ผลจราจลเสื้อแดงเผากรุงเทพฯ สร้างผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน จนไม่สามารถส่งงบการเงินไตรมาส1/53 ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ทันตามกำหนด นำทีมโดย “กองทุนวายุภักษ์ 1” ฝั่งตลาดหุ้นยอมผ่อนผัน ไม่ขึ้น SPจนกว่า 24 พ.ค. ขณะเดียวกันพบ บจ.หลายรายงบการเงินไม่โปร่งใส เหตุผู้สอบบัญชีขาดความเชื่อมั่น ทั้งGJS, GSTEEL, TGPRO,TT&T และ WIN โดยวันนี้ (19พ.ค.) ต้องโดนแขวนป้าย NP ตั้งแต่ช่วงเช้า จนกว่าแก้ไขแล้วเสร็จ ด้าน PICNI ร้อนตัวรุกชี้แจงก่อน เหตุผู้สอบบัญชีอาจไม่เห็นด้วย
วานนี้ (18พ.ค.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานว่า จากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนนำส่งงบการเงินรายไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2553 ภายใน 45 วันนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหรือภายในวันที่ 17 พฤษภาคม หรือ ก่อนเวลา 9.00 น. ของวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากปรากฏเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ ทำให้บริษัทจดทะเบียนบางแห่งได้ประสานงานมายังตลาดหลักทรัพย์ฯว่าบริษัทมี เหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถนำส่งงบการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์ฯได้ภายในกำหนด เวลา
ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯพิจารณาและเห็นควรที่จะไม่ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) เพื่อหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนเนื่องจากบริษัทจด ทะเบียนไม่สามารถนำส่งงบการเงินได้ตามเวลาที่กำหนดเป็นระยะเวลา 4 วันทำการนับตั้งแต่วันที่ 18-21 พฤษภาคม 2553
แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะพิจารณาขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่ส่งงบการเงินต่อ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าบริษัทจดทะเบียนจะนำส่งงบการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว จึงขอให้ผู้ลงทุนโปรดใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจด ทะเบียนต่อไป
โดย รายชื่อ บจ. ที่ยังไม่นำส่งงบการเงินได้แก่ 1. บริษัท ไทยโทเรเท็กซ์ไทล์มิลลส์ จำกัด (มหาชน) (TTTM) และ 2. กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ประเภท ก. (VAYU1) ขณะที่บจ. ที่ยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP ต่อไปด้วยเหตุอื่นๆ คือ 1 บริษัท นิปปอน แพ็ค(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (NIPPON) 2. บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (SECC) 3. บริษัท สิงห์ พาราเทค จำกัด (มหาชน) (SINGHA)
ขณะเดียวกัน เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียน 6 ราย ได้นำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2553 ฉบับที่ผ่านการสอบทานมายังตลาดหลักทรัพย์ฯโดยผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ความ เชื่อมั่นต่องบการเงินของบริษัทได้ ทำให้ตัวเลขผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทเหล่านี้ที่ปรากฏในงบการ เงินอาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้
โดย มีบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมปกติจำนวน 8 ราย ได้แก่ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS) , บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) (GSTEEL), บริษัท ป่องทรัพย์ จำกัด(มหาชน) (PSAAP), บริษัท ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (TGPRO) , บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) (TT&T) และ บริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN)
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) เพื่อห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ดังกล่าว ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปมีเวลาในการพิจารณารายงานของผู้สอบ บัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง โดยจะอนุญาตให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของ GJS, GSTEEL, TGPRO,TT&T และ WIN พร้อมกับการขึ้นเครื่องหมาย NP (Notice Pending) ตั้งแต่การซื้อหรือขายรอบเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนกว่าบริษัทดังกล่าวจะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่า บริษัทไม่ต้องแก้ไขงบการเงินดังกล่าว
ขณะที่ PSAAP ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไปเนื่องจาก อยู่ระหว่างแก้ไขคุณสมบัติในการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group: NPG) มี 2 ราย คือ บริษัท แอ็ดว้านซ์เพ้นท์ แอนด์ เคมิเคิล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ( APC) และ บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) (SAFARI) ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทราบและพิจารณาความเห็นของผู้สอบบัญชี ประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจาก 6 บจ.ดัวกล่าว แล้วทางบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (PICNI) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ตามที่บริษัทฯได้นำส่งงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่31 ธันวาคม 2551 โดยผู้สอบบัญชีไม่อาจแสดงความเห็นต่องบการเงิน (Unable to reach any conclusion) เนื่องมาจากบริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้สินหมุนเวียนรวมสูงกว่าสินทรัพย์หมุน เวียนรวมจํานวนเงิน 6,057 ล้านบาท และมีหนี้สินรวม สูงกว่าสินทรัพย์รวมจำนวนเงิน 3,428 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงาน ต่อเนื่องของบริษัทฯ
ทั้งนี้ PICNI ขอชี้แจงว่าผลปรากฎตามงบการเงินดังกล่าวเนื่องมาจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสะสมเป็นจำนวนเงินประมาณ 9,373 ล้านบาท อีกทั้ง บริษัทฯ ปรับปรุงบัญชีจากหนี้สินระยะยาวมาเป็นหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระเป็นจำนวนเงิน 5,024 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯไม่สามารถจ่ายเงินต้นตามสัญญาได้ ปัจจุบันศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งให้บริษัทฯ เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ
|