Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2530








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2530
อิตัลไทยปะทะลูกค้าริเวอร์เฮ้าส์ ศึกริมน้ำที่ร้อนระอุไปทั้งคุ้ง             
 


   
search resources

ชัยยุทธ กรรณสูต
Real Estate
อิตัลไทยกรุ๊ป
อิตัลไทย เรียลเอสเทท




ใครจะไปคาดคิดบ้างว่า อิตัลไทยฯ จะมีวันนี้กับเขาเหมือนกัน วันที่หมอชัยยุทธ กรรณสูต เจ้าของอาณาจักรนับพันล้านนี้ถูกฟ้องต่อศาลในข้อหาฉ้อโกง ภายหลังจากขยายอาณาจักรของตัวเองเข้าสู่ธุรกิจคอนโดมิเนียมได้เพียงไม่กี่ปี

ปี 2524 เป็นปีที่อิตัลไทยกรุ๊ปขยายอาณาจักรขนาด 5,000 ล้านของตัวเองออกไปสู่ธุรกิจ REAL EATATE ด้วยการก่อตั้งบริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเททขึ้น อดิสร จรณจิตต์ ลูกเขยนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูตร เจ้าของกรุ๊ปอันยิ่งใหญ่ นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ

อิตัลไทย เรียลเอสเทท เปิดธุรกิจของตัวเองโดยกระโจนเข้าสู่ธุรกิจคอนโดมิเนียมที่กำลังบูมอย่างแรงในยุคนั้นด้วยรายหนึ่ง

พื้นที่บนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาติดปากคลองสานของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด จำนวน 5 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ถูกบริษัท อิตัลไทยเรียลเอสเทท กว้านซื้อเอาไว้เพื่อดำเนินโครงการนี้ ด้วยราคาประมาณ 25 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2525

ล่วงเข้าปลายปี 2526 อาคารริเวอร์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม โครงการคอนโดมิเนียมระดับหรูเลิศของอิตัลไทยเรียลเอสเทท ก็ผงาดขึ้นเหนือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งธนบุรีอย่างน่าเกรงขาม

"THE ONLY CONDOMINIUM ON THE RIVER"

"CONDOMINIUM ON THE MOTHER OF WATERS"

"แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำอันสง่างาม สมควรเรียกว่าแม่แห่งลำน้ำ"

"แม่น้ำสีเหลืองและขุ่นข้น ด้านในริมฝั่งที่เป็นทรายนั้นงอกแซมด้วยพุ่มไม้ เมื่อสายลมพัดโชยเสียงคล้ายดั่งเหล่าผู้คนคุยกัน"

นั่นคือถ้อยคำโฆษณาริเวอร์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม บนหน้าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ถูกถอดความออกมาแล้ว

อิตัลไทย เรียลเอสเททวางกลยุทธ์การตลาดของตัวเองได้อย่างสวยหรู โดยเฉพาะการวางโฆษณาตัวเองลงบนแผ่นหน้าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทั้งรายวันและรายอื่น ๆ ด้วยคำโฆษณาที่งามงด ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียกว่าเศรษฐกิจคึกคัก

จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อโครงการนี้เพียงเริ่มต้น ก็มีผู้สั่งจองห้องชุดเข้ามาถึง 80% ในจำนวนห้องชุดที่มีอยู่จำนวน 56 ห้องชุด

"ราคาห้องชุดยูนิตละ 3.5-5 ล้านบาทซึ่งนับว่าแพงที่สุดในระยะนั้น ราคาพอ ๆ กับคอนโดมิเนียมในใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิททีเดียว" ดร. สุระ สนิทธานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเคเอส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแบงก์กรุงศรีอยุธยา กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ริเวอร์เฮ้าส์นั้น เป็นโครงการอีกโครงการหนึ่งของเครืออิตัลไทยที่ดูเหมือนว่าจะเดินไปสู่ความสำเร็จอย่างไม่ยากเย็น และดูเหมือนว่าจะราบรื่น สดใส น่าจะเป็นโครงการอีกโครงการหนึ่งที่เสริมสร้างชื่อเสียงให้กับชัยยุทธ กรรณสูต ประธานเครืออิตัลไทยอีกวาระหนึ่ง

เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมดกระมัง!!

อิตัลไทย เรียลเอสเทท, ชัยยุทธ กรรณสูต, อดิสร จรณจิตต์ ดูเหมือนจะประสบกับความสำเร็จในโครงการที่ตัวเองวาดกันเอาไว้นั้นก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธ

แต่โครงการถูกผู้ซื้อฟ้องต่อศาลในข้อหาฉ้อโกง และความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค!!! เป็นปัญหายืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว

"ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น ผมไม่อยากว่าหมอชัยยุทธ เพราะท่านเป็นคนที่ผมนับถือมาก ก่อนที่ผมจะฟ้อง ผมก็ได้โทร. ไปบอกท่านก่อน ผมเคยทำหนังสือร้องเรียนถึง น.พ. ชัยยุทธ โดยลงบัญชีหางว่าวของผู้ซื้อส่งไป แต่ดูเหมือนประธานเรืออิตัลไทยผู้นี้จะไม่สนใจกับการร้องเรียนของเราเลย ดังนั้นถึงแม้คุณหมอจะไม่ได้ดำเนินการงานนี้โดยตรง แต่ลูกเขยคือ อดิสร เป็นคนดำเนินการในนามบริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเททที่หมอชัยยุทธเป็นประธานอยู่ ดังนั้นท่านต้องรับผิดชอบ" ดร. สุระ สนิทธานนท์ พูดกับ "ผู้จัดการ"

เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่?

เดือนมิถุนายน 2526 บริษัทอิตัลไทยจดทะเบียนตั้งบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ ขึ้นโดยที่มีบริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเททถือหุ้นอยู่ถึง 99% มีกรรมการบริหารชุดเดียวกัน การจดทะเบียนตั้งบริษัทนี้กระทำกันหลังจากที่ผู้ซื้ออาคารชุดเข้าทำสัญญาซื้อห้องชุดกับบริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเททแล้ว

ปลายเดือนสิงหาคม 2526 บริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเทททำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่ตัวเองซื้อมาจากบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด จำนวน 5 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ริเวอร์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียมก่อตั้งอยู่ขายให้กับบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ เป็นจำนวน 1 ไร่ 18.7 ตารางวา

พื้นที่ที่ถูกตัดแบ่งไปดังกล่าว เป็นพื้นดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด บวกกับพื้นดินทางด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินติดคลองบ้านสมเด็จ ไปจนจรดทางเข้าริเวอร์เฮ้าส์ (โปรดดูแผนที่ประกอบ)

เมื่อพื้นดินริมแม่น้ำถูกตัดแบ่งขายไปหมดแล้วเช่นนี้ คอนโดมิเนียมที่ว่าอยู่เหนือริมแม่น้ำ (CONDOMINIUM ON THE MOTHER OF RIVER) ก็กลายเป็นคอนโดมิเนียมที่ไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำจริง ๆ ตามคำโฆษณา เนื่องจากถูกกั้นด้วยพื้นดินของบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด ซึ่งบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำก็รีบเปิดภัตตาคารบนพื้นดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนั้นทันที

ภัตตาคารนั้นเปิดให้ "ห้อยเทียนเหลา" เช่าดำเนินการ

ผู้ซื้อที่หวังว่า จะมีที่อยู่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำก็ต้องผิดหวังอย่างสุดเซ็ง

และที่สำคัญที่สุดก็คือ กรรมสิทธิ์ที่ดินที่ผู้ซื้อทั้งหมดจะได้รับเป็นจำนวน 5 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวานั้น เมื่อถึงเวลาโอนจริง ๆ ก็กลับเป็นว่ามีที่ดินเหลือเพียง 4 ไร่ 1 งาน 80.3 ตารางวาเท่านั้น

"ผมเห็นใจอาจารย์รัศมี กลีบบัวมากที่สุด แกอุตส่าห์ซื้อถึง 5 ล้านบาท บนชั้นที่ 14 โดยอ้างว่าเป็นเพ็นท์เฮ้าส์ราคา 5 ล้านบาทต่อยูนิตต่อหนึ่งห้องนะครับ แล้วอิตัลไทยกลับกระทำเช่นนี้ มันน่าโมโหไหมล่ะครับ" ดร. สุระ สนิทธานนท์ กล่วกับ "ผู้จัดการ" ถึงผู้ซื้อที่ชื่อรัศมี กลีบบัว ผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลรัศมีอันโด่งดัง

การแบ่งแยกโฉนดกระทำเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2526 และทำการขายให้กับบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด เมื่อต้นเดือนเมษายน 2527 ไม่มีการบอกกล่าวให้กับเหล่าผู้ซื้อซึ่งสมควรเป็นเจ้าของร่วมกันในอาณาบริเวณดังกล่าวของคอนโดมิเนียมทราบเลย

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกปกปิดเป็นความลับ

แม้กระทั่งการจดทะเบียนอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์ ก็เพิ่งมาทำกันเอาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2527 และเป็นการจดทะเบียนภายหลังจากที่ขายห้องชุดให้ผู้สั่งจองไปจนเกือบหมดแล้ว!

ดังนั้นก่อนที่จะมีการจดทะเบียนอาคารชุดขึ้น บริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเทท จำกัด จึงยังคงมีสิทธิเหนือที่ดินตามกฎหมาย ย่อมที่จะกระทำการอันใดบนผืนดินเหล่านี้ได้

"ผมไม่ทราบมาก่อนว่าเขาจะมีโครงการ 2 โครงการ ผมซื้อเพราะเห็นโฆษณาว่าเป็นคอนโดมิเนียมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ย้ำคำว่า ON THE RIVER) และคิดว่าภัตตาคารนั้นเป็นของคอนโดมิเนียม ซึ่งผู้ซื้อห้องชุดย่อมเป็นเจ้าของร่วมกัน" เดวิด ไลแมนอดีตประธานหอการค้าไทย-อเมริกันกล่าวกับ "ผู้จัดการ" บ้าง

"คนที่ซื้อเป็นคนที่อยู่ในระดับมีชื่อเสียงในวงสังคมทั้งนั้น อย่างคุณรังสิมา หวั่งหลี อย่างงี้ แล้วคนที่ซื้อเขาจ่ายเงินตั้งแต่สามล้านห้าถึงห้าล้านบาท คุณเชื่อไหมว่าเขาจะจ่ายเงินขนาดนี้เมื่อห้าปีก่อน สำหรับเนื้อที่ในตัวอาคารแคบ ๆ โดยพื้นที่ที่อยู่ริมแม่น้ำถูกตัดออกไปหมดทั้งซ้ายทั้งขวา ราคาแม้แต่ที่สุขุมวิทไพร์มแอเรีย มันก็ยังไม่แพงอย่างนี้ และพื้นที่นี่มันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันเป็นที่ที่ติดริมแม่น้ำ แต่เมื่อถูกตัดออกไปหมดอย่างนี้มันก็เป็นเพียงพื้นที่ชั้นที่สามเท่านั้นเอง" ดร. สุระ สนิทธานนท์ตอกย้ำ

รอบคอนโดมิเนียมถูกขวางด้วยกำแพงที่กั้นอยู่ เหลือเพียงทางออกเท่านั้น หากจะยืนดูสายน้ำไหลในแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของห้องชุดต้องขึ้นไปยืนดูบนห้องชุดของตัวเองเท่านั้น หรือหากจะยืนดูให้ติดริมแม่น้ำเพื่อให้ได้กลิ่นของโคลนและดินในแม่น้ำ ก็ต้องไปยืนสูดดมกลิ่นตรงบริเวณที่เป็นภัตตาคารห้อยเทียนเหลาซึ่งไม่ใช่เป็นที่ดินของตนก็คงน่าเจ็บใจอยู่หรอก

กลุ่มผู้ซื้อนั้นต่างก็มองกันว่าพวกเขาถูกโกงในประเด็นใหญ่ 3 ประเด็นคือ

หนึ่ง พื้นที่โดยรอบคอนโดมิเนียมควรจะมี 5 ไร่เศษที่บอกกล่าวในโฆษณา ถูกเจ้าของโครงการแอบขายไปเหลือเพียง 4 ไร่กว่า ๆ เท่านั้น

สอง คอนโดมิเนียมไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาดั่งที่โฆษณากันเอาไว้ และพวกเขาเพิ่งมารับรู้หลังจากจ่ายเงินไปจำนวนหนึ่งในการสั่งจองห้องชุดแล้ว

สาม ในขณะซื้อพวกเขาคิดว่าภัตตาคารที่มีอยู่ปรากฏอยู่ในแผ่นโฆษณาจะเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวม คือเป็นของผู้ซื้อห้องชุดทั้งหมด

"ถ้าคุณอ่านโฆษณาแล้ว ในรายละเอียดของโฆษณาเหล่านั้น จะบอกว่ามีภัตตาคารอยู่ด้วยในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาข้อความในโฆษณาบอกว่า ภัตตาคารนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาคารชุด ผมเองยังไปคุยกับคนอื่นๆ เลยว่า เออดีนะ วันหลังเขาเอาภัตตาคารนี้ให้คนอื่นเช่าหรือต้อนรับแขกเหรื่อของเขาได้ หรือเขาเอารายได้จากอันนี้เป็นค่าใช้จ่ายของส่วนรวม และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาไม่เคยบอกว่าที่เหล่านี้เขาจะตัดออกไป เขาไม่เคยบอกว่าที่เหล่านี้จะแบ่งเป็นสองโครงการตั้งแต่แรก เขาไม่เคยบอกเลยว่าภัตตาคารจะเป็นของคนอื่นไม่ใช่ของพวกเรา โฆษณาที่เขาทำนั้นหลอกลวงประชาชนชัด ๆ" ดร. สนิทธานนท์ ระบายอย่างเหลืออด

เดือนพฤศจิกายน 2527 เป็นเดือนที่ผู้ซื้อห้องชุดของอาคารเหล่านี้ ต่างเริ่มทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม

ในเดือนดังกล่าว ชัยยุทธ กรรณสูตร ได้รับจดหมายจาก ทรงพันธ์ สุวรรณสรางค์ ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายหนึ่ง ในหนังสือฉบับนี้มีข้อความปฏิเสธที่จะจ่ายเงินงวดสุดท้ายจำนวน 1,392,827 บาทแก่บริษัทอิตัลไทย เรียลเอสเทท โดยให้เหตุผลว่า

"ข้าพเจ้าได้ติดต่อสอบถามและได้รับการยืนยันจากคุณสุรีย์ ปูชิตาภรณ์ สมุหบัญชีของท่านว่า ตามใบโฆษณาขายอาคารชุด RIVER HOUSE ได้ระบุไว้ว่า ตัวอาคารจะสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 5 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมิได้อยู่ติดริมแม่น้ำตามที่ได้โฆษณาขายไว้ และในขณะนี้ยังมีข่าวว่าเนื้อที่ที่แท้จริงของ RIVER HOUSE CONDOMINUM เหลืออยู่เพียง 4 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ทั้งนี้เนื่องจากที่ดิน 1 ไร่ 18 ตารางวา ส่วนที่อยู่ติดริมแม่น้ำถูกโอนออกไปจากโฉนดเดิม ข้าพเจ้าได้สอบถามทั้งคุณสุรีย์และคุณดุษฎี ศรีบุศยกาญจน์ (ผู้จัดการอาคาร) แต่ยังมิได้รับคำชี้แจงยืนยันหรือปฏิเสธข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด อนึ่งการที่ข้าพเจ้าตัดสินใจซื้ออาคารชุดของ RIVER HOUSE ถึง 2 ชุดจากท่าน เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า เจ้าของโครงการและผู้สร้าง เป็นเจ้าของเดียวกับบริษัทอิตัลไทยฯ โดยมี น.พ. ชัยยุทธ กรรณสูตเป็นประธานกรมการ ซึ่งท่านมีกิจการการค้าใหญ่หลายแห่ง และบริษัทของท่านก็เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจในวงการธุรกิจและสังคม"

จดหมายฉบับดังกล่าวของทรงพันธ์ของทรงพันธ์ สุวรรณสรางค์ ได้รับการตอบกลับมาจากอิตัลไทยฯ ซึ่งเป็นจดหมายลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 เนื้อความที่สำคัญกล่าวว่า

"ตามจดหมายที่ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงเองของที่ดินของ ริเวอร์เฮ้าส์คอนโดมิเนียมนั้น บริษัทขอเรียนชี้แจงให้ท่านทราบว่าตั้งแต่เริ่มแรก บริษัทฯ มีนโยบายที่จะจัดทำโครงการ 2 โครงการ คือ โครงการอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์และโครงการภัตตาคาร โดยแบ่งแยกการบริหารงานกันเป็นของแต่ละบริษัท เกี่ยวกับเองนี้นั้นบริษัทได้เคยเรียนให้ท่านทราบแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านแจ้งความประสงค์จะขอซื้อห้องชุดจากบริษัทฯ ซึ่งท่านก็ได้รับทราบแล้วในขณะนั้น

ส่วนในกรณีเรื่องที่ดินที่ได้กล่าวในช่วงแรกเริ่มโครงการว่า มีเนื้อที่โดยประมาณ 5 ไร่นั้น ปรากฏว่าเมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างจริง ๆ ได้สำรวจพบว่า ที่ดินถูกน้ำเซาะขาดหายไปเหลือเพียงประมาณ 4 ไร่กว่าเท่านั้น ส่วนภัตตาคารที่สร้างขึ้นมานั้น ได้ก่อสร้างขึ้นโดยการถมที่ดินที่ขาดหายไป ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับที่ดินของอาคารชุดเลย…"

อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ซื้อก็ไม่เชื่อว่าคำแก้ต่างตามจดหมายข้างต้นจะเป็นอย่างนั้น เนื่องจากก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี น้ำจะเซาะตลิ่งพังไปถึง 1 ไร่กับอีก 18 ตารางวา และที่สำคัญพวกเขาไม่ได้รับทราบเลยว่าที่ตรงนี้ จะแบ่งออกเป็นสองโครงการ และอีกประการหนึ่งพวกเขาไม่เชื่อว่าพื้นที่ที่เป็นภัตตาคารนั้นเกิดจากการถมที่ขึ้นใหม่

เมื่อถึงจุดนี้ เหล่าผู้ซื้อหลายคนซึ่งล้วนแต่เป็นนักธุรกิจใหญ่ของเมืองไทย ก็เริ่มเดินเครื่องสู้กับอิตัลไทยฯ อย่างสุดเหวี่ยง

เดือนเมษายน 2528 ชัยยุทธ กรรณสูตได้รับจดหมายร้องเรียน มีผู้ลงนามเป็นรายชื่อบัญชีหางว่าวถึงสิบกว่าชื่อล้วนแล้วแต่เป็นผู้ซื้อห้องชุดในริเวอร์เอ้าส์คอนดมิเนียมของอิตัลไทยฯ ทั้งหมดจดหมายร้องเรียนดังกล่าวมีเนื้อความว่า

"…พวกข้าพเจ้าพากันเข้าใจว่า การทั้งหลายจะเป็นไปตามที่บริษัทได้โฆษณาไว้เดิม คือ คอนโดมิเนียมนี้จะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่มาบัดนี้ความปรากฏว่า คอนโดมิเนียมนี้หาได้อยู่ริมแม่น้ำดังที่โฆษณาไว้ไม่ มิหนำซ้ำทางออกด้านคลองบ้านสมเด็จ ก็มีอาณาเขตที่ดินกว้างเพียงไม่เกิน 34 เซนติเมตร เท่านั้นเอง…บรรดาพวกข้าพเจ้าผู้ซื้อมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ได้เคยขอคำอธิบายจากฝ่ายจัดการก็ได้รับคำตอบที่ไม่มีเหตุผลอันเป็นที่พอใจ พวกข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องซึ่งจะต้องทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน และเห็นว่าคุณหมอเป็นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับนับถือของวงการทั่วไปแต่เพียงผู้เดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ พวกข้าพเจ้าจึงใคร่ขอพบเพื่อชี้แจงและปรึกษาหารือในเรื่องนี้…"

ปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใดทั้งสิ้นจากอิตัลไทยฯ และชัยยุทธ กรรณสูต ประธานเครืออิตัลไทย ซึ่งไม่ได้ลงมาดำเนินงานนี้โดยตรง หากแต่ปล่อยให้ลูกเขยหรือ อดิสร จรณะจิตต์ ดำเนินงานนี้ ก็ยังแสดงท่าทีเฉยเมยตามปกติ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ซื้อ ซึ่งมองว่า ตังเองเจอลูกเล่นพ่อค้าเข้าแล้ว เริ่มรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

การประชุมระหว่างเจ้าของโครงการและผู้ซื้อ มีขึ้นหลายครั้ง แต่ก็จบลงด้วยการมองหน้ากันไม่ติดทุกครั้ง มีการชี้หน้าถกเถียงกันอย่างรุนแรงและสาดเสียเทเสียก็หลายครั้ง

ในเดือนพฤษภาคม 2528 หรือหนึ่งเดือนต่อมา เมื่อปรากฏผลแน่ชัดว่า ชัยยุทธ กรรณสูตไม่ยอมช่วยเหลือผู้ซื้อแน่ ๆ แล้ว สุระ สนิทธานนท์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท อิต์เวสท์ดาต้า จำกัด ก็ตัดสินใจดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาลแพ่งธนบุรีก่อนเป็นรายแรก

ก็ฟ้องบริษัท อิตัลไทยเรียลเอสเทท จำกัดเป็นจำเลยที่ 1 ชัยุทธ กรรณสูต เป็นจำเลยที่ 2 อดิสร จรณะจิต์ เป็นจำเลยที่ 3 และบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัดเป็นจำเลยที่ 4 ในข้อหาผิดสัญญาขายตามคำพรรณา, ละเมิด, และขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล

ในการฟ้องร้องได้บรรยายว่า เมื่อประมาณปี 2524 จนถึงต้นปี 2525 บริษัทอิตัลไทยเรียลเอสเททได้ลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ขายอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์ โดยบรรยายชักชวนว่าเจ้าของโครงการภูมิใจ ที่จะนำมาซึ่งการกลับไปดำเนินชีวิตแบ "กลับสู่แม่น้ำ" อีกครั้งหนึ่ง ที่อยู่อาศัยที่จะซื้อจะมองเห็นทิวทัศน์แม่น้ำ เป็นอาคารชุดแห่งเดียวที่รับประกันอย่างไม่มีเงื่อนไขว่า จะไม่มีสิ่งก่อสร้างใดใดขึ้นมาขวางทิวทัศน์ของท่าน เป็นการกลับไปสู่การดำเนินชีวิตของคนเมืองหลวงแบบเก่าอย่างแท้จริง ริเวอร์เฮ้าส์บนเนื้อที่ 5 ไร่ โดยมีแม่น้ำอยู่ตรงบันไดประตูบ้านของท่าน โดยเจ้าของโครงการได้มีภาพประกอบคำบรรยาย เป็นภาพอาคารชุดที่แสดงให้เห็นระเบียงที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา สนามหญ้าริมแม่น้ำ และบันไดที่สามารถเดินลงสู่ท่าเรือริมแม่น้ำ

ดร. สุระ สนิทธานนท์ ได้สรุปคำฟ้องในตอนท้ายว่า อาคารชุดที่ได้สร้างผิดไปจากสัญญาคือ

-ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณชนทั้งทางบกและทางน้ำ แต่เพียงได้จดภาระจำยอมไว้กับบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด

-ไม่มีภัตตาคารอาหารทะเล อันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของผู้ซื้อห้องชุด

-ไม่มีบันไดขึ้นลงจากตัวอาคารชุดไปสู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

-ไม่มีที่จอดเก็บเรืออันเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง

-ไม่มีลานอเนกประสงค์ริมน้ำ อันเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง

และเรียกร้องต่อศาลให้เจ้าของโครงการคือจำเลยทั้งสี่ เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ถูกแบ่งไป ทำการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ตามสัญญาและคำพรรณาในโฆษณา พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,958,362.31 บาท หรือไม่ก็ต้องรีบโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้กับตน

คำฟ้องของ ดร. สุระ สนิทธานนท์ยังไม่มีคำตัดสินใดใดออกมา ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบพยานอยู่

"ก่อนที่ผมจะมาให้สัมภาษณ์กับคุณ ผมได้โทรศัพท์ไปหาคุณหมอชัยยุทธก่อนแล้ว ผมบอกว่าคุณหมอครับ ผมได้รับทาบทามให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับริเวอร์เฮ้าส์ ทีแรกก็คิดว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววันอังคารที่แล้ว นายอดิสร คือลูกเขยคือกรรมการผู้จัดการนี้ ได้ไปให้การในศาลและให้การในลักษณะที่บิดเบือนความจริงใส่ร้ายผม หาว่าผมปลอมแปลงเอกสาร ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะให้สัมภาษณ์ ซึ่งการให้สัมภาษณ์ก็อาจจะมีการพาดพิงถึงคุณหมอชัยยุทธ เนื่องจากคุณหมอเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงโทรศัพท์มาบอกเรียนขออภัยไว้ก่อน แล้วคุณหมอชัยุทธท่านก็ดีนะ ท่านบอก เอาเลย ขอให้พูดกันตามความจริงเท่านั้น ผมก็บอกว่า แน่นอน คำพูดของผมต้องจริง ผมถือว่า ผมเป็นอาจารย์สอนคนมาก่อน ผมถือว่าผมเป็นคนที่มีเกียรติคนหนึ่งถึงแม้จะไม่รวย เพราะฉะนั้นผมจะพูดแต่ความจริง ถ้าไม่จริง ผมก็ถูกฟ้องได้ ผมไม่กลัว" ดร. สุระ สนิทธานนท์ อดีตอาจารย์นิด้า เล่า

อันที่จริงก่อนหน้าที่ ดร. สุระ สนิทธานนท์ จะดำเนินคดีฟ้องร้องนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด อันเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในเครือของธนาคารกสิกรไทยโดยสุวรรณภา สุวรรณประทีป กรรมการที่ปรึกษาทิสโก้ ก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งในการต่อสู้ปกป้องสิทธิ์

การต่อสู้ของทิสโก้นั้นก็มาในมาดที่แปลกมาก ๆ

บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ ได้ซื้อห้องชุดริเวอร์เฮ้าส์คอนโดมิเนียมนี้ไว้เช่นกันโดยเป็นการซื้อในนามบริษัท ทุนธำรง จำกัด มิหนำซ้ำก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ของทิสโกยังชักชวนให้บุคคลหลายคนซื้อห้องชุดเหล่านี้ไว้และปล่อยเงินกู้ให้จำนวนหนึ่งด้วยความหวังที่ว่าทุก ๆ สิ่งจะเป็นไปตามที่อิตัลไทยฯ ได้โฆษณาเอาไว้

แต่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกลับตาลปัตร ดูเหมือนว่าจะถูก "เบิกเนตร" เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของทิสโก้ก็เลยต้องออกมารับหน้าแทนลูกค้าของตน ช่วยวิ่งเต้น เรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่าง

ครั้นไม่ได้มาดังที่หวัง ทิสโก้ก็ยังชวนลูกค้าของตนและผู้ซื้อรายอื่น ๆ ร่วมกันฟ้องโดยแนะนำกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของบริษัทคือ สำราญ กัลยาณรุจ ให้เป็นทนายให้ ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ให้ความเชื่อถือและสำราญ กัลยาณรุจ นั้นก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในธนาคารกสิกรไทย โดยนั่งอยู่ในตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของธนาคารกสิกรไทยอยู่ด้วย

ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2528 ผู้ซื้อจำนวน 6 คนคือ สมถวิล อมาตยกุล, ทรงพันธ์ สุวรณสรางค์, บริษัท ทุนธำรง จำกัด, น.พ. อุดม เอื้อจงมณี, อนงค์นารถ อุลปาธรณ์ และมนูญ นาวานุเคราะห์ ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลอาญา โดยมอบให้สำราญ กัลยาณรุจ เป็นทนายความให้

การฟ้องร้องได้กระทำกันในสองเดือนดังกล่าว ดู ๆ แล้วแรงกดดันครั้งนี้ ชัยยุทธ กรรณสูต คงต้องลงแรงต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อย

แต่การฟ้องร้องยังไม่ทันข้ามเดือนที่สี่ สำราญ กัลยาณรุจ นักกฎหมายที่มีชื่อเสียงของธนาคารกสิกรไทยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ก็ถอนฟ้อง

"ผู้จัดการ" ได้รับคำยืนยันในเวลาต่อมาจากผู้ซื้อคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่มอบให้สำราญ กัลยาณรุจ เป็นทนายความให้ว่าเขาไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ ในการถอนฟ้องของสำราญ กัลยาณรุจเลย แต่เนื่องจากได้มอบให้สำราญ กัลยาณรุจ เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำแทนเป็นทนายไปแล้ว ถึงตอนนี้จะกลับมาฟ้องอีกก็ไม่ได้แล้ว

เป็นเรื่องน่างุนงงและชวนคิดไปได้หลายแง่จริง ๆ สำหรับการตัดสินใจถอนฟ้อง

"ผมเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของทิสโก้ ก็คงชักชวนด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะว่าคุณสำราญ ก็เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและที่สำคัญก็เป็นกรรมการที่ปรึกษาของบริษัทอยู่ด้วย แต่ว่าผมเองไม่ยอมใช้ทนายผู้นี้ เนื่องจากว่าผมเห็นวิธีการพูดจาในที่ประชุมของเขา มันพิกล ๆ ผมเองก็ถูกชักชวนว่าเอาน่า ฟ้องร่วมกัน แต่ผมเห็นว่า จากที่ทางบริษัทอิตัลไทยฯ ได้เรียกประชุมทั้งสองครั้งนั้น การพูดจาการแสดงออกทั้งสองครั้ง ผมเห็นว่ามันแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่ทิสโก้เชิญเขาไปในฐานะตัวแทนของผู้ซื้อ แต่การพูดจาหรือการอะไรกันนั้น พฤติกรรมต่าง ๆ มันคล้ายกับสู้ไปเราก็แพ้" ดร. สุระ สนิทธานนท์ กล่าวเพิ่มเติมกับ "ผู้จัดการ"

อย่างไรก็ดี จากการสืบค้นหาข้อมูล "ผู้จัดการ" ได้รับเอกสารชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเอกสารจดหมายที่เป็นการโต้ตอบกันระหว่างสำราญ กัลยาณรุจกับ น.พ. ชัยยุทธ กรรณสูต

จดหมายของสำราญ กัลยาณรุจ เลขที่ 872/2528 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2528 มีข้อความโดยย่อ ๆ ว่า

"ผมขอถือโอกาสนี้เรียนตรงมายังคุณหมอ เพื่อยืนยันความตกลงที่ได้เจรจาผ่านศาสตราจารย์ประพนธ์ ศาตะมาน ในเรื่องที่เกี่ยวกับคดีอาญา ที่ผมเป็นทนายโจทก์… ฝ่ายโจทก์ ทุก ๆ คดีที่ผมเป็นทนายอยู่ดังกล่าว จะถอนฟ้องคดีเสียเมื่อ

1. คุณหมอจัดให้บริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด โอนโฉนดเลขที่ 20306…เนื้อที่ 1 ไร่ 18.7 ตารางวา คืนเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอิตัลไทยเรียลเอสเทท จำกัด โดยจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์

2. คุณหมอจัดให้บริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด เช่าและจัดให้บริษัทอิตาเรียลไทยเรียลเอสเททให้เช่าที่ดินที่เป็นภัตตาคารดังกล่าวมีระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 15 ปี นับจากวันที่มีการโอนกรมสิทธิ์ในอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์ (สำหรับค่าเช่านั้น จะกำหนดอย่างไรก็สุดแล้วแต่คุณหมอจะดำเนินการ) เมื่อครบกำหนดการเช่า ฝ่ายโจทก์ทุก ๆ คนจะลงคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในที่ประชุมของเจ้าของห้องชุดอาคารริเวอร์เฮ้าส์ (ถ้าหากจะมีขึ้น) เพื่อให้ความยินยอมเกี่ยวกับการโอนที่ดินกลับคืนมา และการให้เช่าที่ดินดังกล่าว และจะไม่คัดค้านในการที่จะให้ผู้เช่าได้ร่วมใช้ที่ดินที่เป็นส่วนที่นอกเหนือไปจากที่ดินที่เป็นที่ตั้งของภัตตาารนั้นด้วย ฝ่ายโจทก์ทุก ๆ คน (รวมทั้งผมในฐานะส่วนตัวที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องนี้จากผู้ซื้อหรือเจ้าของห้องชุดอีกหลายราย แต่ยังมิได้ยื่นฟ้อง) จะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุด ชี้ชวนหรือชักจูงให้ผู้ที่ซื้อห้องชุดอยู่แล้วในขณะนี้เห็นชอบ และยอมตามด้วยความที่กล่าวมานี้

3. คุณหมอจัดให้มีการโอนทะเบียนกรมสิทธิ์ที่ดินตามความที่กล่าวในข้อ 1 ข้างต้นเสร็จก่อนวันที่ 12 กันยายน 2528 (เพราะศาลเร่งรัดให้เสร็จก่อนกำหนดวันนัดคราวต่อไปที่นัดไว้วันที่ 12 กันยายน 2528) กับจัดให้มีการทำสัญญาเช่าเสร็จในกำหนดเดียวกันด้วย…"

และจดหมายของ น.พ. ชัยยุทธ กรรณสูตได้ตอบกลับว่า

"ตามหนังสือที่ 872/2528 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2528 ของท่านนั้น ผมขอเรียนว่ายินดีที่จะปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 และ 2 เว้นแต่ขอที่ว่า ให้กรรมสิทธิ์ในอาคารตกเป็นของบริษัทอิตัลไทยเรียลเอสเทท จำกัด และเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์ เมื่อครบกำหนดการเช่านั้น ผมขอเปลี่ยนข้อความตอนนี้เป็นว่า เมื่อครบกำหนดการเช่า 15 ปีแล้ว นิติบุคคลอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์กับบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด จะได้ตกลงกันเกี่ยวกับค่าเช่าหรือข้ออื่น ๆ ต่อไป อีกประการหนึ่ง ปรากฏว่า โฉนดเลขที่ 20306… ถูกบริษัทอิสต์เวสท์ดาต้า จำกัด อายัดต่อสำนักงานที่ดิน (เนื่องจากมีการฟ้องร้องกันอยู่ระหว่างบริษัทอิสต์เวสท์ดาต้ากับอิตัลไทยฯ… "ผู้จัดการ") ฉะนั้นการโอนโฉนด…การทำสัญญาเช่า…และการจดทะเบียนจึงยังคงทำไม่ได้ เมื่อมีการถอนอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 20306 เมื่อใด ผมจะจัดการโอนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดริเวอร์เฮ้าส์ตลอดจนทำสัญญาเช่า และจดทะเบียนการเช่าต่อไปทันที

…จึงขอให้ท่านในฐานะทนายโจทก์ในคดีทั้ง 6 สำนวนดังกล่าวข้างต้น กรุณาถอนฟ้องคดีทั้ง 6 สำนวนต่อศาลอาญาด้วย และสำหรับบุคคลอื่นอีก 4 คน ที่ได้มอบให้ท่านดำเนินคดีในข้อหาเดียวกัน ขอท่านกรุณาทำบันทึกว่าบุคลทั้ง 4 ดังกล่าวนั้น สละสิทธิ์ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยอีกต่อไป…"

วันที่ 12 กันยายน 2528 สำราญ กัลยาณรุจ ก็ถอนฟ้องในคดีเหล่านั้นที่ตัวเองเป็นทนายอยู่ทั้งหมด

"เรื่องนี้มองได้หลายแง่ คือถ้าหมอชัยยุทธ ยินดีที่จะทำตามข้อเสนอของเหล่าผู้ซื้อ ตามที่สำราญ กัลยาณรุจ เสนอนั้น ทำไมจึงต้องมายินยอมเอาตอนนี้ ทำไมไม่ยินยอมก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องร้องกัน เนื่องจากช่วงก่อนหน้าที่คนอื่น ๆ จะฟ้อง ก็มีการประชุมกันหลายครั้งแล้ว ประเด็นที่สำคัญ คือ หมอชัยยุทธเพียงต้องการให้คนอื่นถอนฟ้องให้หมดหรือเปล่า เพราะเมื่อถอนฟ้องหมดก็ไม่อาจกระทำการฟ้องใหม่อีกได้ ถ้าหากเกิดการเบี้ยวกันขึ้นมาอีก ทุกคนก็ต้องเงียบแล้ว และที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อต่างบอกกันว่า พวกเขาไม่ได้ยินยอมถอนฟ้องเรื่องนี้น่าจับตามอง" นักสังเกตการณ์ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาตลอด กล่าวแล้วดูเป็นนัย ๆ กับ "ผู้จัดการ"

นับแต่การถอนฟ้องครั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรคืบหน้า มีเพียงการฟ้องร้องของกลุ่มผู้ซื้ออื่น ๆ ที่ติดตามมา และการจดภาระจำยอม ให้ผู้ซื้ออาคารชุดใช้พื้นที่ของบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำเป็นเวลา 15 ปี

"เขาทำภาระยินยอม ก็เนื่องจากเห็นว่ามีการประท้วงขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ทำภาระยินยอมก็คือบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ ซึ่งผู้ถือหุ้น 90% คือกลุ่มหมอชัยยุทธและนายอดิสร เขาจะถอนภาระยินยอมเมื่อไหร่ก็ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนจ่ายเงินในราคาขนาดนั้น ไม่ได้ซื้อภาระยินยอมใช่ไหม? เขาซื้อกรรมสิทธิ์ แล้วคำว่าภาระยินยอมนั้นเขาเรียกว่าจะมีแต่ชื่อ เพราะการใช้อะไรมันไม่สะดวก การก่อสร้างมันผิดแบบไปหมด ถ้าผมจ่ายแค่ 3 แสน โอ.เค. ผมหลับหูหลับตาซื้อ แต่นี่ผมต้องจ่ายถึง 3 ล้านห้า ทุกครั้งที่ผมเข้าผมออก ผมต้องผ่านที่ของคนอื่นคือที่ของบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ ซึ่งเป็นที่ที่เขาตัดออกไปให้กับบริษัทนั้น โอ.เค. ไอ้จุดที่เข้าออกมันไม่มีอะไรขวางกั้น ใช่ ขณะนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้น และถ้าไม่มีคนโวยขึ้นมาเขาก็ไม่เคยคิดที่จะจดภาระจำยอม คุณไปเช็คเวลาดูได้ วันที่เขาจดภาระจำยอมนั้น มันเป็นวันที่หลังจากที่มีคนเขาโวย มีการประท้วงกันแล้ว และคุณจ่ายเงินขนาดนั้น คุณซื้อภาระจำยอมหรือกรรมสิทธิ์ ทุกวันนี้ถ้าผมจะเดินเข้าออกบนพื้นที่ของผมเอง ผมต้องตะแคงตัวเดิน ผมถึงจะเดินออกได้บนพื้นที่ของผมเอง ไม่งั้นผมก็ต้องเดินผ่านที่ของคนอื่น แล้วเขาก็บอกว่า โอ๊ย คุณเข้าออกได้ สมมติว่าไม่มีใครโวยขึ้นมานะ อยู่วันดี คืนดี เขาบอกรถคันหนึ่งเข้าออกครั้งหนึ่งต้องเก็บสิบบาท อย่างนี้เขาทำได้ เพราะฉะนั้นเราซื้อกรรมสิทธิ์ครับ เราซื้อกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ภาระจำยอมอะไร" ดร. สุระ สนิทธานนท์ กล่าวกับ "ผู้จัดการ" พูดถึงภาระจำยอมให้ผู้ซื้ออาคารชุดใช้พื้นที่ของบริษัทหยาดฟ้าริมน้ำเป็นทางเข้าออกคอนโดมิเนียม และทางเดินลงสู่ท่าเรือริมน้ำ แล้วทำไมยังไม่ยุติ

ในช่วงที่ ดร. สุระ สนิทธานนท์ และกลุ่มผู้ซื้ออื่น ๆ กำลังมีปัญหาอย่างหน้าดำคร่ำเรียด อีกผู้หนึ่งที่ต้องกล่าวถึง ก็คือ เดวิด ไลแมน อดีตประธานหอการค้าไทย-อเมริกัน

เดวิด ไลแมน เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันเดินทางเข้ามาทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย เป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท เอ็ม. เอส. เจ. (โอเรียนท์) จำกัด และเป็นเจ้าของบริษัท ตีลีกี แอนด์ กิบบิ้น จำกัด

กว่ายี่สิบปีที่เดวิด ไลแมนผู้นี้เปิดธุรกิจทนายความของตัวเองในประเทศไทย เขาได้มีโอกาสรู้จักกับจีออร์จีโอ แบร์ลิงเจียรี นักธุรกิจใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนผู้สร้างอิตัลไทยร่วมกันมากับ น.พ. ชัยยุทธ กรรณสูต ขยายอาณาจักรอิตัลไทยจนใหญ่โตในทุกวันนี้

"จีออร์จีโอ แบร์ลิ่งเจียรี่ เป็นเพื่อนที่ผมเชื่อมั่นมากคนหนึ่ง ตอนที่โครงการริเวอร์เฮ้าส์ของอิตัลไทยเริ่มจะมีขึ้น แบร์ลิ่งเจียรี่เขาเพิ่งตายไปไม่นาน ถ้าเป็นของบริษัทอื่นผมไม่ซื้อแน่ เนื่องจากกฎหมายอาคารชุดของประเทศไทยยังเป็นของใหม่ ตอนที่ผมทำสัญญาจะซื้อจะขายกับอิตัลไทยฯ ในสัญญาก็เขียนเอาไว้อย่างหละหลวม แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะถูกโกงในตอนนั้น ผมยังเชื่อบริษัทอิตัลไทยฯ ถึงแม้ว่าหมอชัยยุทธ เขาจะไม่ค่อยชอบคุยกับผมอยู่เดิมก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือโฆษณา ผมเห็นโฆษณาเขาเขียนและบอกว่าเป็นคอนโดมิเนียมริมน้ำ…" เดวิด ไลแมน กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

เดวิด ไลแมน ได้ซื้อห้องชุดของริเวอร์เฮ้าส์อนโดมิเนียมเอาไว้ในนามของบริษัท เอ็ม. เอส. เจ. (โอเรียนท์) จำกัด เนื่องจากกฎหมายอาคารชุดในประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้ชาวต่างประเทศเป็นเจ้าของห้องชุดของอาคารชุดได้

เดือนตุลาคม 2528 บริษัท เอ็ม. เอส. เจ. (โอเรียนท์) จำกัด ของเดวิด ไลแมน ได้ยื่นฟ้อง บริษัทอิตาเรียลไทยเรียลเอสเทท จำกัด จำเลยที่ 1 ชัยุทธ กรรณสูต จำเลยที่ 2 อดิสร จรณะจิตต์ จำเลยที่ 3 บริษัทหยาดฟ้าริมน้ำ จำกัด จำเลยที่ 4 ต่อศาลอาญาธนบุรีในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

คดีของเดวิด ไลแมน ศาลอาญาธนบุรี ได้พิพากษายกฟ้อง โดยพิพากษาว่า ที่โจทก์อ้างว่าการก่อสร้างอาคารชุดมิได้อยู่ในเนื้อที่ 5 ไร่นั้น ตามสัญญาจองไม่ได้ระบุไว้ว่ามีเนื้อที่เท่าไหร่ และที่ว่าไม่มีส่วนใดติดริมแม่น้ำนั้น ตามสภาพอาคารชุด ห้องในแต่ละชั้นย่อมติดแม่น้ำไม่ได้อยู่ในตัวเอง กับที่ว่าไม่มีทางออกสู่ถนนนอกจากทางแคบ 50 เซ็นติเมตรนั้น ตามภาพถ่ายกมีความกว้างของสะพานที่เข้าออกซึ่งจำเลยได้จดภาระจำยอมกันไว้แล้ว และที่โจทก์อ้างว่า ซื้อขายสิทธิโดยไม่ต้องการใช้สอยในลักษณะภาระจำยอมนั้น ก็ชอบที่จะฟ้องร้องกันในทางแพ่ง ศาลจึงเห็นว่าไม่มีมูลความผิดทางอาญา

คำพิพากษาของศาลอาญา ได้พิพากษาออกมาเมื่อต้นปี 2529 และริษัท เอ็ม. เอส. เจ. (โอเรียนท์) ของเดวิด ไลแมน ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอาญาธนบุรี เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2529

ขณะนี้ยังไม่มีคำตัดสินจากการยื่นอุทธรณ์

เรื่องวุ่น ๆ ของคอนโดมิเนียมแห่งนี้จะลงเอยอย่างไรนั้น ทุกฝ่ายก็คงจะต้องรอให้ศาลช่วยตัดสินชี้ขาดต่อไป

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us