Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายวัน16 กุมภาพันธ์ 2553
กิมเอ็งฯหวังแชร์อันดับ1ทุกสายงาน             
 


   
www resources

โฮมเพจ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

   
search resources

หลักทรัพย์กิมเอ็ง, บมจ.
Funds




นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ( มหาชน ) หรือ KEST เปิดเผยว่าปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาด ( มาร์เกตแชร์ ) อับดับ1 ใน 3 สินค้า คือ ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ มีมาร์เกตแชร์ที่ 12.5% จากปี52 ที่มี 10.68% การให้บริการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต มีมาร์เกตแชร์ที่ 15% จากปีก่อนที่ 13.65% และ ธุรกิจอนุพันธ์ มีมาร์

เกตแชร์ 12% จากปี 52 ที่มี 10.75% ซึ่งบริษัทมีแผนจะขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นโดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการให้เจ้าหน้าที่การตลาด ( มาร์เกตติ้ง ) เข้าไปหาลูกค้าตามสถานที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งจะเปิดบัญชีเฉลี่ยต่อเดือน 1,800 – 2 ,000 ราย จากปีก่อนที่บริษัทมีลูกค้าเปิดบัญชี 80,000 บัญชีและเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาด ( มาร์เกตติ้ง ) อีก 10% จากปัจจุบันที่มี 650 คน รวมถึงการเปิดสาขาเพิ่มคาดว่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม)ของบริษัท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนที่มีวอลุ่มเทรด 923,095 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้ปีนี้ของบริษัทเท่ากับปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันบริษัทมียอดการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ซึ่งใกล้จะถึงจุดสูงสุดที่บริษัทเคยปล่อยที่ 2,400 ล้านบาท แต่คาดว่าอาจจะปล่อยมาร์จิ้นโลนได้ถึง 2,600 ล้านบาท ซึ่งต้องขอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ก่อน เพราะการปล่อยมาร์จิ้นโลนมากถือว่ามีความเสี่ยงหากภาวะตลาดปรับตัวลดลงแรง และคาดว่ามูลค่าการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL) ปีนี้จะเพีมขึ้น 20% จากปีก่อนที่มูลค่า 3 หมื่นล้านบาทเห็นได้จากมีนักลงทุนมาเปิดบัญชีซื้อขายเพิ่มเป็น 266 บัญชี จากปีก่อนที่มี 206 บัญชี

" ปีที่แล้วบริษัทมีมาร์เกตตแชร์หุ้นอนุพันธ์อันดับ 1 แต่ด้านอินเตอร์เน็ตนั้นอยู่อับดับ 2 แต่ปีนี้บริษัทตั้งเป้าอันดับ 1 โดยบริษัทจะเน้นทำธุรกิจเชิงรุก เน้นการให้บริการครอบคลุมในทุกสินค้าและการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนแก่ลูกค้า ซึ่งภายใน 2-3 ปีนี้ บริษัทจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้ผู้ลงทุนนึกถึงบริษัทเป็นอันดับแรก " นางบุญพรกล่าว

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEST กล่าวว่า กรณีที่ทางการมีผู้เสนอแนวคิดที่จะยกเลิกค่าคอมมิชชั่นขั้นบันได และจะให้เปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นเต็มรูปแบบก่อนกำหนดเดิมปี 55 นั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากหากมีการเร่งเปิดเสรีค่าคอมฯ ก็จะมีความเสี่ยงให้บางบริษัทต้องออกจากธุรกิจหลักทรัพย์ หรือมีการปิดสาขาในเมืองไทยและไปเปิดสาขาในต่างประเทศสูงขึ้น อีกทั้งเห็นว่าขณะนี้การเปิดเสรีหลักทรัพย์ควรเป็นไปตามลำดับ

ส่วนกรณีที่จะเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบควรพิจารณาจากความพร้อมของโบรกเกอร์ ซึ่งหากเปิดแล้วต้องดูว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร และจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ ปัจจุบันราคาที่ให้บริการขณะนี้เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศถือว่าไม่ แพงเพราะคิดที่ 0.25% หากซื้อขายมากขึ้นก็จะลดราคาลง

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายไม่ได้มีส่วนทำให้ความน่าสนใจในการลง ทุนมากขึ้นเพราะ-หากจะเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนคงขึ้นอยู่กับบรรยากาศใน การลงทุนและการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน ประกอบกับการคิดนโยบายราคาจะต้องคำนึงจากในอดีตที่มีการเปิดเสรีฯส่งผลให้ โบรกเกอร์ต้องปิดกิจการ

นายมนตรีกล่าวว่าส่วนงานด้านวาณิชธกิจปีนี้ บริษัทจะเน้นเป็นที่ปรึกษาในการควบรวมกิจการ (M&A) และการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยเน้นงานขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างนำบริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 3-4 ราย มูลค่าตั้งแต่ 500- 10,000 ล้านบาท และบริษัทจะจัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา หลังจากปีที่ผานมานั้นมีการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากและนัก ลงทุนมีความกังวลราคาหุ้น จึงมีการขายหุ้นออกมาในชั่วโมงแรก

" อีกไม่กี่เดือนนี้บริษัทจะเปิดให้บริการ บลจ.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทพร้อมที่จะมีการระดมทุนให้บริษัทมีการประกอบ ธุรกิจดังกล่าวและผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการทำธุรกิจ " นายมนตรี กล่าว   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us