| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

จีนเปรียบเหมือนหัวมังกรในยุคนี้ เพราะประสงค์ อุทัยแสงชัย บอกว่า สิ่งที่ยืนยันความคิดของเขามี 3 เรื่อง การเมืองมั่นคง ทั่วโลกต่างหันมาลงทุน และสังคมดี
ปีนี้แม้ว่าประสงค์จะมีอายุ 65 ปีแล้วก็ตามที ถ้าเป็นข้าราชการก็เกษียณไปตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่ร่วมงานกับธนาคารกรุงเทพร่วม 40 ปี โดยเฉพาะธุรกิจในต่างประเทศเขาทำงานถึง 36 ปี จนกระทั่งล่าสุดเขามีตำแหน่งเป็นกรรมการรองผู้จัดการใหญ่
ในช่วงวัยเรียนบิดาของเขาส่งไปศึกษาต่อประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความลุ่มหลงในความบันเทิง เป็นยุครุ่งเรืองของวงดนตรีเอลวิส และเดอะ บีทเทิลส์ ทำให้เขาเรียนหนังสือไม่จบ สร้างความกลัดกลุ้มให้กับบิดาไม่น้อย
บิดาของเขาจึงฝากเขาให้ไปทำงานกับเพื่อนสนิทที่ชื่อชิน โสภณพนิช ทำให้เขาเริ่มฝึกงานที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาลอนดอนเป็นที่แรก เขาฝึกงานอยู่ 3 ปี ในตอนนั้นมีผู้จัดการดูแลสาขา 2 คน คนแรกจอห์น ซีซี คนฮ่องกง และอีกคนคือโชติ โสภณพนิช ลูกชายคนที่ 2 ของชินที่เกิดกับบุญศรี ภรรยาคนที่ 2 (แต่เป็นลูกชายคนที่ 4 ในจำนวนลูกๆ ทั้งหมดของชิน)
(อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของโชติ โสภณพนิชได้จากเรื่อง "ทำไมชาตรีจึงต้องการอำนวยมาก?" นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนสิงหาคม 2526 และใน www.goto-manager.com)
ประสงค์ได้เรียนรู้งานด้านการเงินการธนาคารทุกอย่าง
และยอมรับว่าทำงานค่อนข้างหนัก รวมไปถึงงานเสิร์ฟชา กาแฟ เพราะเป็นเด็กฝึกงานจึงไม่มีตำแหน่ง แต่ต้องสามารถทำงานแทนทุกคนได้
ประสงค์เป็นผู้ถือกุญแจสำนักงาน ดังนั้นเขาต้องมาก่อนคนอื่นเพื่อเปิดสำนักงานและกลับช้ากว่าทุกคนเพื่อปิดประตู
เมื่อผ่านพ้นช่วงฝึกงาน เขาเข้ามาทำงานในธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ สาขาพลับพลาไชย เจ้านายคนแรกคือเดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหารในปัจจุบัน งานของประสงค์ในช่วงนี้ คือดูแลลูกค้าที่เป็นพ่อค้าส่งออก
ประสงค์จึงได้เรียนรู้ธุรกิจการส่งออกทั้งหมด ดูแลสินค้าข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เขาอยู่ในแผนกนี้ 6 ปี จนมีความชำนาญในการดูข้าว ข้าวโพด
"ผมดูเป็นหมด ข้าวเม็ดใส คล้ายฟันหนู มาจากแปดริ้ว ถ้าข้าวขุ่นๆ มาจากนครชัยศรี ข้าวทางอีสานจะหอม และเม็ดข้าวโพดใช้เล็บจิก มีความชื้นเท่าไหร่ หรือโยนใส่พื้นปูนซีเมนต์ ดังป้อก หรือดังแป๊ะ มีความชื้นเท่าไหร่"
อีกไม่นานเขาได้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงคโปร์ 2 ปี เพราะชินมองว่าถ้าประสงค์ยังร่วมงานอยู่กับเขา ประสงค์จะไม่เติบโตในเส้นทางการทำงาน
เปรียบเหมือนต้นไม้ในกระถางจะไม่เติบโต ถ้าไม่ลงดิน!
เส้นทางในธุรกิจต่างประเทศของประสงค์ยังวนเวียนอยู่ในต่างประเทศ แต่สิ่งที่เขาประทับใจในการทำงานน่าจะเป็นที่ไต้หวัน
เพราะการเข้าไปรับตำแหน่งผู้จัดการสาขาในตอนนั้น ประสงค์ได้ไปแทนผู้บริหารคนเก่าที่ท้าทายชินว่าไม่มีใครสามารถทำงานสู้เขาได้ แม้จะเป็นมือหนึ่งในธนาคารกรุงเทพก็ตาม
"ตอนนั้นผู้จัดการคนเก่าเขาเก่งจริง สามารถสร้างรายได้ให้กับสาขาไต้หวันได้ถึง 50-60 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ทำได้ปีละ 10 ล้านเหรียญเท่านั้น"
ชินตัดสินใจส่งประสงค์เข้าไป เพราะเขาเป็นคนหน้าใหม่ ถ้าทำไม่ได้ตามเป้าก็ไม่เสียหาย เพราะถือว่ายังมีประสบการณ์น้อยอยู่ในตอนนั้น
แต่ชินกลับช่วยเขาอย่างเต็มที่ เดินทางไปไต้หวันถึง 4 ครั้งในรอบ 1 ปี จากเดิมที่เคยไปเพียงครั้งเดียว ทำให้ประสงค์สามารถสร้างรายได้ให้กับสาขาไต้หวันได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐในการทำงานปีแรก
ประสงค์เรียนรู้จากชินหลายอย่าง ตั้งแต่เรียนรู้พฤติกรรมการทำธุรกิจ วิเคราะห์อุปนิสัยใจคอลูกค้า ให้ดูชาติตระกูล ดูเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งโหงวเฮ้ง
ปีสุดท้ายที่เขาลุกออกจากตำแหน่งที่ไต้หวัน เขาสร้างรายได้ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และเขายังถูกส่งไปแก้ปัญหาที่สาขาฮ่องกง ที่ในตอนนั้นเจอวิกฤติศรัทธา จากข่าวลือว่าธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกงกำลังจะล้ม
เขาเข้าไปแก้สถานการณ์ขาดทุนอยู่ 2 ปี พลิกฟื้นจากขาดทุน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเป็นกำไรพันกว่าล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นก็เข้ามาดูแลธุรกิจต่างประเทศในไทย
ในขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้รับอนุญาตให้เปิดธนาคารท้องถิ่นในจีนได้เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ประสงค์ต้องรับตำแหน่งเพิ่ม เป็นรองประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) เพราะเขาถูกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน จนกลายเป็นที่มาของคำว่า China Expert เพราะรู้เรื่องจีนทั้งมหภาคและจุลภาค
การที่ธนาคารกรุงเทพมีประสงค์ช่วยเป็นหูเป็นตาในการขยายธุรกิจในจีน ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่ง แต่ด้วยอายุ 65 ปี ทำให้เขาต้องเล็งหาผู้สืบทอดภารกิจ
ปัจจุบันเขาเลือกไว้ได้แล้ว 5 คน แต่คนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ก็คือชาติศิริ โสภณพนิช เพียงคนเดียวเท่านั้น
|
|
 |
|
|