Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา เมษายน 2553
การทูตรถไฟความเร็วสูง             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 


   
search resources

Transportation
Political and Government




221 ปีก่อนคริสต์ศักราช อิ๋งเจิ้งผู้สืบบัลลังก์แห่งรัฐฉินได้ปราบปราม 6 นครรัฐ อันประกอบไปด้วย รัฐฉู่ รัฐเจ้า รัฐเอียน รัฐฉี รัฐหาน และรัฐเว่ย จนราบคาบ รวบรวมแผ่นดินอันไพศาลเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยอิ๋งเจิ้งได้ตั้งตนเป็นจักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีน หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้)"

ด้วยวิสัยทัศน์และความปรีชาของจิ๋นซีฮ่องเต้ พระองค์จึงกระชับอำนาจด้วยการผลักดันระบบการปกครองแบบรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง หรือในภาษาจีนกลางคือ จงยังจี๋เฉวียนจื้อ หรือการรวมศูนย์อำนาจการปกครองทั้งหมดไว้ที่พระองค์เอง พร้อมกับดำเนินการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประเพณีไปในคราวเดียวกัน โดยการปฏิรูปดังกล่าวถือว่าได้สร้างคุณูปการให้กับประเทศจีนจวบจนถึงปัจจุบัน เช่น การปฏิรูประบบการปกครอง ระบบการก่อสร้าง ระบบตัวอักษร ระบบเงินตรารวมไปถึงระบบชั่งตวงวัดด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ครั้งยิ่งใหญ่ ดังกล่าว รวมไปถึงการที่พระองค์ตั้งเมืองเสียนหยัง (ปัจจุบันอยู่ใกล้ๆ กับเมืองซีอานในมณฑลส่านซี) ให้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรฉิน กำหนดมาตรฐาน ความกว้างและลักษณะของ "ถนน" และ "รถม้า"ที่เชื่อมไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว โดยพระองค์กำหนดให้ถนน ต้องมีความกว้าง 50 ก้าว และจะต้องปลูกต้นไม้ริมถนนสองฝั่งทุกๆ 3 จั้ง (1 จั้งเท่ากับ 10 ฟุต) ส่วนกึ่งกลางถนนซึ่งเป็นเส้นทางเสด็จสำหรับองค์จักรพรรดิก็ต้อง มีความกว้าง 3 จั้ง ขณะที่ความกว้างของตัวรถม้านั้นก็ถูกกำหนดไว้ที่ 6 ฟุต[1]

การปฏิรูปครั้งสำคัญดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้ออำนวยให้การสัญจร การค้าขาย การดึงทรัพยากรเข้าสู่ส่วนกลาง และการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพแห่งอาณาจักรฉินเป็นไปได้โดยสะดวก... ผมหวนนึกถึงการปฏิรูปครั้งสำคัญดังกล่าว เมื่อได้อ่านรายงานชิ้นหนึ่งของ หนังสือพิมพ์เซาธ์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ที่กล่าวถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการสร้างเครือข่ายรถไฟเพื่อเชื่อมประเทศจีนเข้ากับเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียและกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป

รายงานชิ้นดังกล่าวระบุถึงคำให้สัมภาษณ์ของหวังเมิ่งซู่ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยคมนาคมปักกิ่ง และสมาชิกของบัณฑิตสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีน ที่ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังเจรจาอย่างเงียบๆ อยู่กับรัฐบาลของประเทศต่างๆ จำนวน 17 ประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงผ่านไปยังประเทศเหล่านั้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงแหล่งทรัพยากรในประเทศนั้นๆ เข้ามายังประเทศจีน[2]

"ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลาง ซึ่งระดับการพัฒนาค่อนข้างล้าหลังแต่เฟื่องฟูด้วยแหล่ง แร่ธาตุและแหล่งพลังงาน โดยเงื่อนไขในการเจรจาคือรัฐบาลจีนต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปแลกกับ ทรัพยากร" เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ ศ.หวัง

ในส่วนของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ในประเทศจีน หลายๆ ท่านคงอาจจะยังไม่ทราบว่า ประเทศจีนใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟ ความเร็วสูงของตนเองขึ้นมาจนทัดเทียมกับโลกตะวันตก โดยอาศัยพื้นฐานความรู้จากเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น[3]

ทั้งนี้ บริการรถไฟความเร็วสูงของจีนสายแรก ที่เปิดให้บริการเป็นสายแรกคือ รถไฟพลังแม่เหล็ก Meglev (Magnetic-Levitation) เทคโนโลยีนำเข้าเยอรมันที่เชื่อมสนามบินผู่ตงเข้ากับตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี 2547 สี่ปีถัดมาในเดือนสิงหาคม 2551 จีนได้เปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง หรือ CRH (China Railway High-speed) ที่พัฒนาขึ้นเองบนเส้นทางนครปักกิ่ง-เทียนจิน ความยาว 114 กิโลเมตร ซึ่งสามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางระหว่างสองเมือง จาก 1 ชั่วโมงครึ่ง ให้เหลือเพียง 30 นาที ถัดจากนั้นเพียงหนึ่งปี ในเดือนธันวาคม 2552 จีนก็เปิดตัวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระยะไกลสายแรกของประเทศ ซึ่งมีระยะทางกว่า 1,068 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ยเข้ากับเมืองกวางเจา (หรือกว่างโจว) เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง โดยรถไฟขบวนดังกล่าวสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถือว่ามีสมรรถนะทัดเทียมกับรถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นและยุโรป

สำหรับแผนระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างเครือข่ายรถไฟภายในประเทศของรัฐบาลจีน ซึ่งหลิว จื้อจวิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟจีน ออกมาเปิดเผยล่าสุดก็คือ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2556) จีนจะสร้างทางรถไฟเพิ่มอีก 26,000 กิโลเมตร โดยในจำนวนสองหมื่นกว่ากิโลเมตรนี้ 9,200 กิโลเมตรจะเป็นทางรถไฟความเร็วสูง โดยแผนดังกล่าวส่งผลให้ภายในปี 2556 (ค.ศ.2013) จีน จะมีขบวนรถไฟความเร็วสูงประมาณ 800 ขบวนวิ่งอยู่บนรางเหล่านี้ และทำความเร็วได้อย่างน้อย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนั้น ภายในปีนี้ด้วยการทุ่มเงินลงทุน จำนวนมหาศาลจะทำให้ระยะทางของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นโดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของความยาวของทางรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกเลยทีเดียว

ด้วยสถานะความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีรถไฟ ความเร็วสูงที่ล้ำหน้าเช่นนี้เอง ผมจึงไม่แปลกใจนักที่จีนจะฝันไกลถึงการผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ให้ออกสู่โลกภายนอก โดยรัฐบาลจีนพยายามทำให้ รถไฟความเร็วสูงของจีน (CRH) กลายเป็นมาตรฐานของรถไฟความเร็วสูงของทวีปเอเชีย โดยจากรายละเอียดที่ ศ.หวังได้เปิดเผยระบุว่า ขณะนี้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงข้ามประเทศที่จีนกำลังเจรจาอยู่กับ มิตรประเทศนั้นมีอยู่ 3 สายหลักๆ โดยบางสายขั้นตอนการเจรจาก้าวหน้าไปถึงขั้นลงลึกในรายละเอียด ทางด้านเทคนิคแล้ว ทั้งนี้ทางรถไฟ 3 สายดังกล่าวประกอบไปด้วย

สายที่ 1 จากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเส้นทางรถไฟดังกล่าวจะต้องสร้างผ่านประเทศเวียดนาม ประเทศไทย พม่า และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่แน่ชัดยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา

สายที่ 2 จากเมืองอุรุมชี มณฑลซินเกียง (หรือซินเกียง) เชื่อมไปยังประเทศในแถบเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน โดยเส้นทางนี้หากเป็นไปได้จีนวางแผนให้เชื่อมต่อไปถึงประเทศเยอรมนี

สายที่ 3 จากมณฑลเฮยหลงเจียงขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นต่อไปทางเหนือผ่านประเทศรัสเซียและมุ่งไปยังปลายทางในทวีปยุโรป

ในเชิงเทคนิครถไฟความเร็วสูงทั้ง 3 สายจะใช้มาตรฐานรางรถไฟและมาตรฐานขบวนรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีนทั้งหมดคือ เป็นขบวนรถที่สามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดถึง 350 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง โดยหากรัฐบาลประเทศใดแสดงความยินยอมและตกลงที่จะขายทรัพยากรธรรมชาติให้จีน รัฐบาลจีนก็พร้อมที่จะลงทุนทั้งในเรื่องเทคโนโลยี อุปกรณ์ หัวรถจักร โบกี้และค่าก่อสร้างให้ อย่างเช่น ประเทศพม่าที่รัฐบาลทหารยินยอมขายแร่ลิเธียมให้เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเงินในการก่อสร้าง ทางรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว

นอกจากพม่าแล้ว ประเทศในเอเชียกลางและยุโรปตะวันออกอีกหลายแห่งที่ปัจจุบันส่งก๊าซขาย ให้กับจีนผ่านทางท่อก็แสดงความสนใจในโครงการเช่นเดียวกัน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ อย่างเช่น อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดียก็แสดงออก ถึงความสนใจในเทคโน โลยีรถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีนไม่น้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น เงื่อน ไขในการสนับสนุนดังกล่าวของรัฐบาลจีนก็รวมถึงข้อแม้สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประเทศใดที่มีแผนการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงภายในประเทศอยู่แล้ว อย่างเช่น คีร์กีซสถาน หรือเวียดนาม ต้องล้มเลิกโครงการเดิมเสียและหันมาสร้างทางรถไฟซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับจีนแทน

สำหรับเมกะโปรเจ็กต์เกี่ยวกับเครือข่ายรถไฟ ความเร็วสูงข้ามประเทศ-ข้ามทวีปที่มีจุดมุ่งหมายหลัก 2 ประการคือ การดึงทรัพยากรธรรมชาติจากต่างประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงการเจริญเติบโตของจีน และกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ในแถบตะวันตกที่สภาพ เศรษฐกิจและสังคมยังล้าหลังอยู่มากนั้น ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยคมนาคมปักกิ่งกล่าวว่า น่าจะเสร็จสิ้นอย่างเร็วที่สุดภายใน 15 ปีข้างหน้า หรือ ในปี 2568 (ค.ศ.2025) โดยเขาตั้งชื่อให้นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลจีนว่า "นโยบายการทูตรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail Diplomacy)"

คล้อยหลังห้วงเวลาแห่งการรวมประเทศของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ราวสองพันสองร้อยกว่าปี รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ วันนี้ซึ่งมีภาระหนักไม่แพ้จิ๋นซีฮ่องเต้ ในการฟื้นฟูสังคมและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศกลับไปยืนอยู่แถวหน้าของโลกได้อีกครั้ง ไม่เพียงนำนโยบายในลักษณะคล้ายคลึงกับการปฏิรูป "ถนน" และ "รถม้า" ของจิ๋นซีฮ่องเต้กลับมาพลิกแพลงใช้อีกในรูปลักษณ์ของการคมนาคมสมัยใหม่ คือ "รางรถไฟ" และ "หัวรถจักรความเร็วสูง" แต่ในระดับโลกจีนยังพยายามผลักดันความร่วมมือใหม่ๆ ในระดับนานาชาติ รวมทั้งก่อตั้งองค์กรใหม่-สร้างมาตรฐานใหม่-คิดค้นระบบใหม่ เพื่อทดแทนระบบและมาตรฐานของโลกเก่าที่ถูกครอบงำโดยประเทศตะวันตก

ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือใหม่ๆ ทางด้าน ความมั่นคง เช่น องค์กรความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization) องค์กรด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคซึ่งจีนเป็นตัวตั้งตัวตีใน การก่อตั้งและร่วมมือกับเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย อย่างรัสเซีย คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน และถูกสื่อตะวันตกให้ฉายาว่าเป็น "นาโต้แห่งเอเชียกลาง", ระบบการเงินใหม่ๆ ที่ใช้เงินหยวน เป็นมาตรฐานของการแลกเปลี่ยนแทนดอลลาร์สหรัฐ หรือกองทุนเงินสำรองแห่งภูมิภาคเอเชีย (Regional Reserve Fund) ซึ่งมีทุนสำรองอยู่กว่า 1.2 แสนล้าน เหรียญสหรัฐ และมีบทบาทคล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)[4]

ทั้งนี้ ไม่นับรวมกับการสร้างมาตรฐานใหม่อื่นๆ อย่างมาตรฐานด้านภาษาคือภาษาจีนกลางและอักษรจีนอย่างย่อ (Simplified Chinese) มาตรฐานทางโทรคมนาคม มาตรฐานทางอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงมาตรฐานทางด้านพลังงาน เช่น รถ ไฟฟ้าพลังงานทดแทนซึ่งจีนกำลังพยายามเร่งพัฒนาให้แซงหน้าสหรัฐฯ และให้สามารถแข่งขันกับญี่ปุ่นได้

เมื่อเหลียวหลังมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีน ณ วันนี้ก็คือภาพสะท้อนของอดีตที่หมุนเวียนกลับมาฉายซ้ำให้เราได้ชมอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

หมายเหตุ :
[1] โจว จยาหรง, ประวัติศาสตร์จีน, กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, พ.ศ.2546 หน้า 58-62.

[2] Stephen Chen, China plans Asia-Europe rail network, South China Morning Post, 08 Mar 2010.

[3] On the Fast track, Chinese National Geog raphy English Edition, Issue 2 2010, p18-19.

[4] Rana Foroohar and Melinda Liu, When China rules the world, Newsweek, 22 Mar 2010, p24-29.   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us