สมมุติว่าคุณกำลังซื้อของที่ฮ่องกงแล้วคุณชอบเพชรสักเม็ดหนึ่ง ราคา 100,000
บาท คุณจะใช้บัตรเครดิต เช่น อเมริกันเอ็กซเพรสแทนเงินสดคุณจะมีปัญหาอะไรไหม?
คำตอบ - ปัญหานั้นจะมีหรือไม่อยู่ที่ตัวคุณเองเพราะขั้นตอนมันจะเป็นไปดังนี้
1. เจ้าของจะกดโทรศัพท์เข้าศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อขออนุมัติวงเงิน
2. ศูนย์จะส่งเข้ามาเมืองไทยทันที
3. สิ่งแรกที่เขาจะดูก็คือกดคอมพิวเตอร์หมายเลขบัตรของคุณดู
4. จอภาพก็จะปรากฎขึ้นว่า :-
- คุณเป็นสมาชิกบัตรเมื่อไหร่?
- คุณมีพฤติกรรมการใช้เงินต่อเดือนเป็นอย่างไร? (ถ้าคุณเคยซื้อของทีละมากๆ
เช่นนี้มาก่อนและคุณจ่ายคืนเอเม๊กซ์ตรงเวลา คุณก็จะได้รับอนุมัติทันที)
- เจ้าหน้าที่ก็จะโทรศัพท์ไปคนที่บ้านหรือที่ทำงานคุณว่าอยู่ฮ่องกงหรือเปล่า?
ถ้าเขาเกิดเจอคุณที่บ้านก็ยุ่งตายห่ะแล้ว! เพราะแสดงว่ามีคนทำบัตรปลอมใช้หมายเลขคุณไปหากิน
-ถ้าคุณไม่เคยซื้อของในวงเงินมากอย่างนี้มาก่อนถ้าเป็นเวลาทำงานเขาจะรีบโทรไปธนาคารที่คุณมีบัญชีอยู่แล้วเขาก็จะบอกว่าคุณกำลังจะซื้อเพชร
100,000 บาท ที่ฮ่องกง ไม่ทราบว่าทางผู้จัดการจะมีความเห็นเช่นไร?ถ้าผู้จัดการเขารู้ว่าคุณมีบัญชีดีและคุณมีเงินมากพอ
มีฝากประจำไว้หลายเงิน เขาก็คงจะบอกว่าลูกค้ารายนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าผู้จัดการเขารู้ว่าคุณเคยมีปัญหาเรื่องการเงินกับบัญชีของเขา
เขาก็คงจะไม่เห็นด้วย เจ้าหน้าที่ก็คงจะต้องเอาความเห็นผู้จัดการมาประกอบการพิจารณา
แต่ถ้าเป็นเวลากลางคืนที่เจ้าหน้าที่เอเม๊กซ์เขาไม่สามารถจะเช็คกับธนาคารได้ตรงนี้อยู่ที่ความมี
ไหวพริบและปฏิภาณของเจ้าหน้าที่ประกอบกับประวัติการใช้บัตรของคุณแล้ว ถ้าคุณพึ่งเป็นสมาชิกเขาคงปฏิเสธไป
แต่ถ้าคุณเป็นมานานแล้ว และการจ่ายเงินคืนเขาตรงเวลาถึงแม้คุณไม่เคยซื้อของมากเช่นนี้คุณเองก็มีโอกาสเหมือนกันที่จะได้รับการอนุมัติ
"เราไม่มีวงเงินให้สมาชิกบัตร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวสมาชิกบัตร ถ้าประวัติเขาดีเขาจะใช้จ่าย
เท่าไหร่ก็ได้" เจ้าหน้าที่ของเอเม๊กซ์เล่าให้ฟัง
ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่บางครั้งต้องชิงไหวชิงพริบกันในการรักษาลูกค้าเอาไว้เหมือนกัน
เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการสูญเสียลูกค้าก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของการทำงานที่ยากมาก
ลูกค้าบางคนใช้บัตรทองซึ่งมีศักดิ์ศรีกว่า บัตรเขียวเพราะแสดงว่ามีรายได้สูงไปทานอาหารเลี้ยงแขกยอดบิลล์เป็นเงินแปดพันกว่าบาท
ที่ถูกแล้วเจ้าของร้านต้องโทรศัพท์ไปขออนุมัติวงเงิน แต่เกิดขี้เกียจโทรก็ใช้วิธีสะดวก
คือใช้รูดบัตรสองครั้งเป็นครั้งละ 4,000 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินที่ไม่ต้องโทรไปขออนุมัติ
คนใช้บัตรทองก็อาจจะหงุดหงิดที่ตัวเองใช้บัตรทองแล้วก็ยังไม่มีเครดิตมากพอที่เซ็นบิลล์ราคาแปดพันบาทได้ก็อาจจะขอคืนบัตร
เอเม็กซ์ก็อาจจะสูญเสียลูกค้าไปคนหนึ่ง โดยตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหา
"จริงๆ แล้วการที่เราให้ร้านค้าโทรเข้ามาขออนุมัติวงเงินที่มันเกิน
LIMIT ของร้านนั้น เพราะเราต้องการป้องกันสมาชิกบัตรของเรา เพราะพอเราได้รับการอนุมัติเราจะกดข้อมูลของลูกค้าและเราจะรู้ทันทีเป็นสิ่งแรกเลยว่าบัตรใบนี้เป็นบัตรแจ้งหายเอาไว้หรือเปล่า?
เรื่องวงเงินนั้นอย่างที่พูดไว้ มันอยู่ที่ประวัติของเจ้าของของบัตร จะเขียวหรือทองไม่สำคัญบางครั้งบัตรเขียวยิ่งใช้ได้มากกว่าบัตรทองบางคน
เพราะประวัติการใช้เงินเขาใช้ได้ดีกว่า และมากกว่าบัตรทอง" คนของเอเม็กซ์พูด
นอกจากจะป้องกันผลประโยชน์สมาชิกบัตรแล้วก็คงจะปกป้องเอเม็กซ์ด้วยเช่นกัน
เพราะข้อมูลบนจอคอมพิวเตอร์จะบันทึกการใช้บัตรทุกครั้ง "บางครั้งมีสมาชิกบัตรบางคนตั้งใจจะเบี้ยวจริงๆ
พอเรากดข้อมูล เราก็พบว่าเขาได้ทำการซื้อของชิ้นใหม่ๆ เป็นหมื่นมาทุกวันนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ตัดบัญชีกันไปต่อเดือน
แล้วประวัติการจ่ายเงินให้เราจะล่าช้าผิดปกติทุกครั้งเพราะฉะนั้น พฤติกรรมการใช้เงินแบบนี้อาจจะส่อให้เห็นว่าเขาคงจะเบี้ยวเราแบบทิ้งทวนเลยก็ได้"
เจ้าหน้าที่คนเก่าพูดต่อ.