
คณะกรรมการเพื่อสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับแรงท้าทายที่มากขึ้นในทศวรรษที่ 2 นับจากนี้ เพื่อผลักดัน “รูปธรรม” ของความร่วมมือให้เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
“มาถึงตอนนี้ ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนแล้ว”
ราชันย์ วีระพันธุ์ อดีตประธานคณะ กรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คศส.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ คนแรก (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่, กงสุลกิตติมศักดิ์บังกลาเทศ) และพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธาน คสศ.คนปัจจุบันที่จะ หมดวาระแรกในปี 2554 สรุปสถานะของกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย พม่า ลาว จีน กับผู้จัดการ 360 ํ
แต่หลังจากนี้จะต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่า เพราะหลังผ่านพ้นระยะการผลักดันมาได้ การเปลี่ยนแปลงในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของ Greater Mekong Subregion (GMS) ตลอดจน ASEAN Economic Community (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2015 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า (2558) จะเกิดขึ้นเร็วมาก
“EU ใช้เวลา 20 กว่าปี จึงจะเกิดขึ้นได้ แต่อาเซียนจะเร็วกว่านั้นมาก” ราชันย์ย้ำ
เขาอธิบายว่า ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะจีนต้องเข้ามาเป็นผู้เล่นมากขึ้น เพื่อใช้อาเซียนที่มีตลาดผู้บริโภครวมกัน 584 ล้าน คน รวมกับจีนอีก 1,300 กว่าล้านคน คาน อำนาจสหรัฐอเมริกา และด้วยเพราะจีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงกว่าประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ทำให้ถ้าจีนเข้ามาเดินเครื่อง ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน การค้า การเงิน หรือ Yuan Zone ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
(อ่านเรื่อง “เปิดตลาด (อินโด) จีน” นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนสิงหาคม 2550 และเรื่อง “ตั้งรับอิทธิพลจีน” นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนตุลาคม 2552 หรือ www.gotomanager.com ประกอบ)
ยิ่งถ้ากรอบ BIMSTEC หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล ที่มีพม่าเป็นตัวแปรสำคัญ มีผลเป็นรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้จะครอบคลุมทั้งในมิติของการไหลของทุน สินค้า ผู้คน ฯลฯ ซึ่งทั้งอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ล้วนเป็นตลาดผู้ซื้อ ที่มีผู้บริโภคมากกว่า 1,800 ล้านคน
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ คสศ.จะต้องทำงาน ทั้งเพื่อรับมือจีนและการเปลี่ยน แปลงที่จะเกิดขึ้น
บทเรียนข้อตกลง FTA สินค้าเกษตรไทย-จีน ที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของจีน ตลอดจนความพร้อมของรัฐไทยในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี
ข้อสรุป FTA ครานั้น แม้จะออกมา ว่าภาษีนำเข้าเป็น 0% แต่เมื่อสินค้าเกษตร ไทยส่งเข้าไปขายในแต่ละมณฑลของจีน ยังต้องพบกับ VAT 7-13% ขณะที่สินค้าเกษตรจีน 0% ตั้งแต่พรมแดน เชียงรายยันสุไหงโกลก นำมาซึ่งปรากฏการณ์ สินค้าเกษตรจีนเต็มตลาดไทย แต่สินค้าเกษตรไทยยังยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มาถึงทุกวันนี้
ข้อตกลง FTA สินค้าเกษตรไทย-จีนคราวนั้น เซ็นกันอย่างง่ายดาย รวดเร็ว และสวยหรู แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย กลับไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้ ภาคเอกชนก็อยู่ในภาวะต่างคนต่างทำ ใช้เครือข่ายสายสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลัก
รวมถึงความตกลงว่าด้วยการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง หรือแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 ซึ่งทำขึ้น ณ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ของพม่า ของตัวแทนกระทรวง คมนาคมจากไทย พม่า ลาว จีน อันนำมาซึ่งการระเบิดเกาะแก่งกลางน้ำโขง เปิดร่องน้ำให้ลึกกว่า 1.50 เมตรตลอดสาย และการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในเขตจีนอีกหลายแห่ง
สุดท้าย นำมาซึ่งปัญหาน้ำโขงผิดธรรมชาติที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำโขงตลอดแนวตั้งแต่พื้นที่ใต้เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีน ไปจนถึงที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงใน เวียดนาม
นี่คือปัญหาความพร้อมของไทย ความพร้อมของบุคลากรรัฐไทย
แตกต่างจากจีนที่มีส่วนงาน Foreign Affairs เป็นการเฉพาะ หน่วยงานทุกระดับต่างได้รับ “ธง” เดียวกัน จากรัฐบาลกลาง ทำให้ทุกองคาพยพมุ่งไป สู่จุดหมายเดียวกัน
สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลจีนในภูมิภาคนี้ได้อย่างชัดเจน
ขณะที่ไทย แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเมือง ซึ่งทำให้ยุทธศาสตร์ชาติเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทิศทางการทำงานของหน่วยงานรัฐทุกระดับ ตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด กลุ่มจังหวัด อบจ. อบต. ฯลฯ เป็นไปคนละทิศละทาง ตามความต้องการของฝ่ายการเมือง ทำให้ขาดพลังของการพัฒนา
ราชันย์บอกว่า ต่อไปเราต้องผลักดันให้มีตัวแทนภาคเอกชน รวมไปถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ มีส่วนร่วมในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศด้วย เพื่อป้อนข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลความเป็นจริงให้กับตัวแทนรัฐบาลไทยนำไปใช้ในการต่อรอง ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเจรจาที่อาจจะเกิดขึ้น เพิ่มความเป็นธรรมทางการค้าระหว่างกัน
เช่น โครงข่ายคมนาคมที่จีนผลักดันเต็มที่ เปิดเส้นทางให้มณฑลตะวันตกเฉียงใต้ออกสู่ทะเลได้เกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงเส้นทางรถไฟจากคุนหมิง-กรุงเทพฯ นั้น ในหลักการ จีนน่าจะเข้ามาลงทุน อาจจะเป็นไปในลักษณะเงินช่วยเหลือ-เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ไทยเองก็ต้องเปิดให้ใช้เทคโนโลยีจีนด้วย แทนที่จะใช้เทคโนโลยีเยอรมัน เป็นต้น
“หลังจากถนนคุนมั่น กงลู่ เสร็จ จีนส่งสินค้าออกทะเลได้ ผมเห็นภาพลูกตาสา หลานตาสี ถูกรถบรรทุกจีนทับตาย ถนนพัง เจ้าหน้าที่นั่งรับเงินตั้งแต่เชียงแสน ยันแหลมฉบัง... ถามว่าใครจะรับผิดชอบ” ราชันย์สะท้อนภาพ
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเจรจาต่อรองในรายละเอียดต่างๆ รองรับ ทั้งขนาดบรรทุกของรถจีนที่เกิน 20-30 ตันแน่นอน อันทำให้ถนนพัง เสียงบประมาณ ซ่อมบำรุงปีละหลายหมื่นล้าน, การจราจรที่จะคับคั่งขึ้น, กฎหมายจราจรที่จะกลายเป็นช่องทางหาประโยชน์โดยมิชอบ ฯลฯ
รายละเอียดเหล่านี้จะต้องมีการเจรจาร่วมกัน นั่นหมายถึงหน่วยงานรัฐไทยต้องถึงพร้อม ก่อนเปิดโต๊ะเจรจา และต้องยึดผลประโยชน์ประเทศชาติ คนไทยเป็นที่ตั้ง
สอดรับกับมุมมองของพัฒนาที่เห็น ว่าหน่วยงานของรัฐไทยยังมีปัญหา โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติ
เขาบอกว่า แม้ว่าระดับนโยบายจะชัดเจนว่ากรอบความร่วมมือเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ และมีนโยบายพัฒนารองรับ แต่กลับติดขัดในเรื่องระเบียบปฏิบัติที่ละเอียดยิบ
ว่ากันว่า แม้แต่งบประมาณกลุ่มจังหวัด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 รวมกว่า 10,000 ล้านบาท มาถึงวันนี้...ยังเบิกไม่ได้แม้แต่บาทเดียว
รวมถึงนโยบายพัฒนา 3 เมืองหลัก เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ที่รับรู้ทั่วกันว่าแนวโน้มเมืองตามระเบียงเศรษฐกิจเหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนาอยู่แล้ว แต่ก็มีเพียง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และพื้นที่เท่านั้นที่เข้ามาทำ ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ที่น่าจะเป็นหน่วยหลัก กลับยังไม่ยื่นมือเข้ามาดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น เป็นต้น
อีกประเด็นที่จะต้องเร่งทำกันอย่างเร่งด่วน รองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 2 ของ คสศ.ก็คือการพัฒนาคนรองรับ ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คสศ.ได้เข้าไปร่วมเขียนหลักสูตรด้าน Logistic ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เชียงราย รวมถึงเข้าร่วมเป็นอาจารย์สอน-ร่างหลักสูตรวิทยาลัยการอาชีพเชียงราย ฯลฯ
พัฒนาบอกว่า แนวทางนี้เบื้องต้นถือว่าสำเร็จ สามารถส่งนักเรียนวิทยาลัยการอาชีพ วุฒิ ปวส.เข้าไปฝึกงานที่บริษัท DHL หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับคำชมมาตลอด หลายคนได้งานชั่วคราว แม้จะมีวุฒิการศึกษาระดับ ปวส.
ในขณะเดียวกัน คศส.ยังได้ร่วมกับสถาบันแรงงานนาชาติเชียงแสน จัดหลักสูตรอบรมบุคลากรของบริษัทเอกชน ในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดจังหวัดเชียงราย ยังได้จัดงบสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการ Logistic ขึ้น โดยให้เอกชนเข้าร่วมบริหาร มีพัฒนาเป็นผู้อำนวยการคนแรก
“เราต้องเตรียมคนให้พร้อม ก่อนที่สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมถนน R3a จะเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า” พัฒนาย้ำ
แน่นอน แนวทางนี้จะขยาย Network ออกไปอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อไม่ให้ชุมชนในพื้นที่ตลอดแนวถนนสายคุน-มั่น กงลู่ หรือ EWEC (East West Economic Corridor) นั่งอยู่ข้างทาง มองรถบรรทุกจีน หรือบรรษัทข้ามชาติวิ่งผ่าน ก็คือจะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้ามามีส่วนได้กับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย
พัฒนาบอกว่า จากนี้ไป คสศ.จะพยายามดึงองค์กรในเครือข่าย หรือในการกำกับของรัฐที่มีงบประมาณสนับสนุน เข้า มาร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง ที่มีอยู่อย่างหลากหลายใน 10 จังหวัดภาคเหนือ เพิ่มโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ, GMS, BIMSTEC, ASEAN ฯลฯ
หรือพื้นที่ชายแดนไทย-ลาวหลายจังหวัด ทั้งน่าน, อุตรดิตถ์, พะเยา, เชียงราย มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกับ สปป.ลาว โดยต้องเข้าไปช่วยพัฒนาบุคลากรด้านบริการ หรือผู้ประกอบการ ขึ้นมารับกับทิศทางในอนาคต
“เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะทำให้ชุมชนในพื้นที่แถบนี้ ที่ต่อไปจะมีพลวัตสูงมาก เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร เพราะที่นี่เป็นบ้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้ง จีนด้วย เพราะวันนี้ GMS หรือ ASEAN ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”
อีกเพียง 5 ปี ประชาคมอาเซียน (AEC) ก็จะเกิดเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นหมายถึงการไหลของคน การย้ายถิ่นฐาน การทำงานข้ามประเทศโดยไม่ต้องมี Work Permit ฯลฯ
ซึ่ง 2 ผู้นำองค์กรที่เป็นศูนย์รวมภาคเอกชนของภาคเหนือ 10 จังหวัด มอง ตรงกันว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะถูกปลุกปั้นขึ้นมาตีคู่กับ EU ในอนาคตอันใกล้นี้
และนี่คือบ้านของเรา
|