จระเข้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่มากที่สุดประเภทหนึ่งของโลกในระดับสมัยเดียวกับไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปนานหลายล้านปีแล้วทีเดียว
จากหลักฐานทางวิชาการยืนยันได้ว่าจระเข้นั้นกระจัดกระจายอยู่ในเขตร้อนทุกส่วนของโลกที่มีอุณหภูมิประมาณ
70 องศาฟาเรนไฮต์ ตามธรรมชาติทั้งหมดที่มีอยู่ 3 วงศ์ 22 ชนิด ในประเทศไทยมี
3 พันธุ์ด้วยกันคือจระเข้น้ำจืด (SIAMESE CROCODILE) จระเข้น้ำเค็ม (SALT-WATER-CROCODILE)
และตะโขง (FALSE GAVIAL)
ที่ฟาร์มจระเข้ฯ ขณะนี้มี 9 ชนิด พันธุ์ต่างประเทศที่เพาะเลี้ยงสำเร็จแล้วมี
3 ชนิด ได้แก่ พันธุ์คิวบา (CUBAN CROCODILE) พันธุ์นิวกินี (NEW GUINEAN
CROCODILE) และพันธุ์ไคมานอเมริกาใต้ (CAIMAN CROCODILUS)
ส่วนที่ถือว่าเด่นที่สุดในการเพาะเลี้ยงคือการนำเอาพันธุ์น้ำจืดผสมกับพันธุ์น้ำเค็มจนได้เป็นพันธุ์ลูกผสม
(HYBRID CROCODILE) สำเร็จเป็นแห่งแรกของโลกเมื่อ 28 ปีก่อน ปัจจุบันมีอยู่หลายพันตัวแล้ว
ในอดีตจระเข้มีอยู่ทั่วไปตามแหล่งธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือตอนล่างอย่างจังหวัดพิจิตรหรือจังหวัดเพชรบูรณ์ที่แสนจะขึ้นชื่อว่าเป็นถิ่นของเจ้าชาละวัน
ในภาคกลางก็เช่นที่จังหวัดสระบุรี กาญจนบุรี ไปจนถึงทางตะวันออกและใต้แถบจังหวัดระยอง
ชุมพร เป็นต้น
แต่ชะตากรรมของจระเข้าไทยก็ไม่ได้แตกต่างไปจากจระเข้สัญชาติอื่น ๆ และคงคลุมไปได้ถึงสัตว์ป่าอื่น
ๆ ด้วยที่ในที่สุดแล้วแม้จะได้ชื่อว่าเก่งกาจ ดุร้ายน่าสะพรึงกลังถึงขนาดได้สมญานามว่าเป็นเพชรฆาตก็ยังคงต้องถึงมาตด้วยน้ำมือมนุษย์จนได้
ประโยชน์ของจระเข้นั้นเกิดมาจากอวัยวะทุกส่วนโดยส่วนที่มีความสำคัญควรแก่การเอ่ยถึงได้แก่
เนื้อใช้ทำยา รักษาโรคหืด ดีจระเข้าให้ทำยารักษาโรคตาบางชนิด กระดูกใช้ทำยารักษาโรคกระเพาะและทางเดินอาหาร
ฟันเป็นยากวาดคอเด็ก และเครื่องประดับ และเลือกใช้รักษาโรคมะเร็ง
แต่สิ่งแรกของจระเข้ที่มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์นั้นคือหนัง
อารยธรรมแห่งการใช้หนังจระเข้ เริ่มต้นขึ้นในยุคล่าอาณานิคมของชาวยุโรป
โดยประเทศที่เป็นผู้บุกเบิกการฟอกหนังก็คืออังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี
ส่วนวัตถุดิบนั้นได้จากประเทศเมืองขึ้นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นในแอฟริกา อเมริกาใต้
เอเชีย รวมทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
จระเข้าพันธุ์ที่ได้รับความนิยมใช้หนังมากที่สุดในยุคนั้นได้แก่ ไคมานอเมริกาใต้
หลังจากนั้นถึงกว่าครึ่งศตวรรษหนังจระเข้ไทยจึงได้เริ่มมีค่าพร้อม ๆ กับที่พัฒนาการด้านการฟอกหนังได้กำเนิดขึ้นในทางภูมิภาคนี้คือประเทศญี่ปุ่น,
สิงคโปร์ และไทย
สำหรับความเจริญก้าวหน้าในเรื่องนี้ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
เกาหลี ถือว่ามาทีหลัง เป็นรุ่นที่สาม
ดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมไปแล้วที่ว่าถ้าเมื่อใดมนุษย์เข้ามาหยิบฉวยเอาสิ่งใดจากธรรมชาติไปใช้ในทางการค้าก็เท่ากับว่าสิ่งนั้นจะต้องถึงแก่กาลดับสูญ
ตามธรรมชาติผู้ทำลายล้างจระเข้นั้นมีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นนาก งู ตะกวด
ชะมด อีเห็น นกกระสา ฯลฯ สัตว์เหล่านี้กินไข่และลูกจระเข้เป็นอาหาร หากมองจากมิติของเรื่องระบบนิเวศน์ห่วงโซ่อาหาร
ผู้ทำลายล้างก็คือผู้คุมกำเนิดด้วย แต่สำหรับผู้ทำลายล้างเช่นมนุษย์กระทำกันไม่รุนแรงมากนักในนามของความปลอดภัยและความหวาดกลัว
เนื่องจากลักษณะหลาย ๆ อย่างของจระเข้ทั้งในทางกายภาพและพฤติกรรมได้สร้างภาพอันน่าหวั่นเกรงเกินจริงขึ้น
"จระเข้ทั่วโลกหมดไปก็เพราะคนล่ามาก คนไปบุกรุกถิ่นที่อยู่อาศัยเข้าไปตามแม่น้ำ
ตามป่าชายเลน (เป็นถิ่นที่อยู่ของจระเข้) จระเข้ก็ต้องหนีไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนที่ขยายถิ่นที่อยู่อาศัย
คนกลัวจระเข้ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องล่าให้หมด จะได้ปลอดภัยแล้วก็ขายหนังได้อีก"
ร้อยเอกนายแพทย์ปัญญา ยังประภากร กรรมการรองผู้จัดการบริษัทฟาร์มจระเข้ฯ
กล่าวถึงสาเหตุที่จระเข้หดหายไปจากธรรมชาติ
ประมาณได้ว่าในยุคแรก ๆ ของการนิยมใช้หนังจระเข้ทั่วโลกก็ได้ถูกล่าตัวเพื่อฆ่าถลกหนังไปใช้แต่ละปีมากถึงกว่า
1 ล้านตัวแล้ว จนถึงในช่วงทศวรรษ 2490 ราคาหนังยิ่งสูงขึ้นมาก การผลิตก้าวเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมตลาดขยายตัวมาก
การล่าก็ได้รุกขยายตอบรับด้วยเช่นกันทั้งในเชิงปริมาณและ คุณภาพ ตัวเล็ก
ตัวใหญ่มีสิทธิถูกจับตายเสมอหน้ากัน ในแต่ละปีประมาณว่ามีการค้าหนังถึง 2
ล้านผืน
จำนวนชีวิตจระเข้ในธรรมชาติจึงก้าวสู่ระดับวิกฤตในทุก ๆ ภูมิภาค นับว่าวิกฤตแล้วอย่างแน่ชัดในทางสากลจึงได้ถือว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ต้องคุ้มครอง
สำหรับประเทสไทยเองไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีหลงเหลืออยู่อีกมากน้อยเพียงใด
แต่ถึงยังมีอยู่บ้างก็เชื่อได้ว่าคงเป็นจำนวนที่น้อยมากจนแทบไม่ต่างกับไม่มีเลย!!!
จากที่ประวัติศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่าพบจระเข้น้ำจืดชุกชุมทั่วทุกภาคของประเทศตามบึงต่าง
ๆ และชนิดน้ำเค็มนั้นก็ชุกชุมเช่นกันบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองที่ไหลลงสู่อ่าวไทยในภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรขึ้นมาจึงไม่มีร่องรอยให้เห็นอีกแล้ว
ณ วันนี้
กฎธรรมดาของโลกมีอยู่ว่าการดำรงอยู่ของทุก ๆ ชีวิตนั้นมีคุณค่าในตัวเอง
และการที่ชีวิตใดขาดหายไปย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่าระบบนิเวศน์
บทเรียนจากอดีตที่เกิดในสถานที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งของแอฟริกาก็คือ ได้มีการล่าจระเข้ในทะเลสาบแห่งหนึ่งกันจนหมดด้วยความเชื่อที่ว่า
เพื่อเป็นการกำจัดศัตรูที่มาแย่งกินปลาอันเป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อจระเข้าไม่มีแล้วกลับปรากฎว่าได้เกิดปลาที่คนไม่นิยมกินมาเป็นผู้กินปลาอื่นจนหมด
จนต้องหาจระเข้มาทำหน้าที่กำจัดปลาอันตรายนั้น
หรืออย่างเช่นการล่าจระเข้ในที่อีกแห่งเป็นจำนวนมากก็ได้ส่งผลกระทบ ทำให้ฮิปโปโปเตมัสมีมากเกินไป
ถ้าจะมองให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ในเรื่องนี้สัตวแพทย์ปานเทพ รัตนากร
นายกสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์จระเข้แห่งประเทศไทยได้กล่าวว่า
"ผลกระทบก็คืออย่าน้อยซากหมาเน่าที่ลอยโดยไม่มีตัวกิน แล้วก็ยังมีอื่น
ๆ อีกที่มองไม่เห็น เช่นกรณีของการตื้นเขินของคูคลอง ถ้ามีจระเข้จะไม่ตื้นเขิน
ในอดีตจระเข้เป็นตัวรอกคูคลอง มุดเข้าไปที่ต่าง ๆ ไม่มีใครเห็น"
การมีอยู่ของสรรพสิ่งมีความหมายเสมอและการจากไปก็มีความหมายเช่นกัน