|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต กรรมการบริหาร บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ชี้แจงถึงผลการดำเนินงานของไตรมาส 3 ปี 2552 พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 123.5 ล้านบาทขณะที่งวดนี้ปีก่อนมีกำไรสุทธิ 10.3 ล้านบาท หรือเพิ่ม 113.24 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 1,097.28% จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน ควบคู่กับการควบคุมการผลิต จนทำให้ประสิทธิภาพการผลิต อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ใกล้ระดับการผลิตสูงสุด ทำให้เกิดประโยชน์เต็มที่ต่อการประหยัดต่อขนาด และการนำระบบ ERP มาใช้ยังช่วยสนับสนุนให้การบริหารจัดการเป็นไปตามเป้าหมายและทันต่อเหตุการณ์ และยังช่วยผลักดันการใช้ KPIs ได้เป็นอย่างดี
ขณะที่งวดนี้บริษัทมียอดขาย 1,627.7 ล้านบาท ( 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงจากยอดขายของไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ 2,059.6 ล้านบาท ( 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ยอดขาย PCB ในไตรมาสนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 33% เมื่อเทียบกับยอดขายในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจากความต้องการในสินค้kพิ่มมากขึ้น อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นก็ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 21 %
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 73.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 62.34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.19% จากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ทั้งในส่วนของธุรกิจผลิตไอซีชิพหรือแผงวงจรไฟฟ้ารวม ( IC) และการผลิต-ประกอบชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ( MMA) แต่ยอดขายลดลงจากปีก่อนเพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ
" SMT สามารถเพิ่มยอดกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 3 ไตรมาสและสามารถเพิ่มอัตราการทำกำไรหรือเน็ตมาร์จิ้นได้ถึง 53% จากปี 51 จากปริมาณการขายสินค้ากลุ่ม IC ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึงกว่า 50% ขณะยอดผลิตสินค้าหลักกลุ่มฮาร์ดดิสเพิ่มอย่างต่อเนื่องในซึ่งจะเพิ่มปริมาณการผลิตอีกถึง 60% นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้จนถึงไตรมาส 4 ปี 53 คาดว่าไตรมาส 4 จะมียอดขายที่เพิ่มขึ้น และเป็นไตรมาสที่มีรายได้สูงสุดของปีนี้เพราะบริษัทฯสามารถเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิมมากขึ้นถึง 60% และจะโตต่อเนื่องในปี 53 " นายพลศักดิ์กล่าว
|
|
 |
|
|