่นซึ่งมีพื้นที่รวมกับห้องอาหารจึงมีขนาดใหญ่มากนอกจากนี้ยังมีห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำสำรอง
พื้นที่ของห้องอาหารรวมกับห้องนั่งเล่นใหญ่ถือเป็นห้องน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดห้องหนึ่งของอพาร์ตเมนต์นี้ โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะกลายเป็น “แดนในฝันอันพร่างพราย” ตามคำจำกัดความของ Harry ผู้ออกแบบ
เขาออกแบบให้ห้องนี้เป็นเหมือนกล่องอัญมณีที่คอยรับการสะท้อนและแสงวิบวับของแสงสียามค่ำคืนที่อยู่ด้านนอก นอกจากนี้ ยังมีแสงระยิบระยับจากภายในห้องเองคือ แร่ไมกาแวววาวที่ฝังอยู่ในผนัง ฉากบังตาทำด้วยกระจกเงาความสูง 2 และ 2 เมตรครึ่ง และกระจกขนาดจิ๋วที่เย็บติดลงไปบนหมอนอิงประดับโซฟา และกระจกที่ติดบนสตูลสั่งทำพิเศษหุ้มด้วยผ้าสีน้ำเงินสด ส่วนของเพดานเหนือศีรษะนั้นเล่า ออกแบบให้เป็น “เกาะแห่งแสง” ที่ลอยตัว เพื่อสร้างจุดเรืองแสงเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า
สำหรับผู้มาเยือนแล้ว พวกเขาจะประหลาดใจอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำ (ดูภาพประกอบ)
“ลูกค้าต้องการห้องที่คนจะพูดถึงด้วยความประทับใจในภายหลัง” Harry อธิบายแรงบันดาลใจของตัวเอง
“บางคนหลงใหลเอามาก ถึงกับอยู่ในนั้นเป็นนานสองนาน” เจ้าของอพาร์ตเมนต์เป็นฝ่ายเล่าบ้าง “บางคนคิดว่าเป็นรูปเต้านม เต่งตึง” Harry เสริม
แต่จริงๆ แล้วมันเป็นรูปหอยทากตัวน้อยๆ สีเขียวสดแล้วนำมาขยายให้ใหญ่ยักษ์ จากนั้นนำไปพิมพ์บนผ้าใบแล้วนำมาประดับผนังให้ดูเล่นเพลินๆ เวลาเข้าไปปลดทุกข์
ส่วนบริเวณปีกด้านเหนือของอพาร์ตเมนต์จะเงียบสงบกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ได้มากกว่า “ชีวิตในนิวยอร์กจอแจมากเกินพอแล้ว คุณจึงจำเป็นต้องมีที่สักแห่งที่สงบเงียบที่ที่คุณได้อยู่เพียงลำพังอย่างสันโดษได้” เจ้าของขยายความ
ห้องสมุดจะเป็นที่ที่สองสามีภรรยาเข้าไปนั่งอ่าน ผ่อนคลาย และเล่นไพ่ด้วยกัน จุดเด่นของห้องนี้คือ ผนังติดวอลล์เปเปอร์ลายเปลือกไม้ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีจุดเชื่อมต่อไปถึงต้นไม้ที่อยู่ข้างนอกได้
แม้จะเป็นห้องสมุดที่ให้บรรยากาศสงบสุข แต่ลึกๆ แล้วแฝงความขี้เล่นเอาไว้ไม่เบา
“ถ้าทุกอย่างคาดเดาได้หมด มันก็น่าเบื่อใช่ไหม?” ภรรยา เจ้าของอพาร์ตเมนต์อธิบาย “ดิฉันจึงทำให้สามีประหลาดใจได้ทุกอาทิตย์ ในชีวิตจริงคุณจำเป็นต้องมีอะไรให้ประหลาดใจอยู่แล้ว ในงานตกแต่งเองก็เหมือนกัน”
เธอจึงเนรมิตให้ห้องสมุดมีบรรยากาศคล้ายนิทานเรื่อง Alice in Wonderland ด้วยการนำประติมากรรมรูปเห็ดยักษ์วาง ประดับไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง ขณะที่โคมไฟรูปหอยทากทำด้วยเรซินตัวมหึมานั้นเล่าก็ดูเหมือนจะกำลังคืบคลานไปทีละน้อยอยู่บนผืนพรม
ประติมากรรมรูปเห็ดยักษ์นี้ถือเป็นของหายากของยุคคริสต์ทศวรรษ 1920 เลยทีเดียว ยังมีบทบาทสำคัญในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะทำให้คนงานโรงตีเหล็กยังมีงานทำนั่นเอง
ส่วนเจ้าทากยักษ์ได้จากหน้าต่างโชว์ของร้าน Bergdorf Goodman เป็นของแต่งบ้านชิ้นโปรดอีกอย่างหนึ่งของเจ้าของ “เวลากลางคืนบางทีเราก็เปิดไฟจากเจ้าทากยักษ์ตัวนี้ มันเหมือนกำลังลอยอยู่บนสวรรค์จริงๆ”
Harry ยังสัญญากับฝ่ายสามีว่า จะเนรมิตให้ผนังห้องนอนเกิด butterfly-wing effect ซึ่ง “จนบัดนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นเจ้าปีกผีเสื้อที่ว่านี้เลย แต่เขาก็ชอบมากๆ” ฝ่ายภรรยาพูดถึงผนังทาสี metallic สีฟ้าอมน้ำตาลและเพดานสีฟ้า ซึ่งเป็นการยกท้องฟ้ามาไว้ในห้องนอนนั่นเอง เธอเล่าด้วยอารมณ์ชวนฝันว่า
“คืนแรกที่เรานอนที่นี่เป็นวันฉลองครบรอบปีของชีวิตคู่โรแมนติกมากๆ เหมือนได้นอนอยู่ในม่านเมฆ”
|
|
 |
|
|