|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นายวีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ BAT-3K เปิดเผยว่าบริษัทประเมินผลงานไตรมาส 3 ปีนี้จะดีขึ้นกว่าไตรมาส 3 ปีก่อน และต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 โดยเฉพาะไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซั่นคาดว่าผลงานน่าจะขยับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากไตรมาส 3 ซึ่้งผลงาน 2 ไตรมาสแรกปีนี้ถือได้ว่าดีขึ้นอย่างน่าพอใจจากปี 51 เห็นได้จากผลงานที่ดีต่อเนื่องและออร์เดอร์สินค้าที่มีเข้ามาให้เห็นเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก
" แต่ผมไม่แน่ใจว่ากำไรครึ่้งหลังจะทำได้ดีต่อเนื่องจากครึ่้งปีแรกหรือไม่ เพราะต้นทุนวัตถุดิบอย่างราคาตะกั่วผันผวนสูงมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ เห็นได้จากต้นปีราคาอยู่ที่ 1,200-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และขยับมาที่ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อกลางปี และปัจจุบันราคามาอยู่ที่ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน " นายวีรวัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ดี ราคาวัตถุดิบที่ขยับเพิ่มนั้น บริษัทสามารถปรับราคาขึ้นได้ตามราคาวัตถุดิบ โดยเฉลี่ยที่ระดับ 5-15% ซึ่งเป็นการปรับราคาขายเฉพาะให้กับลูกค้าในต่างประเทศ ส่วนการขายในประเทศนั้นยังถูกกระทรวงพาณิชย์ควบคุมอยู่ ประกอบกับระยะนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ดี ขณะนี้บริษัทได้ยื่นขอการปรับเพิ่มราคาขายในประเทศตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อกระะทรวงพาณิชย์แล้ว และอยู่ระหว่างรอผล และโดยเฉลี่ยจะปรับราคาขายเพิ่มขึ้นที่ 10-15%
นายวีรวัฒน์กล่าวถึงราคาวัตถุดิบที่ผันผวนว่า หลังจากปีก่อนหน้า บริษัทประสบกับภาวะขาดทุนจากการสต๊อกตะกั่วอันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ ส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างสาหัสและต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ดังนั้นบริษัทหันมาบริหารต้นทุนด้วยการดูแลสินค้าคงคลังให้เกิดความคล่องตัว และสต๊อกไม่เกิน 1 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องราคาวัตถุดิบและสต๊อกไม่มากเกินจำเป็นที่ต้องใช้
" ราคาตะกั่วผันผวนสูงมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา เพราะตะกั่วอิงราคาตลาดโลก และเราก็พยายามบอกคู่ค้าว่าอย่าเก็งกำไรกันมาก เพราะอันตรายทั้งต่อเขาและเรา สำหรับราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ส่งผลต่อ gross profit margin ของบริษัทต่ำลงไม่ถึง 10% จากก่อนหน้าที่อยู่เหนือระดับดังกล่าว แต่ในส่วนของ net profit margin อยู่ที่ 2-3% " นายวีรวัฒน์กล่าว
นายวีรวัฒน์กล่าวว่าปีนี้ไม่ได้หวังทำยอดขายสูง แต่ห่วงสภาพคล่องมากกว่า ดังนั้น บริษัทจึงหันมาเน้นการบริหารสภาพคล่องและต้องการล้างขาดทุนที่มีอยู่ให้หมดโดยเร็ว โดยครึ่งปีแรกบริษัททำกำไรได้แล้วถึง 200 ล้านบาท อย่างไรก็ดี กำไรที่เกิดขึ้น ทำให้งบการเงินที่ขาดทุนอยู่ของบริษัทอยู่ที่ 471 ล้านบาทลดทอนลงจากก่อนหน้า แต่จากการประเมินผลงานที่ผ่านมาปีนี้ เชื่อว่าไม่อาจล้างขาดทุนได้หมด เพราะตัวเลขกำไรอาจไม่สอดคล้องกับครึ่งปีแรก ขณะอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ( D/E/ RATIO) ปีนี้อยู่ที่ 1 กว่า ๆ ถือว่าไม่มากสำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทั่ว ๆ ไป
สำหรับปีนี้ BAT-3K ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะเน้นการบริหารงานแบบไม่ให้เกิดความเสี่ยงในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่นิ่ง ประกอบกับที่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์มีการแข่งขันสูง แต่ก็เป็นสินค้าที่จำเป็นที่ใช้ควบคู่กับรถยนต์ที่ถือเป็นปัจจัยหลักของคนทั่วไป แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวหลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
สำหรับการเจาะตลาดใหม่ในต่างประเทศ ที่ BAT-3K มีพันธมิตรคือจีนและออสเตรเลีย เพื่อร่วมกันจำหน่ายแบตเตอรี่ถือเป็นช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนแต่เบื้องต้นถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้ว ซึ่งการเป็นดีลเลอร์คาดว่าจะเป็นรูปธรรมในปี 53
นายวีรวัฒน์กล่าวว่า หลังจากธุรกิจยานยนต์เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ส่งผลให้กำลังการผลิตที่บริษัทปรับลดลงหลังจากเกิดวิฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 51 เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลต่อผู้ผลิตแบตเตอรี่ด้วย จากเหตุดังกล่าวทำให้บริษัทลดกำลังการผลิตเพียงเดือนละ 2 แสนลูกต่อเดือนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติคือที่ระดับ 3 แสนลูกต่อเดือนแล้วเมื่อไตรมาส 3 ปีนี้ ขณะที่กำลังการผลิตเต็มที่ของบริษัทสามารถรองรับการผลิตได้ถึง 3.5 แสนลูกต่อเดือน ส่วนสัดส่วนของการส่งออกนั้น ปัจจุบันบริษัทมีดสัดส่วนการขายระหว่างในและต่างประเทศ อย่างละ50% จากเดิมที่ส่งออกและขายในประเทศ 40% และ60 % ตามลำดับ เพราะเป้าหมายหลักคือการผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศก่อน ขณะที่ตัวเลขส่วนแบ่งทางการตลาดยังคงอยู่ที่ระดับ 30-35 % ของมูลค่าตลาดรวมในปัจจุบัน
|
|
 |
|
|