นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ( มหาชน ) หรือ KEST เปิดเผยว่าปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาด ( มาร์เกตแชร์ ) อับดับ1 ใน 3 สินค้า คือ ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ มีมาร์เกตแชร์ที่ 12.5% จากปี52 ที่มี 10.68% การให้บริการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต มีมาร์เกตแชร์ที่ 15% จากปีก่อนที่ 13.65% และ ธุรกิจอนุพันธ์ มีมาร์
เกตแชร์ 12% จากปี 52 ที่มี 10.75% ซึ่งบริษัทมีแผนจะขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นโดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการให้เจ้าหน้าที่การตลาด ( มาร์เกตติ้ง ) เข้าไปหาลูกค้าตามสถานที่ต่าง ๆ
ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งจะเปิดบัญชีเฉลี่ยต่อเดือน 1,800 – 2 ,000 ราย จากปีก่อนที่บริษัทมีลูกค้าเปิดบัญชี 80,000 บัญชีและเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาด ( มาร์เกตติ้ง ) อีก 10% จากปัจจุบันที่มี 650 คน รวมถึงการเปิดสาขาเพิ่มคาดว่าจะทำให้มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม)ของบริษัท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนที่มีวอลุ่มเทรด 923,095 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้ปีนี้ของบริษัทเท่ากับปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันบริษัทมียอดการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ซึ่งใกล้จะถึงจุดสูงสุดที่บริษัทเคยปล่อยที่ 2,400 ล้านบาท แต่คาดว่าอาจจะปล่อยมาร์จิ้นโลนได้ถึง 2,600 ล้านบาท ซึ่งต้องขอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ก่อน เพราะการปล่อยมาร์จิ้นโลนมากถือว่ามีความเสี่ยงหากภาวะตลาดปรับตัวลดลงแรง และคาดว่ามูลค่าการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL) ปีนี้จะเพีมขึ้น 20% จากปีก่อนที่มูลค่า 3 หมื่นล้านบาทเห็นได้จากมีนักลงทุนมาเปิดบัญชีซื้อขายเพิ่มเป็น 266 บัญชี จากปีก่อนที่มี 206 บัญชี
" ปีที่แล้วบริษัทมีมาร์เกตตแชร์หุ้นอนุพันธ์อันดับ 1 แต่ด้านอินเตอร์เน็ตนั้นอยู่อับดับ 2 แต่ปีนี้บริษัทตั้งเป้าอันดับ 1 โดยบริษัทจะเน้นทำธุรกิจเชิงรุก เน้นการให้บริการครอบคลุมในทุกสินค้าและการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนแก่ลูกค้า ซึ่งภายใน 2-3 ปีนี้ บริษัทจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้ผู้ลงทุนนึกถึงบริษัทเป็นอันดับแรก " นางบุญพรกล่าว
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEST กล่าวว่า กรณีที่ทางการมีผู้เสนอแนวคิดที่จะยกเลิกค่าคอมมิชชั่นขั้นบันได และจะให้เปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นเต็มรูปแบบก่อนกำหนดเดิมปี 55 นั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากหากมีการเร่งเปิดเสรีค่าคอมฯ ก็จะมีความเสี่ยงให้บางบริษัทต้องออกจากธุรกิจหลักทรัพย์ หรือมีการปิดสาขาในเมืองไทยและไปเปิดสาขาในต่างประเทศสูงขึ้น อีกทั้งเห็นว่าขณะนี้การเปิดเสรีหลักทรัพย์ควรเป็นไปตามลำดับ
ส่วนกรณีที่จะเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบควรพิจารณาจากความพร้อมของโบรกเกอร์ ซึ่งหากเปิดแล้วต้องดูว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร และจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ ปัจจุบันราคาที่ให้บริการขณะนี้เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศถือว่าไม่ แพงเพราะคิดที่ 0.25% หากซื้อขายมากขึ้นก็จะลดราคาลง
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายไม่ได้มีส่วนทำให้ความน่าสนใจในการลง ทุนมากขึ้นเพราะ-หากจะเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนคงขึ้นอยู่กับบรรยากาศใน การลงทุนและการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน ประกอบกับการคิดนโยบายราคาจะต้องคำนึงจากในอดีตที่มีการเปิดเสรีฯส่งผลให้ โบรกเกอร์ต้องปิดกิจการ
นายมนตรีกล่าวว่าส่วนงานด้านวาณิชธกิจปีนี้ บริษัทจะเน้นเป็นที่ปรึกษาในการควบรวมกิจการ (M&A) และการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยเน้นงานขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างนำบริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 3-4 ราย มูลค่าตั้งแต่ 500- 10,000 ล้านบาท และบริษัทจะจัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา หลังจากปีที่ผานมานั้นมีการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากและนัก ลงทุนมีความกังวลราคาหุ้น จึงมีการขายหุ้นออกมาในชั่วโมงแรก
" อีกไม่กี่เดือนนี้บริษัทจะเปิดให้บริการ บลจ.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทพร้อมที่จะมีการระดมทุนให้บริษัทมีการประกอบ ธุรกิจดังกล่าวและผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการทำธุรกิจ " นายมนตรี กล่าว
|