|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

ธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังเหตุการณ์สึนามิถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะการแข่งขันกันสูง ระหว่างเจ้าของโรงแรมท้องถิ่นกับเชนชื่อดังจากต่างประเทศ
"ตระกูลสุวรรณดิษฐกุล" นักธุรกิจท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต เริ่มต้นจับธุรกิจโรงแรมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ใช้ชื่อโรงแรมว่า ดีวาน่า ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ตั้งอยู่บนถนนราษฎ์อุทิศ 200 ปี ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต
โรงแรมดีวาน่าบริหารงานโดยสองสามีภรรยา มีชัย สุวรรณดิษฐกุล ประธานกรรมการ และสุรัตนา สุวรรณดิษฐกุล รองประธานกรรมการ
จริยาวดี ลูกสาวคนโตวัย 31 ปีเล่าให้ฟังว่าบริษัทเปิดให้บริการโรงแรมดีวาน่าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นทำให้สถาบันการเงินไทยแทบล้มไปทั้งระบบ มีการปิดฉากตัวเองไปหลายแห่ง ส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็แทบหมดตัว
ทว่าธุรกิจท่องเที่ยวกลับได้รับอานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนั้น เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนตัวจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นดอลลาร์ละ 40-50 บาท เป็นเหตุทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ตก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ส่งผลทำให้ธุรกิจโรงแรมดีวาน่าเติบโตค่อนข้างดี
หากจะกล่าวไปแล้วทั้งมีชัยและสุรัตนาไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้านการโรงแรมโดยตรง เพราะมีชัยทำธุรกิจก่อสร้าง ส่วนสุรัตนาเปิดร้านขายทอง
สุรัตนาเป็นหนึ่งในทายาทตระกูล "หยี่เต้ง" คหบดีที่มีชื่อเสียง เจ้าของร้านทองหลายแห่งในภูเก็ต รวมไปถึงทำธุรกิจโรงแรมภายใต้เชนโนโวเทล
จากประสบการณ์ที่ร่วมงานกับกลุ่มหยี่เต้ง ทำให้สุรัตนาได้มีโอกาสเห็นการทำธุรกิจโรงแรมของพี่น้องของเธอ จนหันมาสร้างธุรกิจนี้ด้วยตัวเอง เพื่อต่อยอดขยายธุรกิจให้กับครอบครัวของเธอ
ปัจจุบันลูก 2 คนของสุรัตนาหลังจากจบการศึกษาได้เข้ามาช่วยธุรกิจอย่างเต็มตัว คนแรกจริยาวดีลูกสาวคนโต นั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และศึกษิต อายุ 27 ปี รองกรรมการผู้จัดการ
จริยาวดีมีบทบาทบริหารงานโดยรวมและมองหาโอกาสการลงทุนด้านธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ส่วนศึกษิตจะเน้นบริหารงานด้านการลงทุน
ทั้งมีชัยและสุรัตนาได้เปิดโอกาสให้ลูกทั้งสองได้บริหารงานอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ก็ให้ลูกของเขาเป็นผู้ดูแลและเลือกสถาบันการเงินเอง เหมือนดังเช่นล่าสุดบริษัทได้กู้เงิน จำนวน 555 ล้านบาทจากธนาคารสินเอเซีย เพื่อนำไปสร้างโรงแรมใหม่ โรงแรมเมอร์เคียว กระบี่ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่
การตัดสินใจเลือกใช้เงินกู้จากธนาคารสินเอเซีย ถือว่าเป็นครั้งแรกของบริษัท โดยก่อนหน้านี้ในรุ่นบิดาและมารดาจะเลือกใช้สินเชื่อของสถาบันการเงิน รายใหญ่
จริยาวดีและศึกษิตจะบริหารงานโรงแรมเมอร์เคียว ป่าตอง ภูเก็ต และเตรียมบริหารโรงแรมใหม่ที่จะเปิดในกระบี่อีก 1 แห่ง
การบริหารธุรกิจโรงแรมของตระกูล สุวรรณดิษฐกุล ในรุ่นที่ 2 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดที่เปลี่ยนไปจากเดิมหลายประการ
นอกจากการหันไปเลือกใช้สินเชื่อจากธนาคารใหม่ๆ แล้ว การบริหารโรงแรม ที่เคยดูแลโดยครอบครัว ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน เช่น โรงแรมเมอร์เคียว ป่าตอง ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทดีวาน่าได้ว่าจ้างกลุ่มธุรกิจแอคคอร์ที่บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์เมอร์เคียวให้เข้ามาทำหน้าที่ด้านการตลาดและขาย
ส่วนตระกูลสุวรรณดิษฐกุลจะอยู่ใน ฐานะผู้ลงทุนด้านการเงิน และเป็นเจ้าของ การทำงานร่วมกับแอคคอร์เป็นการทำสัญญาระยะยาวประมาณ 10 ปี
โรงแรมเมอร์เคียว กระบี่ อ่าวนาง ที่จะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2553 ก็จะให้กลุ่มแอคคอร์เป็นผู้บริหารเช่นเดียวกัน
ส่วนโรงแรมดีวาน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่บริหารงานภายใต้ครอบครัวในปัจจุบันก็มีแผนที่จะจ้างให้แอคคอร์เข้าไปบริหารงานเช่นเดียวกัน แต่จะเกิดขึ้นหลังจากก่อสร้างโรงแรมที่กระบี่แล้วเสร็จ
จริยาวดีให้เหตุผลของการจ้างกลุ่ม แอคคอร์เข้ามาบริหารงาน เพราะต้องการให้โรงแรมมีมาตรฐานสากลในการให้บริการการบริการทุกอย่างต้องมีคุณภาพ เพราะลูกค้ากว่าร้อยละ 90 มาจากต่างประเทศ และแบรนด์ของแอคคอร์เป็นที่รู้จักของทั่วโลก
จึงเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความไว้วางใจของลูกค้า ขณะเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์
อีกด้านหนึ่ง น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้จริยาวดีเลือกกลุ่มแอคคอร์เข้ามาบริหาร งาน เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้บริหารระดับท้องถิ่นจะต้องทำงานหนักเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมของบริษัทดีวาน่า อยู่ในระดับ 3 ดาว และ 4 ดาว
โรงแรมดีวาน่า ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ตั้งบนเนื้อที่ 23 ไร่ จำนวน 260 ห้อง เน้นกลุ่มคนรักธรรมชาติ เพราะตกแต่งเป็นสวน เป็นหลัก ส่วนราคาในช่วงฤดูการท่องเที่ยว (พฤศจิกายน-มีนาคม) ราคาห้อง 4,500 บาท ในช่วงโลว์ซีซั่น (เมษายน-ตุลาคม) ราคาห้อง 2,000 บาท เน้นตลาดผู้สูงอายุ และรักธรรมชาติ
ส่วนโรงแรมเมอร์เคียว ป่าตอง ภูเก็ต มีเนื้อที่ 6 ไร่อยู่ภายใต้แนวคิด city resort ราคาห้องตั้งแต่ 3,500-6,500 บาท เน้นนักธุรกิจมาประชุมสัมมนาและท่องเที่ยว
การจัดให้โรงแรมทั้งสองแห่งเป็นโรงแรม 3 ดาวและ 4 ดาว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าโรงแรมไม่ได้อยู่ติดกับทะเล โดยเฉพาะโรงแรมเมอร์เคียว ป่าตอง ต้องใช้เวลาเดินอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15-20 นาทีเพื่อไปชมทะเล หรือเล่นน้ำ
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าตระกูลสุวรรณ ดิษฐกุลจะเลือกสร้างโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวเท่านั้น แม้แต่โรงแรมเมอร์เคียว กระบี่ อ่าวนาง
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าใช้เงินลงทุนไม่สูง ไม่เกิน 1,000 พันล้านบาท การบริหารจัดการสามารถดูแลได้ รวมไปถึง ต้องการให้ธุรกิจโรงแรมยังคงเป็นของครอบครัว
โรงแรมเมอร์เคียว กระบี่ อ่าวนาง มีจำนวนห้อง 213 ห้องก็เป็นระดับ 4 ดาว ใช้เงินลงทุน 850 ล้านบาท เงินกู้ 555 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินทุนของบริษัท
ธุรกิจของทายาทรุ่นที่ 2 ไม่ได้จำกัด อยู่เฉพาะธุรกิจโรงแรมเท่านั้น แต่ยังได้ขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว
ธุรกิจที่เปิดให้บริการจะเอื้อกับธุรกิจ โรมแรมที่มีอยู่และบางธุรกิจได้ใช้ความรู้ในโรงแรมมาเปิดให้บริการธุรกิจเหล่านี้จะอยู่ภายใต้ 2 บริษัท คือ บริษัทภูเก็ตไพล จำกัด ให้บริการธุรกิจสปา ภายใต้ชื่อดีวาน่า สปา และนวดแผนไทย ชื่อโอเรียลทอล เดอ ภูเก็ต และฮานาโกะ โตเกียว ธุรกิจนวดหน้า และยังให้บริการเช่าร้านค้า และที่ดิน
บริษัทแบล็ค คอฟฟี่ จำกัด ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ร้านอาหารพิซซ่า เบอร์เกอร์ ร้านกาแฟคอฟฟี่ เวิลด์
สำหรับธุรกิจฮานาโกะและธุรกิจคอฟฟี่เวิลด์ เป็นการซื้อแฟรนไชส์เข้าบริหารงาน จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจของจริยาวดี และศึกษิตจะเป็นการทำงานผสมผสานระหว่างแบรนด์ไทยกับแบรนด์ต่างประเทศ
การขยายธุรกิจในทายาทรุ่นที่ 2 เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรู้ประสบการณ์จากการเรียน และมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ บวกกับประสบการณ์ของบิดาและมารดาของจริยาวดี จึงช่วยสนับสนุนการทำงาน ทำให้บริษัทมีรายได้ราว 500 ล้านบาทต่อปี
แม้ว่าธุรกิจขณะนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาการขยายตัว แต่ก็ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง หลังจากประสบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างเช่นสึนามิ
แม้ว่าโรงแรมดีวาน่าและโรงแรมเมอร์เคียวในป่าตองจะโชคดีไม่ได้รับความเสียหายจากสึนามิ เพราะไม่ได้ติดทะเล แต่ก็ยอมรับได้ผลพวงจากนักท่องเที่ยวลดลง บวกกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบโดยตรง
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากผลกระทบดังกล่าว โรงแรมต้องตั้งเงิน สำรองในการบริหาร มองว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับตัว แม้จะไม่ได้ลดจำนวนพนักงาน แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว มีนโยบายให้พนักงานหยุดงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน หรือลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ
แม้กระทั่งการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไปก็ส่งผลกระทบได้เช่นกัน ดังนั้น การกระจายกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ เป็นสิ่งหนึ่งช่วยลดความเสี่ยง
วิถีการบริหาร คิดใหม่ ทำใหม่ แต่ผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมไทย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวของสุวรรณดิษฐกุลเท่านั้น แต่ความคิดเช่นนี้ได้กระจายไปสู่นักลงทุนอื่นๆ เช่นเดียวกัน
แต่ความรักและความเอาใจใส่ในธุรกิจ น่าจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนอย่างแท้จริง
|
|
 |
|
|