ทักษิณยิ้มรื่น ผู้นำอินเดียร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนาม
ในข้อตกลงดังกล่าวกับอินเดียและจีน ซึ่งมีประชากรรวมกันถึง 2,300 ล้านคน ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างไทย-อินเดีย
และจีนเพิ่มเกือบเท่าตัวหรือประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันตกลงเปิดน่าน
ฟ้ากับอินเดียมากขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาไทย เชิญชวนไทยร่วมเป็นหุ้นส่วนการค้า
การลงทุน
เมื่อเวลา 10.30 น. วานนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ
และหารือข้อราชการกับนายอฏัล พิหารี วาชเปยี นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย
ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-12 ต.ค. ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ภายหลังการหารือพ.ต.ท. ทักษิณ แถลงว่า ได้มีการลงนามในข้อตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีไทย
-อินเดีย (FTA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2547 สิ่งที่ต้องการบอกกับคนไทยคือ
อินเดียมีประชากร 1,000 ล้านคน มีเศรษฐี 50 ล้านคน มากพอกับคนไทยทั้งประเทศ และยังมีคนชั้นกลางอีก
ซึ่งจะเป็นตลาดใหญ่ของไทย โดยก่อนหน้านี้ไทยได้เปิดเขตการค้าเสรีกับจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้ว
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นขอให้ทุกฝ่ายเตรียมการ เพราะได้มีการเปิดตลาดสินค้าไทย
ที่มีจำนวนประชากรรวมกันถึง 2,300 ล้านคน
"เราเป็นประเทศแรกในโลกที่เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับ 2 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
รายละเอียดต่าง ๆ คงจะต้องมีการเจรจากัน แต่คาดว่าส่วนที่เป็นของไทยแท้ จะอยู่ประมาณ
40% ซึ่งการเจรจารายละเอียด คาดว่าจะเรียบร้อยภายในปีนี้ เพื่อที่ในเดือนมีนาคมปีหน้า
จะได้มีผลในการปฏิบัติเลย และคาดว่าจะสมบูรณ์ครบทุกรายการในปี 2553" พ.ต.ท. ทักษิณ
กล่าว
สำหรับการหารือยังมีข้อตกลงเรื่องการเปิดน่านฟ้าทางการบิน ระหว่างไทย-อินเดีย
โดยทางอินเดียจะเปิดเพิ่มให้อีก 4 เมือง คือ นิวเดลี กัลกัตตา มุมไบ และ เจนไน
จะให้สายการบินของบริษัท การบินไทย บินได้ทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน และในอนาคต
จะเปิดเพิ่มอีก 18 เมือง ขณะที่ไทยจะให้เครื่องบินของอินเดียบินมาที่กรุงเทพฯ ทุกวัน
วันละ 1 เที่ยวบิน และจะเปิดให้บินไปต่างจังหวัดด้วย เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ต
ซึ่งต่อไปนักท่องเที่ยวจะมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามข้อตกลงอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเกษตร ไบโอเทคโนโลยี
ความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์ การจัดทำวีซ่า โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางราชการและทูต ไม่ต้องมีวีซ่า และต่อไปจะนำไปสู่การทำวีซ่าให้กับนักธุรกิจ ซึ่งจะได้เดินทางไปทำธุรกิจสะดวกขึ้น และมีการหารือเรื่องความร่วมมือทางด้านความมั่นคง ยาเสพติด
การก่อการร้าย การลาดตระเวนทางเรือเพื่อป้องกันโจรสลัด และยาเสพติด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่าง ไทย-อินเดีย และ ไทย-จีนว่า
ภายในปี 2547 จะมีมูลค่าทางการค้าประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีนี้
ที่มีมูลค่าการค้าประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่น
และสหรัฐฯ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าไม่น่าจะเกินปีหน้า โดยในปีนี้จะมีความชัดเจนทั้ง
2 ประเทศ ซึ่งในการประชุมอาเซียน ได้มีการพูดนอกรอบระหว่างไทย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์
และกัมพูชา จะเปิดเสรีทางคาร์โกต่อกันระหว่าง 5 ประเทศ โดยจะมีอินเดียเข้ามาร่วมด้วยทันที
ส่วนญี่ปุ่นก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการศึกษา ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกของเรามีทางเลือกในการส่งทางแอร์คาร์โก
เมื่อมีมากแอร์คาร์โกก็จะถูกลง ทำให้การส่งออกดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าถ้าเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ
เราจะพร้อมด้านคาร์โก
เย็นวันเดียวกันนายอฏัล พิหารี วาชเปยี ได้เดินทางไปยังรัฐสภา โดยมีนายอุทัย
พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร
ประธานวุฒิสภา พร้อม ส.ส. และส.ว. ร่วมให้การต้อนรับ หลังจากนั้นจึงเชิญเข้าห้องประชุมรัฐสภา
เพื่อกล่าวสุนทรพจน์
นายอฏัล พิหารี วาชเปยี กล่าวสุนทรพจน์โดยสรุปว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาไทย
ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย ซึ่งมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน
การที่ประเทศทั้งสองขยายความเป็นหุ้นส่วนแบบทวิภาคีออกไป เป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่ชัดเจนเพราะประเทศอินเดีย
มีประชากร 1,000 ล้านคน ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่และหลากหลาย ซึ่งอินเดียมีโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจอันจะทำให้ทั้งคนอินเดียและคนชาติอื่นมีบทบาท
และช่องทางอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
นายอฏัล พิหารี วาชเปยี กล่าวว่า อินเดียมีจุดแข็งที่จะเป็นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือเช่นด้านอุตสาหกรรมสารสนเทศ
ที่มีความชำนาญด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ซึ่งไปกันได้ดีกับความชำนาญด้านอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ของไทย และยังสามารถร่วมมือกับไทยใช้ความสามารถทางเทคโนโลยีด้านอวกาศให้เป็นประโยชน์ใน
การพัฒนาประเทศ และก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศได้ ลงนามในข้อตกลงหลายฉบับ เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในทางลึก ซึ่งจะเป็นตัวเสริมกรอบความร่วมมือของประเทศทั้งสองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
"ทั้งสองประเทศเป็นสังคมเปิด จึงเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากกลุ่มพลังที่คอยหาโอกาสจากสังคมอิสระแบบเรา
ผู้ก่อการร้ายไม่ได้จำกัดอยู่ในดินแดนใด แต่ถือเป็นปัญหาของโลก โดยประเทศอินเดียได้เผชิญปัญหานี้มาสองทศวรรษแล้ว"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายอฏัล พิหารี วาชเปยี กล่าวสุนทรพจน์จบ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้เข้าไปจับมือ และได้ร่วมถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภา
โดยในช่วงค่ำ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติที่ทำเนียบรัฐบาล