“...โดยเฉพาะกรรมการผู้จัดการ (สุพจน์ เดชสกุลธร) ได้บริหารงานไปด้วยความเรียบร้อย
สร้างความเชื่อถือแก่บรรดาลูกค้าให้มากขึ้นทุกเห็นได้จากตัวเลขเงินฝากที่สูงขึ้นกว่าเดิม
กิจการของบริษัทได้นำหน้ากว่าบริษัทอื่นมาก ผมจึงขอให้ท่านผู้ถือหุ้นปรบมือให้กับคุณสุพจน์
เดชสกุลธร
อัมพร บุลภักดิ์ ประธานหอการค้าจีน ประธานที่ปรึกษาบริษัทค้าเงินทุนเยาวราชกล่าวกับผู้ถือหุ้นบริษัทเงินทุนเยาวราช
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2521 หลังจากที่อัมพร บุลภักดิ์ กล่าวชมสุพจน์ เดชสกุลธร ได้อีก 5 ปี 2 เดือน
กับอีก 16 วัน สุพจน์ เดชสกุลธรก็ต้องมานั่งอยู่ต่อหน้า พ.ต.ท.สุพจน์ พ่วงพัฒน์
รองผู้กำกับการกอง 1 กองปราบปรามเพื่อเป็นจำเลยในข้อกล่าวหาว่า ฉ้อโกงประชาชน
สุพจน์ เดชสกุลธร เป็นคนบางคล้า ฉะเชิงเทรา ชื่อเดิมเขาชื่อ เตีย บักฮ้ง
แต่พ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นจะเรียกเขาว่า “บักฮ้ง”
“บักฮ้ง” ต้องทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อเขาเสียชีวิตไปเมื่อบักฮ้งอายุได้เพียง
6 ขวบ
เมื่อเล็กๆ บักฮ้งมีหน้าที่ส่งผักจากสวนผักที่แม่เขาทำไปในตลาด ต้องทำงานแต่เช้ามืด เวลานั้นเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่
2 พอหลังสงครามแม่บักฮ้งอายุมากทำสวนไม่ไหวจึงหอบหิ้วลูกทั้งหมดขออาศัยล่องมากับเรือบรรทุกสับปะรดมุ่งสู่กรุงเทพฯ
ทั้งหมดพากันมาเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในสลัมย่านประตูน้ำ พี่ชายและพี่สาวบักฮ้งแยกย้ายกันไปทำมาหากินเหลือไว้แต่บักฮ้ง
และน้องอีกหนึ่งคนที่อยู่กับแม่ช่วยทำมาหากินด้วยการรับจ้างปอกมะพร้าวบ้างขนผักและทำทุกอย่างเท่าที่จะมีคนจ้าง
งานชิ้นต่อไปของบักฮ้งคือ เป็นกระเป๋ารถประจำทางสายมักกะสัน ท่าเตียน
จากการที่เป็นคนที่ต้องปากกัดตีนถีบตลอดมา บักฮ้งจะพยายามถีบตัวขึ้นมาทีละขั้นอย่างไม่ย่อท้อ
จากกระเป๋ารถเมล์ บักฮ้งก็หารายได้พิเศษด้วยการขายเรียงเบอร์ด้วย และต่อมาก็หัดขับรถเพราะเขาต้องการได้ที่ดีกว่าเป็นกระเป๋ารถเมล์โดยการมาเช่าแท็กซี่ขับ
ในที่สุดเขาก็มีรถเป็นของตัวเองและเริ่มมีรถแท็กซี่ให้คนอื่นเช่าอยู่หลายคัน
“สุพจน์เป็นคนที่ต้องต่อสู้มาตั้งแต่เด็กและเป็นคนที่ใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งสังคมจะต้องยอมรับนับหน้าถือตาเขา
ฉะนั้นนิสัยเขาจะต้องถีบตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จากคนที่ไม่มีอะไรขึ้นไปถึงพอมีบ้างและมีมากขึ้น
และในที่สุดก็เอาความมีมาซื้อเกียรติ”
จิตแพทย์ผู้หนึ่งที่รู้จักสุพจน์ เดชสกุลธร ดี
จากกิจการรถแท็กซี่ให้เช่าที่มีอยู่ เตีย บักฮ้ง ก็เริ่มหันไปมองปั๊มน้ำมัน
เพราะจากการที่ต้องเติมน้ำมันที่ปั๊มอยู่เรื่อยทำให้สุพจน์คิดว่ากิจการน้ำมันเป็นการค้าที่ทำให้รวยเร็วได้
บางคนที่เคยรู้จักสุพจน์บอกว่า เพื่อที่จะรู้ถึงกลวิธีการค้าน้ำมัน สุพจน์ถึงกับลงทุนไปสมัครเป็นเด็กปั๊มเพื่อทำงานให้รู้ถึงการค้าน้ำมันและต่อมาก็เข้าหุ้นกับเจ้าของปั๊ม
บางแหล่งข่าวก็บอกว่า สุพจน์เข้าไปหุ้นในกิจการเลยและตอนหลังก็ซื้อกิจการนั้นเป็นของตัวเองหมด
จะอย่างไรก็ตาม เมื่อ 11 ปีที่แล้วก็มีปั๊มเอสโซ่เกิดขึ้นที่ทางเข้าอำเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการ ปั๊มนั้นชื่อ “มิตรรำลึกพระประแดง”
“สมัยผมอยู่เอสโซ่ผมจำได้ว่าเราเคยขายน้ำมันให้คุณสุพจน์ ปั๊มเขาส่งน้ำมันมาทั้งน้ำมันเตาและดีเซล”
วิสิษฐ์ ตันสัจจา อดีตเอสโซ่เก่าเล่าให้ “ผู้จัดการ” ฟัง
จะพูดก็คงได้ว่า ชีวิตสุพจน์เริ่มต้นจริงๆ ก็ที่ปั๊มมิตรรำลึกพระประแดงที่ขายเอสโซ่นี่แหละ
กำไรของสุพจน์ที่เป็นกอบเป็นกำได้มาจากการขายน้ำมันเตาให้กับบรรดาโรงงานต่างๆ
ในพระประแดง
“สมัยนั้นสุพจน์แทบจะเหมาหมดในการสั่งน้ำมันให้กับบรรดาโรงงานแทบทั้งหมดในพระประแดง
เขาเป็นคนกว้าง พูดเก่งและค้าขายแบบกล้าได้กล้าเสีย อะไรที่ต้องจ่ายเขาก็จะจ่าย
บรรดาข้าราชการที่กิจการสุพจน์จะต้องเกี่ยวข้องจะรู้จักสุพจน์เป็นอย่างดี”
พ่อค้าน้ำมันในพระประแดงพูดให้ฟัง
บางคนก็บอกว่า ในพระประแดงนั้นสุพจน์ก็อยู่ในระดับผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทีเดียว
ในการตั้งบริษัทเงินทุนเยาวราชขึ้นมาครั้งแรกหลายคนในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นก็เป็นข้าราชการตำรวจที่มีถิ่นฐานอยู่ในพระประแดง
กิจการน้ำมันเจริญเติบโตได้ดีมากพอที่จะทำให้สุพจน์เริ่มหาหนทางที่จะต้องถีบตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
“สุพจน์เป็นคนชอบหาความรู้ใส่ตัว เขาไม่มีการศึกษาและเขารู้ว่าถ้าเขาจะเข้าสังคมอีกระดับหนึ่งนั้นเขาต้องมีความรู้มากกว่านี้”
จิตแพทย์คนเดิม
เมื่อเป็นนักธุรกิจแล้วบุคลิกภาพก็เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่สุพจน์ ซึ่งเคยแต่ค้าขายในระดับชาวบ้านจะต้องเรียนรู้มากขึ้นมา
เพราะเมื่อเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันส่งน้ำมันให้กับโรงงาน สังคมก็ถูกยกขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ซึ่งต้องติดต่อกับเจ้าของโรงงานมากขึ้น
สุพจน์ก็เลยเข้าอบรมในศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพของทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เพื่อฝึกพูด
ฝึกวางตัว และฝึกทุกอย่างเพื่อเข้าสังคมธุรกิจอีกระดับหนึ่งให้ได้
“สุพจน์เป็นคนฉลาดในการค้าขายและเลี้ยงเพื่อนฝูงเยอะ น้ำมันที่เขาขายส่งให้โรงงานนั้น
เขากำไรมาก ไม่รู้เขาไปเอาน้ำมันมาจากไหน ต้นทุนต่ำกว่าที่ผมซื้อมามากๆ เลย”
เจ้าของกิจการน้ำมันคนเดิมที่พระประแดงพูดเพิ่มเติม
หลังจากที่เริ่มกิจการน้ำมันได้เพียง 3-4 ปี สุพจน์ก็คิดการณ์ไกลที่จะทำกิจการซึ่งเขาใฝ่ฝันมานานนั่นคือ
กิจการเงินทุน
“สมัยเขามาเอสโซ่ที่ถนนพระรามสี่ เขาต้องมาส่งค่างวดรถเบนซ์ที่เขาผ่อนกับบริษัทผมแล้วเขาจะมานั่งคุยกับผมอยู่เรื่อย
บ่อยครั้งที่เขาบอกว่า ค้าอะไรก็ไม่ดีเท่าค้าเงินค้าทอง เขาชอบพูดอยู่เรื่อยว่า
ถ้าได้เป็นเจ้าของกิจการเงินทุนนี่จะทำอะไรก็สบายจะค้าขายอะไรก็มีทุนมาลงไม่ต้องไปกราบกรานพวกธนาคารต่างๆ”
ผู้บริหารบริษัทเช่าซื้อรถยนต์คนหนึ่งแถวๆ สีลมพูดถึงความหลังของสุพจน์ให้ฟัง
ในปี 2515 สุพจน์ เดชสกุลธร เป็นนักธุรกิจคนจีนที่อายุยังไม่มากนักเพิ่งจะ
40 เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ในหมู่ธุรกิจคนจีนระดับเล็กและกลางพากันพูดถึงพอสมควร
อาจจะเป็นเพราะสุพจน์เป็นคนพูดเก่ง มีวาทศิลป์ชักจูงจิตใจคนได้เป็นเยี่ยมและมีการคบหาสมาคมที่กว้างขวางเอามากๆ
สุพจน์คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องทำความฝันให้เป็นความจริงด้วยการตั้งบริษัทเงินทุนขึ้นมา
และบริษัทเยาวราชไฟแนนซ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนเยาวราช)
ก็ได้เกิดขึ้นมาในปี 2519
“สุพจน์เป็นคนถือโชคลางและเชื่อเรื่องหมอดูมาก แม้แต่บริษัทที่จดทะเบียน
เนื่องจากเขาเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพสาขาวงเวียน 22 กรกฎา เขาก็เลยสั่งให้จดทะเบียนในวันที่
22 กรกฎาคมเหมือนกัน”
ผู้ถือหุ้นในช่วงแรกคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
ในบรรดาผู้เข้ามาร่วมยุคแรก สุพจน์ฉลาดพอที่จะดึงเอาคนมีชื่อเสียงพอสมควรเข้ามาเช่นอัมพร
บุลภักดิ์ ประธานหอการค้าจีน ก็เข้ามาถืออยู่ 1,000 หุ้น อีกประการหนึ่งสุพจน์เองก็คงทราบดีถึงอำนาจบารมีที่อาจจะต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่
ดังนั้นผู้ถือหุ้นในระยะแรกของเยาวราชไฟแนนซ์ก็ยังมีนายพลทหารบกหนึ่งคน นายพลทหารเรือหนึ่งคน
และคุณหญิงที่เป็นภรรยาของอดีตผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งอีกด้วย
ถ้าจะนับว่าสุพจน์เป็นนักการตลาดก็ต้องยอมรับว่า เขาเป็นนักการตลาดที่มองการณ์ไกลทีเดียว
เพราะในบรรดาผู้ถือหุ้นของเยาวราชไฟแนนซ์แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกพ่อค้าคนจีนที่มีกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางแทบทั้งสิ้น
ประเภทถ้าเป็นเจ้าของโรงงานก็เป็นโรงงานเล็กๆ ซึ่งเข้ามาถือหุ้นอย่างมากก็
20,000 หุ้น (2,000,000 บาทในทุนจดทะเบียน 40,000,000 บาท) หรือเพียง 5%
ของทุนจดทะเบียนเท่านั้น และเขาก็เก่งมากที่สามารถหาผู้มาร่วมซื้อหุ้นได้ถึง
183 รายในการเริ่มบริษัท และก็มีเกือบครึ่งที่ถือหุ้นไม่เกินรายละ 5,000
หุ้น ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 400,000 หุ้น
เรียกได้ว่าบริษัทสุพจน์เป็นบริษัทมหาชนพอสมควร!
นอกจากนั้นแล้วสุพจน์ยังเข้าใจที่จะดึงคนที่มีชื่อเสียงตามต่างจังหวัดเข้ามาถือหุ้น ถึงจะถือน้อย
แต่ก็ได้เป็นกรรมการ เพราะคนพวกนี้คือนายหน้าในการหาเงินฝากจากคนจีนต่างจังหวัด
เช่น นายอู๋เซ้ง แซ่เฮ้ง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การสามัคคีสงเคราะห์ผู้ประสบภัย
14 จังหวัดภาคใต้ ยังเป็นประธานกรรมการมูลนิธิท่งเซียเซี่ยง ตั้งที่หาดใหญ่และเป็นประธานกรรมการสมาคมแต้จิ๋วหาดใหญ่ด้วย
“ในหมู่คนจีนจะมีการบริจาคเงินเข้าสมาคมต่างๆ เข้ามูลนิธิและสมาคมแซ่ต่างๆ
เงินพวกนี้สามารถจะเอามาฝากออกดอกออกผลมากและเงินพวกนี้คือเงินศาลเจ้าก็มีอยู่มากมาย”
ผู้ชำนาญในการหาเงินฝากชี้แจงให้ฟัง
ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่สมัยสุพจน์ยังเป็นปกติดีอยู่จะปรากฏว่า สุพจน์และเยาวราชไฟแนนซ์จะบริจาคเงินให้กับสมาคมจีนต่างๆ
เป็นประจำ ใครมาขอให้บริจาคเป็นต้องได้ และใครบริจาคมากบริจาคบ่อยก็มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาและไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่คนจีนได้อย่างเต็มที่
ยิ่งถ้าเป็นทรัสต์บริจาคแล้วก็ยิ่งจะแสดงว่าเป็นทรัสต์ที่ดีและมั่นคง
การบริจาคเพื่อการกุศลแบบนี้ไม่ใช่มีสุพจน์ทำคนเดียว โค้วเฮงท่งแห่งเงินทุนหลักทรัพย์สหไทยก็มีชื่อในเรื่องการบริจาคเหมือนกัน
ทั้งคู่จะโด่งดังในหมู่คนจีนในเรื่องนี้มาก
การรุกทางการตลาดของสุพจน์อีกประการหนึ่งคือ หนังสือพิมพ์จีน สุพจน์กว้างขวางในหมู่หนังสือพิมพ์จีนมากจนถึงจุดจุดหนึ่งเขาเป็นผู้สนับสนุนหนังสือพิมพ์จีนฉบับหนึ่ง ซินตงง้วน
ซึ่งอยู่แถวๆ ถนนเสือป่า
ในการทำงานของสุพจน์นั้น เขาจะต้องมีช่างภาพติดตัวตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะไปงานเลี้ยงจะบริจาคแจกเงินจะไปพูดที่สมาคมไหนวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์จีนจะมีรูปสุพจน์อยู่ตลอดเวลา
จนชื่อเสียงของ “เตีย บักฮ้ง” เป็นที่กล่าวขวัญ แม้แต่คนที่ไม่ฝากเงินกับเยาวราชไฟแนนซ์ก็ยังรู้จัก
เตีย บักฮ้ง ดี และตำแหน่งอีกตำแหน่งของสุพจน์คือ เป็นนายกสมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์จีนส่วนภูมิภาค
สังคมจีนในเมืองไทยมีอยู่ส่วนหนึ่ง เป็นสังคมปิดที่จะอยู่เฉพาะในหมู่พวกตัวเองอ่านแต่หนังสือพิมพ์จีน
และจะไม่รู้เรื่องข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะทางด้านการเงินการทอง เพราะหนังสือพิมพ์จีนไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างถูกต้อง
หนังสือพิมพ์จีนจะลงข่าวในลักษณะข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ เนื่องจากต้องพึ่งบรรดาเถ้าแก่เหล่านี้ในเรื่องโฆษณา
ฉะนั้นบริษัทเงินทุนของสุพจน์มีปัญหา หนังสือพิมพ์จีนก็จะหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวมิหนำซ้ำยังปกป้องให้ด้วย
อย่างในกรณีเยาวราชไฟแนนซ์ พอถูกทางการสั่งปิด หนังสือพิมพ์จีนก็จะยังคงเชียร์สุพจน์อยู่โดยบอกว่า
สุพจน์เป็นคนดีแต่ถูกแกล้งและสุพจน์กำลังติดต่อขอให้เปิดใหม่และสามารถจะเปิดได้ทั้งๆ
ที่ข้อเท็จจริงก็รู้กันอยู่แล้วว่า ไม่มีทางที่ธนาคารชาติจะให้เปิดเยาวราชไฟแนนซ์อีก และถึงเปิดได้ก็ไม่มีทางที่สุพจน์จะกลับเข้ามาบริหารได้อีก
ในยุคแรกเริ่มของเยาวราชไฟแนนซ์นั้นถ้าจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้วก็ต้องให้เครดิตการทำงานของสุพจน์อย่างมากๆ
เพราะจากการดำเนินการในช่วงปี 2520 และ 2521 เยาวราชไฟแนนซ์เป็นบริษัทเงินทุนที่มีสภาพคล่องดีทีเดียว
ในปี 2520 นั้นกิจการเพิ่งเริ่มฉะนั้นตัวเลขในการปฏิบัติการยังไม่แจ่มชัดเท่าใดนัก
แต่ในปี 2521 จะเห็นได้ว่า สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่ดีทีเดียว เมื่อพิจารณาจากเงินกู้ยืมเมื่อทวงถามที่เยาวราชยืมมาจากที่อื่นมียอด
20,508,000 บาท แต่ในขณะที่เงินให้กู้ยืมเมื่อทวงถามที่สุพจน์ปล่อยเป็น call
money ให้กับสถาบันการเงินอื่นมียอด 32,169,000 บาทและในขณะที่เงินให้กู้ยืมมียอด
379,734,000 ล้านบาท แต่เงินฝากประชาชนมีกว่า 398,151,000 บาท เรียกได้ว่าเป็นบริษัทเงินทุนที่มีสุขภาพดีเอามากๆ
สิ้นปี 2521 เยาวราชไฟแนนซ์กำไรสุทธิ 8,230,000 บาท หรือ 16% ของทรัพย์สินรวมซึ่งมี
513,209,000 บาท
สำหรับปีแรกของการดำเนินการ 2520 เยาวราชไฟแนนซ์กำไร 3,501,000 บาท หรือประมาณ
12% ของทรัพย์สินรวม
“สุพจน์เป็นคนมีความทะเยอทะยานมากเขาเคยพูดกับลูกน้องผู้ใกล้ชิดอยู่เสมอว่า
สักวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นรัฐมนตรีให้ได้”
อดีตผู้บริหารการเงินคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
ปี 2520 และ 2521 เป็นปีที่ทำให้นักธุรกิจหลายคนต้องกระอักเลือดภายหลัง
สอง-สามปีนั้นเป็นช่วงที่ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในสภาวะที่คล่องเอาอย่างมากๆ
ตลาดหุ้นในขณะนั้นกำลังพุ่งขึ้นแบบที่ไม่มีอะไรจะหยุดได้ การขยายตัวของธุรกิจต่างๆ
เป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตามความคล่องของตลาดเงินแทนที่จะขยายตามแผนงานอย่างรอบคอบ
และเผอิญปี 2519-2520 ก็เป็นปีที่สุพจน์ เดชสกุลธร เริ่มรู้จักกับ สุธี
นพคุณ และ สุระ จันทร์ศรีชวาลา
ในบรรดาเพื่อนสามสุนี้ ก็ต้องนับว่า สุพจน์ล้าหลังกว่าเพื่อนในเรื่องของระดับคนที่ควรจะรู้จักและก็ในเรื่องของ
Business Concept สมัยใหม่
“พี่สุพจน์เชื่อคุณสุธีมากและเคารพคุณสุธีมาก เพราะพี่สุพจน์เห็นว่าคุณสุธีเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จและรู้จักผู้ใหญ่เยอะมาก”
น้องชายของสุพจน์เคยกล่าวกับแหล่งข่าวของ “ผู้จัดการ”
ในเมื่อส่วนลึกของใจสุพจน์นั้นมีความต้องการจะถีบตัวเองอยู่ตลอดเวลา การได้รู้จักกับ
สุธี นพคุณ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในวงสังคมในฐานะที่เป็นมือขวาของบุญชู
โรจนเสถียร และเป็นรองประธานของพีเอสเอในขณะนั้น ย่อมทำให้สุพจน์ต้องรีบคว้าเอาไว้ใกล้ตัวและทำตัวใกล้ชิดทุกประการ
ความคิดทางธุรกิจในช่วงนั้นก็เลยมาจากสมองของสุธี นพคุณ
อีกประการหนึ่งเยาวราชไฟแนนซ์เองก็กำลังมีกำไรที่อยู่ในระดับซึ่งถือว่าดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบร่วมกันที่ทำให้สุพจน์คิดว่าตัวเองสามารถขยายงานได้โดยไม่มีขอบเขต
และการขยายงานของสุพจน์นั้นมีลักษณะซึ่งคล้ายๆ กับการขยายงานของสุธี
ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจอะไร เพราะเป็นความคิดที่ออกมาจากโรงเรียนเดียวกัน!
แต่สุพจน์ลืมนึกไปอย่างหนึ่งเหมือนกับที่สุธีลืมนึก นั่นคือสภาพเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเริ่มมีสัญญาณเลวร้ายในช่วงปี
2522 เป็นต้นไป
และก็เหมือนคู่เวรคู่กรรมที่สุพจน์เอาตัวเองไปผูกพันกับสุธีหลายๆ อย่างพอสมควร
ซึ่งในที่สุดเมื่อสุธีล้มก็มีส่วนกระทบถึงสุพจน์ด้วย
ในปี 2520 หลังจากที่ทำเยาวราชไฟแนนซ์ได้ยังไม่ถึงสองปีดี สุพจน์ก็ตัดสินใจกระโดดไกลครั้งใหญ่นั่นคือ
การเพิ่มทุนเยาวราชไฟแนนซ์จาก 40 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าไว้ว่า
จะเพิ่มทุนให้หมดภายในปี 2522
ด้วยความใจใหญ่ของสุพจน์ ปี 2521 สุพจน์ตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้น 60% ของคิงทรัสต์และเปลี่ยนชื่อเป็นเจริญกรุงไฟแนนซ์
และเจริญกรุงไฟแนนซ์ในที่สุดก็จะเป็นตัวที่จะดึงให้สุพจน์ลงไปด้วยในที่สุด
การขยายงานของสุพจน์เมื่อพิจารณาให้ดีๆ แล้วเป็น concept ที่ทันสมัยมาก ที่มุ่งมั่นแต่ขยายฐานทางการเงินและประกอบกิจการทางด้านประกันที่เป็นเสมือนพื้นฐานทางการเงิน
การขยายงานของสุพจน์จึงประกอบด้วยเฉลิมนครประกันภัย เครดิตฟองซิเอร์เยาวราช
เครดิตฟองซิเอร์เฉลิมโลก แม้กระทั่งกิจการคลังสินค้า สุพจน์ก็ยังคิดทำ ก็เลยมีเยาวราชคลังสินค้าและเจริญกรุงสินค้า
ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรที่เป็นกิจจะลักษณะ เพียงแต่ตั้งบริษัทขึ้นไว้รอจังหวะการดำเนินงาน
การขยายงานของสุพจน์นั้นทำให้สภาพการเงินของเยาวราชไฟแนนซ์ซึ่งเคยมีสภาพคล่องที่ดีมากในปี
2521 ต้องทรุดฮวบลงไปจนกระทั่งถูกปิดในเดือนธันวาคม 2526
เงินที่เอามาขยายกิจการเป็นเงินที่ดึงจากเยาวราชไฟแนนซ์แทบทั้งสิ้น จะเห็นได้ชัดพอสมควรว่า
ในปี 2522 เยาวราชไฟแนนซ์ยืมเงิน call มาจากสถาบันการเงินอื่นเป็นเงินร่วม
120,924,000 บาท ในขณะที่ตัวเองปล่อย call ให้คนอื่นเพียง 1,100,000 บาทเท่านั้น!!!!
และเงินให้กู้ยืม 449,272,000 ล้านบาท แต่เงินฝากประชาชนมีเพียง 274,320,000
ล้านบาท และเพื่อเป็นการชดเชยเงินที่ขาด เยาวราชไฟแนนซ์กู้เงินเพิ่มจากธนาคาร
โดยในปี 2521 กู้เพียง 30,646,000 บาท แต่มาปี 2522 ต้องกู้เพิ่มเป็น 113,414,000
บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 400% !!!!
“สุพจน์มีที่ดินมากเขาเอาที่ดินไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำเงินกู้จากธนาคารในปี
22 และหลังจากยอดเงินฝากปีต่อมาเพิ่มขึ้นก็ถอนหลักทรัพย์ของตัวเองออกมา”
ผู้ที่เคยทำงานกับสุพจน์เล่าให้ฟัง
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ชื่อเสียงสุพจน์กำลังหอมกรุ่นขจรขจายออกไปในหมู่คนจีน
สุพจน์มีแล้วแทบจะทุกอย่าง จะขาดก็เพียง 2 อย่างเท่านั้น
อย่างแรกคือ ผู้ใหญ่ที่ใหญ่จริงๆ ที่จะถูกใช้ชื่อเพื่อเป็นบารมีให้เยาวราชไฟแนนซ์ศักดิ์สิทธิ์
อีกอย่างคือปริญญาบัตรทางการศึกษาที่มาประดับบารมีให้ขลัง
และสุพจน์ก็เจอกับพัลลภ บัวสุวรรณ ซึ่งเป็นหลานของบุญ บัวสุวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จักรวาลทรัสต์
บุญ บัวสุวรรณ เป็นคนสนิทของจอมพลประภาส จารุเสถียร คนหนึ่งและจากพัลลภเป็นตัวกลาง
สุพจน์สามารถขอชื่อจอมพลประภาสเข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษาของเยาวราชไฟแนนซ์ได้
ส่วนเรื่องปริญญาบัตรนั้นไม่ใช่ของยากสำหรับพัลลภ เพราะในฐานะที่เคยเป็นศิษย์เก่าของ
Woodbury College ในลอสแองเจลิส พัลลภจัดการให้สุพจน์ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย
Pacific Western University (ดูล้อมกรอบเรื่อง Any Ph.D for $950 (021,850
baht) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
“ผมเจอคุณสุพจน์ที่โตเกียว ตอนเปลี่ยนเครื่องบิน เขาบอกว่า เขาได้รับเชิญไปรับปริญญาที่อเมริกาแต่ผมไม่ได้ถามเขาที่ไหน”
นักบริหารแถวสีลมคนหนึ่ง
ว่ากันว่าค่าปริญญางวดนี้ประมาณพันกว่าเหรียญ แต่เผอิญสุพจน์ได้ไปเที่ยวที่
Lasvegas ด้วยก็เลยต้องเสียค่าปริญญาเพิ่มอีกมากแถวๆ นั้น ส่วนจะมากเท่าไรแหล่งข่าวไม่ยอมบอก
เพียงแต่แย้มให้ฟังว่า สุพจน์เป็นคนมือหนักและกล้าได้กล้าเสีย
ในที่สุด เตีย บักฮ้ง ก็มีกิจการเงินทุนอยู่ 4 แห่ง (เยาวราชไฟแนนซ์ เจริญกรุงไฟแนนซ์
เครดิตฟองซิเอร์เยาวราช เครดิตฟองซิเอร์เฉลิมโลก) มีประกันภัยอยู่อีกแห่งคือ
มหานครประกันภัย และมีจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นประธานที่ปรึกษาและก็มีปริญญาเอกพ่วงท้าย
ชื่อ ดร.เตีย บักฮ้ง หรือ ดร.สุพจน์ เดชสกุลธร ในเยาวราชและในหมู่คนจีนต่างจังหวัดในเวลานั้นอาจจะโด่งดังกว่าเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มยี่ก็เป็นได้
“เวลาคุณสุพจน์เขาเดินออกจากบริษัทซึ่งอยู่หัวมุมถนนเพื่อข้ามถนนไปฝั่งโรงหนังเฉลิมบุรี
ซึ่งรถเบนซ์สามตอนพร้อมคนขับจอดรออยู่เขาจะทักทายคนจีนแถวนั้นตลอดเวลา เขาเป็นคนที่ป๊อปปูล่ามากๆ”
แหล่งข่าวแถวเมืองจีนเยาวราชพูดกับ “ผู้จัดการ”
โครงการประชาสัมพันธ์สุพจน์หลังจากได้ดอกเตอร์ประสบผลสำเร็จ เยาวราชไฟแนนซ์ถึงกับจ้างประชาสัมพันธ์สาวจากบริษัทไอซีซี
เข้ามาทำงานประชาสัมพันธ์ให้สุพจน์
หนังสือพิมพ์จีนพากันลงโฆษณาขอแสดงความยินดีกับ ดร.สุพจน์ เดชสกุลธร แม้แต่หนังสือพิมพ์ไทยและหนังสือธุรกิจรายเดือนบางฉบับก็ฉกฉวยโอกาสในการหาโฆษณาโดยการทำเรื่องขอแสดงความยินดีกับ ดร.สุพจน์
เดชสกุลธร
และหลังจากประชาสัมพันธ์ยอดเงินฝากของคนจีนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวติดๆ
กันจากเพียง 274 ล้าน ในปี 22 ขึ้นเป็น 456 ล้าน ในปี 23 เป็น 631 ล้าน ในปี
24 และ 800 ล้าน ในปี 25 หรือเพิ่มเป็น 66% ในปี 23 เป็น 40% ในปี 24 และเป็น
30% ในปี 2525
“ธรรมดายอดเงินฝากของสถาบันการเงินที่มีฐานเงินฝาก 300 กว่าล้านนี่ขึ้นเต็มที่ก็จะไม่เกิน
25% ของคุณสุพจน์ขึ้นขนาดนี้ก็ต้องยอมรับว่า การรณรงค์หาเงินฝากของเขาเก่งมากทีเดียว
คนฝากเงินจะต้องเชื่อใจเขาอย่างสูง” เจ้าหน้าที่หาเงินฝากบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งสาธยายให้พัง
ก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากเยาวราชไฟแนนซ์ถูกถอนใบอนุญาตแล้วพบว่ามีเงินฝากประชาชนอยู่
4,000 กว่าราย
การที่หาประชาชนมาฝากเงิน 4,000 กว่าราย ในบริษัทเงินทุนสักแห่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ
แสดงว่า สุพจน์ เดชสกุลธร อย่างน้อยก็ประสบความสำเร็จในด้านนี้มากที่จะกระจายฐานของผู้ฝากเงินออกได้กว้างจริงๆ
“ทั้งหมดก็ต้องยกให้สุพจน์ในเรื่องการสร้างภาพพจน์ เพราะสุพจน์เข้าใจจิตวิทยาของคนจีนได้ดีมาก
คนจีนจะเคารพและเทิดทูนคนที่มีองค์ประกอบอยู่สองสามอย่าง ประการแรกคนนั้นต้องเป็นคนมีเงิน
ซึ่งสุพจน์เป็นเจ้าของกิจการเงินทุนในสายตาของคนจีนข้างบ้านแล้วสุพจน์ก็ต้องรวยมหาศาล
ประการที่สองต้องเป็นคนใจบุญและจากการบริจาคเงินของสุพจน์ตลอดเวลาก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความใจบุญของเขา
ประการที่สามถ้าเป็นคนมีการศึกษาก็ยิ่งจะเป็นการย้ำหัวตะปูเพิ่มเข้าไปอีก
ในสายตาของคนจีนถ้าสุพจน์ไม่เก่งจริงมหาวิทยาลัยในอเมริกาคงจะไม่ให้ปริญญาถึงขั้นดอกเตอร์หรอก
ทั้งหมดนี้ก็คงจะทำให้อาซิ้ม อาม้า อาแป๊ะ อาเจ๊ก อาก๋ง ตัดสินใจเอาเงินที่ได้จากการค้าขายมาฝากไว้กับสุพจน์
ประกอบกับการที่มีฐานสนับสนุนเป็นหนังสือพิมพ์จีนในภูมิภาคทำให้ชื่อของสุพจน์เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อถือไว้วางใจได้”
จิตแพทย์คนเก่าวิเคราะห์ให้ฟังเพิ่มเติม
ถึงแม้ว่าในปี 23 เยาวราชไฟแนนซ์จะขาดทุนสุทธิถึงร่วม 22 ล้านบาทก็ตาม
แต่ยอดเงินฝากจากประชาชนก็ยังไม่ลดลงมีแต่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ
เพราะสถานะทางการเงินของเยาวราชไฟแนนซ์ในปี 23 นั้นเป็นสภาพทางการเงินที่นักบริหารการเงินมืออาชีพมานั่งอ่านและวิเคราะห์ดูแล้วจะต้องรีบเอามือปิดตาด้วยความเสียวไส้
“ผมดูแล้วผมยังสะดุ้งเลย เริ่มจากสภาพคล่องก็แล้วกัน ในปี 23 เยาวราชกู้ธนาคารใช้โอดี
47 ล้าน รับอาวัลตั๋วเงินอีก 10 ล้านบาท และยืมเงิน call มา 110 ล้านบาท
เป็นภาระทั้งหมด 167 ล้านบาทที่ sensitive มากแต่ในด้านเจ้าหนี้เยาวราชไฟแนนซ์ปล่อย
call ไปแค่ 7 ล้านบาท มองดูแค่นี้ก็เสียวไปถึงสะดือแล้ว อีกประการหนึ่งถ้ามองในด้านเงินฝากกับเงินให้กู้ถึง
90 ล้านบาท เอาสองรายการบวกเข้าไปก็เป็นเงิน 250 ล้านบาท ที่ต้องนั่งเก๊กซิม
มิหนำซ้ำถ้ามองรายได้จากการดำเนินการจะเห็นว่า รายจ่ายมี 80 ล้าน ขณะที่รายได้มีเพียง
63 ล้านบาท ขาดทุนไปแล้ว 17 ล้านบาท ผมดูแล้วไม่รู้ว่าตอนนั้นพวกแบงก์ชาติเขายังสบายดีกันอยู่หรือ”
ผู้ตรวจสอบบัญชีมืออาชีพของบริษัทฝรั่งที่รับตรวจสอบบัญชีเงินทุนหลายแห่ง
และสภาพทางการเงินที่แท้จริงของเยาวราชไฟแนนซ์ในปี 24 ปี 25 และปี 26ก็เหมือนกับปี
23 คือสภาพคล่องไม่มีเอาเลย เงินกู้มีมากกว่าเงินฝาก
การปฏิบัติงานของเยาวราชไฟแนนซ์นั้นเป็นการต่อชีวิตหายใจไปปีต่อปีเพื่อรอให้ทุกอย่างดีขึ้น
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ การเอาเงิน call มาจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากประชาชนและมาอุดการขาดทุนของบริษัทอื่น
ฉะนั้นจะเห็นได้อีกว่าเงิน call ที่ยืมมาเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 109 ล้านบาท ในปี
2523 เป็น 166 ล้านบาท ในปี 2524 และเป็น 300 ล้านบาทในปี 2525
จะเห็นได้ว่า เยาวราชไฟแนนซ์ย่ำแย่อย่างมากตั้งแต่ปี 2523 หรือเมื่อ 4
ปีที่แล้ว
ในขณะที่เยาวราชไฟแนนซ์ย่ำแย่ แต่สุพจน์เองกลับสร้างความฮือฮาในวงการธุรกิจตลอดเวลา
ตั้งแต่ไปซื้อหุ้นรามาของสุธีเพียงเพราะต้องการเป็นกรรมการของโรงแรมชั้นหนึ่ง
ไปลงทุนในไชน่าทาวน์สุกี้ ไปซื้อหุ้นธนาคารนครหลวงไทยไปร่วมทำสวนพลูพาเลซ
โดยเป็นประธานแต่ตอนหลังถูกเชาวลิต หล่อไพบูลย์ เอาชื่อออกและท้ายที่สุดเข้าไปอินเตอร์ไลฟ์
เพราะสุธีติดหนี้สุพจน์อยู่ร่วมร้อยล้านก็เลยหักหนี้เก่าและเพิ่มเงินเข้าไปอีกหลายสิบล้านเพื่อเอาอินเตอร์ไลฟ์มา
“สุพจน์เข้าไปผูกกับสุธีไว้เพราะตัวเองต้องการจะเข้าหาคุณบุญชู จะเห็นได้ว่าสุพจน์จะเข้าทุกแห่งที่มีลักษณะเป็นกิจการของตึกดำตั้งแต่ซื้อหุ้นรามาทาวเวอร์
ที่ผู้ที่ฉลาดจะไม่เข้าไปในหุ้นสับปะรังเคตัวนั้น ตลอดจนซื้อหุ้นธนาคารนครหลวงไทย
เพราะต้องการเป็นกรรมการและต้องการที่จะพึ่งพาอาศัยธนาคารนครหลวงไทยเพื่อให้มาช่วยกิจการของตัวเอง”
อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตึกดำอธิบายความสัมพันธ์ของสองสุให้ฟัง
ส่วนเจริญกรุงไฟแนนซ์ (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเงินทุนหลักทรัพย์บ้านและที่ดินไทย)
นั้นสุพจน์แถลงกับผู้ถือตั๋วว่า เป็นเพราะเชื่อแบงก์ชาติเข้าไปเปลี่ยนตั๋วของเสรีสากลแล้วแบงก์ชาติก็ไม่ยอมช่วยเหลือตามที่รับปาก
“ต้องยอมรับว่า สุพจน์เป็นมังกรตัวหนึ่งเลย เจริญกรุงในตอนนั้นความจริงก็ยอบแยบเต็มทีอยู่แล้ว
พอดีจังหวะเหมาะที่แบงก์ชาติกำลังขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินให้เข้ามาช่วยผู้ถือตั๋วเสรีสากล
สุพจน์ถือโอกาสนั้นส่งเจริญกรุงเข้าไปรับและก็ได้ผลในแง่ภาพพจน์เพราะตอนนั้นเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติชมเชย
สุพจน์ เดชสกุลธร เป็นการใหญ่ว่า เป็นผู้เสียสละ แต่มารู้ทีหลังว่าเจริญกรุงนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าเสรีสากลเท่าไรนักหรอก
เพราะเจริญกรุงถูกผ่องถ่ายเงินออกไปเยอะแล้วเช่น มีเช็คที่สุพจน์อนุมัติให้แลกได้
8 ใบ ประมาณร้อยกว่าล้านบาท โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน พอถึงกำหนดเรียกเก็บเงินเช็คทั้ง
8 ใบไม่มีเงิน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในการผ่องถ่ายเงิน”
อดีตเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในเจริญกรุงไฟแนนซ์
ว่ากันว่าในยุคที่สุพจน์รุ่งเรืองอยู่ เวลาที่สุพจน์ไปแบงก์ชาติจะส่งเสียงดังทักทายคนโน้นคนนี้ในลักษณะเป็นกันเอง
ซึ่งตรงกันข้ามกับลักษณะความเงียบขรึมและสภาพกึ่งอนุรักษนิยมของพวกที่ทำงานด้านการเงิน
ซึ่งต้องติดต่อกับแบงก์ชาติ และก็มีคนเคยเห็นสุพจน์เดินชอปปิ้งกับเจ้าหน้าที่ธนาคารชาติคนหนึ่งที่ฮ่องกงอย่างใกล้ชิดสนิทสนม
“สุพจน์พยายามพบท่านผู้ว่านุกูล ประจวบเหมาะ หลายครั้ง แต่ท่านผู้ว่านุกูลเองก็หนีสุพจน์จนสุดขีดไม่ให้พบ”
แหล่งข่าวในธนาคารชาติเล่าให้ฟัง
ช่วงที่ฟ้าผ่าลงมาแล้วต่างพากันล้มระเนระนาดคือช่วงของกลางปีที่พัฒนาเงินทุนกำลังจะล้ม
ช่วงนี้ข่าวภายในการเงินแพร่สะพัดราวกับไฟลามทุ่ง แทบจะทุกคนรีบตั้งป้อมปกป้องตัวเองกันไม่ให้ตัวเองล้ม
เยาวราชไฟแนนซ์เองถึงจะย่ำแย่แต่เงินฝากประชาชนยังไม่ได้ถูกถอน เพราะผู้ฝากส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ปัญหาของสุพจน์คือการถูกเรียกเงิน call คืนซึ่งในช่วงเรียกก็พอจะประทังเอาไว้ได้ด้วยการหมุนเงินจากที่อื่นมาสุดความสามารถ
แม้แต่เงินอินเตอร์ไลฟ์ก็ถูกหมุนไปจ่ายคืนเงิน call บางกระแสข่าวยืนยันว่า
ตึกอินเตอร์ไลฟ์นั้นถูกเอาไปวางไว้ที่ธนาคารนครหลวงไทยเรียบร้อยแล้วในช่วงสุพจน์เงินตึง
“ความจริงเหตุการณ์มันวิกฤตจริงก็ตอนที่พัฒนาเงินทุนล้ม เพราะการที่สุพจน์ไปผูกตัวเองกับสุธีก็เลยทำให้ข่าวนี้สะพัดออกไป
ถึงกับเริ่มเข้าไปในหมู่คนจีนและสำหรับคนจีนแล้ว บทจะเชื่อใครก็เชื่อเต็มที่
พอถึงคราวไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเลย”
คนเก่าเยาวราชไฟแนนซ์เล่าให้ฟัง
วาทศิลป์ของสุพจน์ตอนนั้นไม่มีความหมายเสียแล้ว ปริญญาดอกเตอร์ก็ไม่มีความหมายเหมือนกัน
ในระยะแรกๆ ที่มีคนรุมถอนเงิน เยาวราชจะพยายามจ่ายแต่รายเล็กๆ ไปก่อน รายที่เกินแสนจะถูกบอกให้รอ
“มีอยู่รายหนึ่งฝากไว้ห้าแสนบาทพอถูกบอกให้รอก็ไม่ยอมล้มลงดิ้นพราดๆ แหกปากร้องห่มร้องไห้จนคนมามุงดูกันแน่นไปหมด
สุพจน์คิดว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้คงจะเป็นไฟไหม้ป่าแน่เลยเรียกตัวเข้าไปพบแล้วคืนเงินให้
คงจะเป็นรายใหญ่รายเดียวที่ได้เงินคืนไปกระมัง”
อดีตเจ้าหน้าที่เยาวราชคนเก่าพูดให้ฟังเพิ่มเติม
ในที่สุดเยาวราชก็หยุดจ่ายเงินโดยสิ้นเชิงและได้ถูกถอนใบอนุญาตในวันที่
16 ธันวาคม 2526 เพียง 2 เดือนหลังจากที่พัฒนาเงินทุนถูกถอนใบอนุญาตและอีกสองแห่งก็ถูกถอนด้วย
ภาระหนี้สินทั้งสามแห่ง (เยาวราชไฟแนนซ์, เครดิตฟองซิเอร์เยาวราช และเครดิตฟองซิเอร์เฉลิมโลก)
มีภาระหนี้สินอยู่ 1,610 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,360 ล้านบาท เป็นหนี้ผู้ถือตั๋วกว่า
4,000 ราย และอีก 250 ล้านบาท เป็นหนี้สถาบันเงินทุนหลายแห่ง