Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTVผู้จัดการรายวัน30 กรกฎาคม 2553
จับตาโออิชิควบบีเจซี “ตัน” ยังไม่ขอตอบ-เตรียมลุยธุรกิจส่วนตัว             
 


   
search resources

โออิชิ กรุ๊ป, บมจ.
ตัน ภาสกรนที




“ตัน” เจ้าพ่อชาเชียว โบกมือลาโออิชิ กรุ๊ป ย้ำไม่ขัดแย้งเจ้าสัว”เจริญ” แต่ยอมรับเป้าหมายต่างกัน ไม่ขอตอบโออิชิจะควบรวมกับไทยเบฟกับบีเจซีหรือไม่ ลั่นต้องการทำธุรกิจส่วนตัว ชงสูตรเถ้าแก่ทำ100 ได้ 100 ผุดโครงการสร้างโรงเรียน เปิดตัวทอล์กโชว์เดี่ยวกับตัน

นายตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งธุรกิจชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิและร้านอาหารญี่ปุ่น ภายใต้บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หลังบริหารงานให้กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมีเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เมื่อปี 2549 สัดส่วน 89.9% และตระกูลภาสกรนทีถือหุ้น 3.5% ว่า ตนเองบริหารงานให้กับบริษัทมาร่วม 5 ปี หลังจากเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น จากเดิมให้สัญญาใจว่าจะบริหารงานเป็นเวลา 3 ปี

ซึ่งการลาออกครั้งนี้จะมีผลวันที่ 9 กันยายน 2553 เพราะตนเองมีธุรกิจส่วนตัวที่ต้องทำ โดยจะนำความรู้และความสามารถที่มีอยู่มาทำภายใต้แนวคิด “ทำ 100 ได้ 100” จากสูตรเดิมตอนเป็นลูกจ้าง ทำ 4 ได้ 1 ทั้งนี้ปัจจุบันธุรกิจของครอบครัวมีด้วยกันหลากหลาย เช่น สนามฟุตบอลอารีน่าเท็น , ฟังกี้ วิลล่า สถานบันเทิง ผับ บาร์ , รีสอร์ทวิลล่า มาร็อก ที่ ปราณบุรี และร้านช็อกโกแลตสดสไตล์ญี่ปุ่น “Melt Me” เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีที่ดิน 7-8 แปลง ซึ่งกลยุทธ์การทำธุรกิจคือการสร้างมูลค่าเพิ่มบนที่ดิน ไม่เน้นการขายที่ดินเปล่า แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจใหม่ได้

ทั้งนี้อดีตเจ้าพ่อชาเขียว กล่าวว่า ธุรกิจที่กำลังมาแรงในขณะนี้มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยี 2.กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ 3.กลุ่มสินค้าเพื่อความสวยความงาม และ 4.กลุ่มสินค้าเด็ก

อย่างไรก็ตามสำหรับหุ้นโออิชิที่เหลืออยู่ 3.5% ในปีนี้ยังไม่มีแผนจะขายหุ้นทิ้ง โดยปัจจุบัน “สุนิสา ภาสกรนที” หรือภรรยาของผม ยังดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ปจำกัด (มหาชน) อยู่

***“ตัน”ย้ำไม่ขัดแย้งบริหารงานเจริญ***

นายตัน กล่าวว่า ถ้าคลื่นลูกเก่าไม่เข้าฝั่ง คลื่นลูกใหม่ก็ไม่มา ทุกวันนี้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารแทนที่คนรุ่นเก่า ผมปลุกปั้นธุรกิจมา 11 ปี และขายหุ้นให้กับไทยเบฟฯ พร้อมกับบริหารมาร่วม 5 ปี โดยโครงสร้างองค์กรโออิชิ กรุ๊ป ขณะนี้ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งระบบบริหารงาน ความรู้ ความสามารถของบุคลากร และรากฐานของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี จึงคิดว่าการวางมือในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

“เป็นความท้าทายของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อ จากปัจจุบัน โออิชิ ครองความเป็นผู้นำตลาดตลาดชาเชียวพร้อมดื่ม 7 ปี มีส่วนแบ่ง 63% จากมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท และธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีส่วนแบ่ง 50% จากมูลค่า 8,000 ล้านบาท”

สำหรับการขายหุ้นให้ไทยเบฟฯ และนั่งแท่นเป็นผู้บริหาร เสมือนเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ว่าเราต้องทำให้บริษัทดีขึ้น ผมรู้ว่า วันนี้ก็ต้องมาถึง 11 ปีไม่อยากจาก แต่เราขายความเป็นเจ้าของไปแล้ว แน่นอนว่าการบริหารงานในธุรกิจของตนเองดีในแง่ของการตัดสินใจ กว่าการบริหารงานบนธุรกิจของคนอื่น ผมยืนยันว่า

การลาออกครั้งนี้ไม่ได้มีความขัดแย้งการบริหารงาน เพียงแต่เป้าหมายไม่เหมือนกัน โออิชิ ผมสร้างมากับมือ รักและผูกพัน ต้องอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

นายตัน กล่าวว่า ผู้บริหารคนใดจะขึ้นมาบริหารขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มั่นใจว่าการลาออกจากตำแหน่งจะไม่กระทบต่อธุรกิจ อย่างแน่นอน เพราะได้วางระบบการทำงานให้ไม่ยึดติดกับคน โดยช่วงนี้เป็นเวลาของการถ่ายโอนงาน ซึ่งต้องรอไทยเบฟฯ จัดหาบุคคลากรที่เหมาะสมและส่งมอบ ส่วนการนำโออิชิ กรุ๊ป ควบรวมกับเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือไทยเบฟฯ ประเด็นนี้ไม่ขอตอบ

ขณะที่การปรับโครงสร้างองค์กรจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งกลยุทธ์การทำตลาดอาจมีความแตกต่างจากผมที่เน้นมาร์เก็ตติ้งนำสินค้า อย่างไรก็ตามแคมเปญการตลาดปิดท้ายของผม คือ “เที่ยวทั่วไทยไปยกแก๊ง"

***สู่เจ้าพ่อซีเอสอาร์-ลุยทอล์กโชว์

เป้าหมายของผม คือ “ความสุข” แต่ความสุขสูงสุดไม่ได้เป็นความสำเร็จ ดังนั้นสิ่งที่อยากทำ คือ การทำซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) เปิดโครงการสร้างโรงเรียนที่ บ่อทอง ภายใต้งบ 60 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ซื้อที่ดิน 25 ไร่ โดยอยากให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมทำความดีเพื่อสังคม นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดทอล์กโชว์ “เดี่ยวกับตัน”ขึ้นในวันที่ 2-7 พฤศจิกายน นี้

“จากนี้ผมก็มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวและถ่ายทอดประสบการณ์ทำงาน 30 ปี แก่คนรุ่นใหม่ ผ่านสังคมออนไลน์ในเฟซบุ๊ค ซึ่งหลังจากเปิดได้เพียง 4 วัน มีผู้สนใจสมัครมาเป็นเพื่อน 7 หมื่นคน”

***ย้อนตำนาน11ปีฝีมือ”ตันโออิชิ”***

สำหรับ”ตัน ภาสกรนที” ผู้ก่อตั้งบริษัทโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 เดือนกันยายน 2542 หรือเป็นเวลา 11 ปี จนปัจจุบันได้ฉายาว่า”ตัน โออิชิ”หรือเจ้าพ่อชาเขียว ธุรกิจเริ่มจากโออิชิภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นสาขาแรกที่ ทองหล่อ ปัจจุบันโออิชิ กรุ๊ป แบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 1. กลุ่มธุรกิจอาหารในเครือ 111 สาขา และ 2. กลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ ชาเขียวพร้อมดื่ม อะมิโน พลัส และกาแฟพร้อมดื่มคอฟฟิโอ โดยโออิชิ กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2547 ราคาเสนอขาย 19 บาท ทุนจดทะเบียน 375 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2549 มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ โดยขายหุ้นให้กับบริษัท นครชื่น จำกัด และบริษัท Bengina International ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท เป็นการก้าวเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กระทั่งราคาหุ้นพุ่ง 70 บาท และมีมูลค่าตลาด 13,125 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลา 5 ปี การบริหารงาน “ตัน ภาสกรนที” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาณาจักรโออิชิ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของรายได้และกำไร โดยเมื่อปี 2549 โออิชิ มียอดขาย 3.95 พันล้านบาท กำไร 189 ล้านบาท ปี 2550 รายได้เพิ่มเป็น 4.68 พันล้านบาท กำไร 558 ล้านบาท ปี 2551 รายได้ 5.99 พันล้านบาท กำไร 592 ล้านบาท ส่วนปี 2552 รายได้ 7.16 พันล้านบาท กำไร 751 ล้านบาท และในปีนี้ไตรมาสแรกยอดขาย 2.16 พันล้านบาท กำไร 193 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้รายได้เติบโต 20% หรือทะลุ 8,400 ล้านบาทอย่างแน่นอน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us