|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

แม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มยูโรได้อนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่ารวม 110 พันล้านยูโร เพื่อใช้แก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่มีมูลค่ารวม 3 แสนล้านยูโร (เป็นเงินจาก IMF มูลค่า 30 พันล้านยูโร และที่เหลือจากกลุ่มยูโรอีก 80 พันล้านยูโร) ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินช่วยเหลือจะใช้ในการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 19 พฤษภาคม ได้คลายความกังวลต่อปัญหาหนี้ของกรีซในระยะสั้นไปได้
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ยังอนุมัติเงิน 5 แสนล้านยูโร เพื่อจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรปเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงินของยุโรปที่อาจลุกลามไปยังประเทศยุโรปอื่นๆ ได้ รวมทั้งเงินสมทบจาก IMF อีก 2.5 แสนล้านยูโร ซึ่งสร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจยุโรปได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ฐานะการคลังที่อ่อนแอของหลายประเทศในยุโรป อย่างไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังต่อจีดีพีในระดับสูง ยังคงถือเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้และอาจฉุดรั้งให้การเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมเป็นไปได้อย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ แม้คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจ กลุ่มยูโรจะสามารถกลับมาขยายตัวได้จากปีที่ผ่านมาที่ต้องประสบ ภาวะเศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 4 แต่ก็คาดว่ามีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า กลุ่มจี 3 อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ประเทศยุโรปที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างเยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของประเทศยุโรปที่ประสบปัญหาหนี้สินทั้งหลาย แม้ผลกระทบในระยะสั้นจากการผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มยุโรปที่ประสบปัญหาอาจบรรเทาลงในขณะนี้ เนื่องจากกรีซได้รับเงินช่วยเหลือจาก IMF และกลุ่มยูโร
ขณะที่ประเทศยุโรปที่มีปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังต่อจีดีพีในระดับสูงอย่างไอร์แลนด์ (ร้อยละ 14.3 ต่อจีดีพี) สเปน (ร้อยละ 11.2 ต่อจีดีพี) และโปรตุเกส (ร้อยละ 9.4 ต่อจีดีพี) อาจได้อานิสงส์จากกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรปที่กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) จัดตั้งขึ้นมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นวงเงินปล่อย กู้และค้ำประกันหนี้มูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งอาจช่วยเหลือปัญหา หนี้ได้ในระยะต่อไป
การจัดสรรเงินช่วยเหลือของประเทศยุโรปต่างๆ อย่างเยอรมนี และฝรั่งเศส อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตชะลอลง เนื่องจากความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปอาจมีข้อจำกัด ซึ่งมีแนวโน้มอาจทำให้ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศรวมทั้งไทยชะลอลงตามไปด้วย ขณะที่ค่าเงินยูโรที่มีทิศทางอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่งผลให้เงินบาทเมื่อเทียบกับยูโรอยู่ในระดับแข็งค่า ทำให้สินค้าส่งออก ของไทยไปกลุ่มยูโรมีราคาสูงขึ้นในสายตาของผู้นำเข้ายุโรป
นอกจากนี้สินค้าประเทศคู่แข่งของไทยในเอเชียต่างก็ประสบปัญหาการแข็งค่าของเงินเมื่อเทียบกับเงินยูโรเช่นกัน ไม่ว่า จะเป็นเงินรูเปี๊ยะของอินโดนีเซีย และเงินวอนของเกาหลีใต้ ทำให้ศักยภาพการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทยในตลาดยูโรโดยเปรียบเทียบอาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าผลกระทบจากวิกฤติหนี้ในยุโรป ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปโดยรวม ทำให้การส่งออกของไทยไปประเทศยุโรปอาจเผชิญข้อจำกัดของการขยายตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้ว่าการส่งออกไปยุโรป (15) ในช่วงไตรมาส แรกสามารถกลับมาเติบโตได้ร้อยละ 24.5 จากช่วงเดียวกันของปี 2552 (YoY) โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่แม้การส่งออกของไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปกลุ่มประเทศยูโร ที่มีปัญหาหนี้สินในระดับสูงอย่างกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และอิตาลี (กลุ่ม PIIGS) เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปประเทศเหล่านี้ในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ คิดเป็นสัดส่วนรวมกันไม่ถึง ร้อยละ 2 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/2553 ไทยส่งออกไปกลุ่ม PIIGS สามารถพลิกมาเติบโตร้อยละ 28.6 (YoY) จากที่หดตัวร้อยละ 37.4 ในปี 2552 แต่เศรษฐกิจกลุ่ม PIIGS ที่อาจต้องประสบปัญหาจากวิกฤติการคลัง ทำให้ทาง การต้องจำกัดการใช้จ่ายและปรับเพิ่มภาษีซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจของ 3 ประเทศกลุ่ม PIIGS ได้แก่ กรีซ ไอร์แลนด์ และสเปน ยังคงมีแนวโน้มหดตัวในปีนี้ที่ร้อยละ 2.6 ร้อยละ 1.1 และร้อยละ 0.4 ตามลำดับ เทียบกับปีที่ผ่านมาที่หดตัวร้อยละ 2.0 ร้อยละ 7.1 และร้อยละ 3.6 ตามลำดับ ขณะที่ อิตาลีและโปรตุเกสอาจกลับมาเติบโตได้ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 0.5 ตามลำดับ จากที่หดตัวร้อยละ 5.1 และร้อยละ 2.7 ตามลำดับ ในปีที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าการส่งออกของไทยไปกลุ่ม PIIGS ในปี 2553 นี้อาจอยู่ระหว่างหดตัวร้อยละ 3 ถึงเติบโตร้อยละ 3
ขณะเดียวกันคาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มยูโรในปีนี้อาจเติบโตได้ไม่มากนักจากผลกระทบของวิกฤติการคลังของหลายประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจยูโรอาจจะขยายตัวได้เพียง ร้อยละ 0.6-1.0 ในปีนี้ ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปกลุ่มยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอย่างเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเยอรมนีอาจเติบโตชะลอลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ เทียบกับที่ขยาย ตัวในไตรมาสที่ 1/2553 ค่อนข้างสูงกว่าร้อยละ 23 ส่งผลให้การ ส่งออกของไทยไปยุโรปที่เหลือ (ยกเว้นกลุ่ม PIIGS) อาจเติบโตได้ ร้อยละ 3.0-6.0 และทำให้การส่งออกของไทยไปตลาดยุโรปรวม 15 ประเทศ (กลุ่ม PIIGS และยุโรปที่เหลือ) อาจขยายตัวร้อยละ 2.0-5.0 ในปีนี้ เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 24.5 ในปี 2552 ที่ผ่านมา
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยุโรปที่อาจเติบโตชะลอลงตามเศรษฐกิจยุโรปที่อาจประสบปัญหา เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์/ ชิ้นส่วน อัญมณี/เครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ/ชิ้นส่วน รถยนต์/ชิ้นส่วน เสื้อผ้าสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้อัตราการชะลอ ตัวขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของผลกระทบจากวิกฤติหนี้สินต่อเศรษฐกิจประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอย่าง เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเยอรมนี ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ของไทย 3 อันดับแรกในกลุ่มยุโรป มีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 5.6 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไปกลุ่มยุโรป (15) โดยรวมที่มีสัดส่วนร้อยละ 10.5 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1/2553 แม้ไทยส่งออกไปกลุ่มยุโรป (15 ประเทศ) กลับมาเติบโตร้อยละ 21.6 (YoY) จากที่หดตัวร้อยละ 24.5 ในปี 2552 แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าการเติบโตของการส่งออกรวมของไทยไปทั่วโลกที่ขยายตัวร้อยละ 31.6 (YoY) และต่ำกว่าการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกไปยังกลุ่มประเทศจี 3 อีก 2 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ที่ขยายตัวร้อยละ 22.8 และญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 29.4 ขณะที่การส่งออกไปตลาดในเอเชียอย่างจีน และอาเซียนเติบโตถึงร้อยละ 70 และร้อยละ 67 ตามลำดับ
กล่าวได้ว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคส่งออกที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ในภาวะที่ภาค การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยวต้องประสบปัญหาจากเหตุการณ์ทางการเมือง อาจต้องเผชิญปัจจัยท้าทายสำคัญจากปัญหาความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยุโรปในช่วงที่เหลือของปีนี้
อย่างไรก็ตาม ไทยน่าจะได้อานิสงส์จากความตกลง FTA ที่มาช่วยบรรเทาผลกระทบจากแนวโน้มการส่งออกไปยุโรปที่อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากในปีนี้ การลด/ยกเลิกภาษีตามความตกลง FTA ของไทยหลายฉบับมีความคืบหน้าไปมาก ได้แก่ ความตกลง FTA ของอาเซียน (AFTA) และ FTA อาเซียน-จีนที่ภาษีสินค้าปกติ (Normal Track) ลดเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553
ส่วนความตกลงฯ อีกหลายฉบับเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ได้แก่ FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-อินเดียที่เริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2553 และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ที่เริ่มมีผลในเดือนมีนาคม 2553 ทำให้การส่งออกของ ไทยไปประเทศคู่เจรจา FTA เหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการภายในที่เพิ่มขึ้นของประเทศคู่เจรจาตามการเติบโตของเศรษฐกิจที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปีนี้ เมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก
|
|
 |
|
|