Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2544








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2544
Bad Men Do What Good Men Dream             
โดย ธีรภาพ วัฒนวิจารณ์
 





ก่อนที่บทความนี้จะเขียนขึ้น บังเอิญปรากฏข่าวเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหา ในคดีซื้อบริการทางเพศจากเด็กนักเรียนอายุ 14-15 ปี อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงที่ เขียนบทความนี้ ส.ว.ท่านนั้นยังไม่ได้มอบตัว และยังไม่มีการลาออกจากสถานภาพการเป็นสมาชิกสภา (ที่เชื่อกันว่า) ทรงเกียรติ กว่าที่หนังสือผู้จัดการรายเดือนนี้จะวางแผง ผมคิดว่าคงจะมีความคืบหน้าของคดี และความชัดเจนของเรื่องราวมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผู้เขียน ประเด็นที่ผมรู้สึกไม่สบายใจ ก็คือ การลงรายละเอียดของสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้ในเชิงของพฤติกรรมทางเพศของผู้ถูกกล่าวหา รวมไปถึงความสามารถในการประกอบกิจกรรมทางเพศ ถึงกับเรียกว่า "ป๋าสามนาที" หากไม่คิดอะไรก็คงจะมองได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ว่า คนสูงอายุขนาดนั้น ที่ว่ากันว่า ธรรมะ ธัมโม จะมีพฤติ กรรมที่วิปริตพิสดารเพียงใด

แต่เรื่องคงไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น สิ่งที่คนไม่ได้คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชนประเภทที่ชอบขุดข่าวรายละเอียด สนองความอยากรู้อยาก เห็น (จนเกินพอดี) ของผู้เสพนั้น คือ เด็กนักเรียน อีก 5 คนนั้นจะอยู่อย่างไรในสังคมเล็กๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน เรื่อยไปจนถึงละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง แล้วพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นจะมองหน้าคนแถวบ้านตัวเองได้อย่างไร นี่ยังไม่นับภรรยา หรือญาติพี่น้องของผู้ถูกกล่าวหา หาก บรรดา ส.ว.ด้วยกันรู้จักอาย แล้วอยากจะให้ท่าน ผู้นี้ลาออก แล้วผู้มีส่วนใกล้ชิดกับคดีนี้จะไม่รู้สึกอับอายหรือ?

อาจจะมีคนกล่าวว่า คนทำผิดก็ควรจะต้องรับโทษ แต่การรับโทษนั้นไม่ได้มีการระบุว่าจะต้องประจาน หรือเปิดเผยอะไรที่ไม่เหมาะสม ขนาดนี้

เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่าผู้เสนอข่าวและผู้เสพไม่ค่อยคำนึงถึงกัน สนใจแต่ความสนุกในอารมณ์ของตน คือ การไม่คำนึงถึงรายละเอียดที่เสนอนั้น เยาวชนหรือเด็กที่อ่านหนังสือพิมพ์จะเป็นอย่างไร คนที่ไม่มีเด็กเล็กอยู่กับตนคงไม่รู้ ว่า การตอบคำถามเด็กเกี่ยวกับศัพท์แต่ละคำที่สื่อมวลชนใช้นั้นยากเข็ญเพียงใด

หากกลับมาพิจารณาเรื่องราวที่เป็นคดีนั้น เราจะพบว่า คนที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่อง จริงก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใกล้ชิด หรือคุ้นเคยกับผู้ถูกกล่าวหา และรู้จักอุปนิสัย (ภายนอกที่เห็น) เป็นอย่างดี แต่คนที่เชื่อว่าเป็นจริงมากกว่า และเป็นคนที่ไม่รู้จักผู้ถูกกล่าวหา เป็นคนที่รับรู้เรื่องราวจากการเสนอข่าวของสื่อ มวลชน

หากเราตัดสิ่งที่เราเรียกกันว่า อคติ ไม่ว่าจะเป็นความชอบหรือไม่ชอบท่านผู้นั้นออกไปก่อน แล้วมาพิจารณาเฉพาะเหตุการณ์ เราจะพบว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการจะกล่าวว่าคนสูงอายุไม่น่าจะกระทำพฤติกรรม ดังกล่าวได้ ดูจะเป็นการกล่าวที่หลงลืมไปว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เราไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ก็เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ดูจะน่านับถือ เช่น แพทย์ หรือครู หรือกระทั่งสมณเพศ ดังนั้น การปกป้องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องของอคติส่วนตน คนผู้นั้นจะกระทำหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่ตำรวจและอัยการจะต้องแสดงหลักฐานออกมา

แล้วทำไมคนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ที่ ส.ว.ท่านนั้นจะทำผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา

การจะกล่าวว่า ความไม่ดีหรือพูดกันง่ายๆ การกระทำความชั่วนั้นในแง่ของศาสนาเองก็กล่าวได้แล้วว่า การทำชั่วง่ายกว่าการทำความดี แต่อาจจะมีคนตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วทำไมทำชั่ว จึงง่ายกว่าการทำความดี ทำไมความดีจึงกระทำยากหนักหนา ปัญหานี้อาจจะตอบง่ายขึ้น หากเราสรุปแบบกำปั้นทุบดินว่า ธรรมชาติของมนุษย์ มีแนวโน้มที่จะลงสู่ที่ต่ำ เหมือนน้ำ

มีจิตแพทย์ชาวอเมริกันท่านหนึ่งเขียนหนังสือน่าอ่านออกมาเล่มหนึ่ง โดยตั้งชื่อหนังสือ ว่า "Bad Men Do What Good Men Dream" ถ้าจะแปลเป็นไทยก็อาจจะแปลได้ว่า คนเลวทำสิ่งที่คนดีฝัน (อยากจะทำ-แต่ไม่ได้ทำ) นั่นคือแพทย์ท่านนี้เสนอความเห็นว่า เหตุที่เราทุกคนยังเป็นคนดียังไม่กระทำผิดจนติดคุกติดตะราง ก็เพราะเรามีแต่ความอยาก หรือความฝันที่จะทำ ในสิ่งที่คนเลวทำ พูดอีกคือแพทย์ท่านนี้เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีแรงขับดันด้านลบ หรือด้านมืดอยู่ในตัว เขาอ้างความเห็นของฟรอยด์ในหนังสือ "Civilization and Its Discontents" ว่า มนุษย์ก็คือ สัตว์โลกที่สถาบันทางสังคม และความรู้สึกผิด ไม่สามารถกล่อมเกลาสัญชาตญาณ ของความก้าวร้าว ตัณหา ที่นำไปสู่การข่มขืน การสมสู่ในครอบครัว และฆาตกรรม ได้อย่างสมบูรณ์

มนุษย์ทุกคนมีด้านมืดอยู่ในตัว เหมือนความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่ว่ามนุษย์มีบาปมาแต่กำเนิด (original sin) เหตุที่เราควบคุมด้านมืดอยู่ได้ เพราะเราต้องการการยอมรับของสังคม สังคมตราจารีต และประเพณีขึ้น เพื่อสร้างความ สงบเรียบร้อยในกลุ่มชน เพื่อช่วยให้สมาชิกในชุมชนนั้นควบคุมด้านมืดในตัวให้ดียิ่งขึ้น จารีตประเพณีถูกพัฒนาเป็นกฎระเบียบและกลายเป็นกฎหมายในที่สุด

หากสังคมมีส่วนในการช่วยมนุษย์ให้ควบคุมด้านมืดของตน แล้วอะไรที่ทำให้คนบางคนควบคุมด้านมืดของตนไม่ได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำได้

ในประเด็นนี้ความเห็นของจิตแพทย์ท่านนี้เหมือนกับความเห็นทั่วไปที่คุณผู้อ่านคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมา นั่นคือ การอบรมและการกล่อมเกลาของสถาบันที่เล็กที่สุดในสังคม คือ ครอบครัว

จากตัวอย่างคดีต่างๆ ที่แพทย์ท่านนี้ยกให้ เห็นในหนังสือดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ร้ายที่มีบุคลิก ต่อต้านสังคม (psycopath) ฆาตกรที่กระทำฆาตกรรมต่อเนื่อง (serial killers) นักข่มขืน (rapists) บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีวัยเด็กเต็ม ไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการถูกทารุณกรรม การล่วงละเมิดทางเพศ ในบุคคลที่ประกอบอาชญากรรมรุนแรงนั้น ในวัยเด็กมักจะมีประวัติ การชอบเล่นไฟ รังแกสัตว์ และปัสสาวะรดที่นอน

บุคคลเหล่านี้เมื่อเข้าโรงเรียนมักจะกลายเป็นตัวตลกที่ถูกเพื่อนๆ ล้อเลียน หรือกลั่นแกล้ง นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ไม่ประพฤติตนตามกรอบของสังคมเมื่อโตขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีประโยชน์ หรือช่วยเหลือ เขาในวัยเด็ก

นั่นคือ คนเหล่านี้ไม่มีตัวแบบที่ดีในการเรียนรู้ที่จะควบคุมด้านมืดที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ คนเหล่านี้จึงกระทำในสิ่งที่คนดีๆ เคยฝันถึงในภาวะที่ความสามารถในการควบคุมตนเองของเรา ลดลง เช่น บางครั้งเราอาจจะโกรธจนอยากจะทำร้ายใครบางคน (แต่ก็ไม่เคยทำ) อาจจะอยากได้ของบางสิ่งที่   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us