ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ บูมหลังฐานการผลิตย้ายมาไทย คาดปีหน้าเข้าระดมทุนผ่านตลาด
หลักทรัพย์ 10 แห่ง เพื่อรองรับธุรกิจที่ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ จีบเอ็มเคสุกี้เข้าตลท.หลังตลาดหุ้น
คึกดัชนีตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาถึง 60% ปีหน้ามีโอกาสไปต่อตามเศรษฐกิจ มาร์เกตแคปแตะ
4 ล้าน ล้านบาท ดังนั้น ตั้งมาตรฐานบจ. เข้าตลาดต้องมีคุณภาพดีเป็นสิ่งแรก
นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย ประธานศูนย์ระดมทุนและรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
ไทย เปิดเผยว่าจากการที่ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์การพิมพ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีหน้า เนื่องจากจะมีการย้ายฐานการผลิตจากฮ่องกง และสิงคโปร์มายังประเทศไทยนั้นจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจการพิมพ์และสิ่งพิมพ์ต้องมีการระดมทุน
เพื่อขยายกิจการ
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงได้มีการหารือกับผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวกับการพิมพ์
และพบว่า มีบริษัทประมาณ 10 แห่งที่ต้องการขยายฐานทุนเพิ่ม จึงมีโอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะระดมทุนผ่านทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (เอ็มเอไอ) ในปีหน้า
"ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้มาฟังข้อมูลในการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แล้ว
และหลายบริษัทก็แสดงความสนใจที่จะนำบริษัทเข้าตลาดฯ เพราะต้นทุนการระดมทุนต่ำเมื่อเทียบกับการกู้เงิน"
สำหรับการย้ายฐานการผลิตมาสู่ประเทศไทยนั้นจะส่งผลดีต่อธุรกิจ เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการ
ผลิตในประเทศต่ำกว่า ขณะเดียวกันถือเป็นการขยายช่องทางการทำธุรกิจในเมืองไทยได้อย่างดี
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะได้รับผลดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจตามไปด้วย
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ ไปเชิญชวนบริษัทเอ็มเค สุกี้ ธุรกิจอาหารรายใหญ่เข้า
มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ปรากฏว่าเอ็มเค สุกี้ มีความมั่นคงทางการเงินมาก
โดยมีกระแสเงินสดเหลือเพียงพอในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม ดังนั้นผู้ประกอบการจึงขอเวลาในการตรึกตรองถึงประโยชน์
ที่ได้รับจากการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ก่อนการตัดสินใจ
อย่างไรก็ดีมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่ต้นปีมีความคึกคัก ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
ไทยตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาปรับตัวขึ้นไป 60% สูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน
โดยมีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ไต้หวัน รองลงมาตามลำดับ จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยเนื้อหอมเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน
ขณะที่อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ที่ระดับ 10 เท่า ต่ำกว่าพีอีตลาดหุ้นอื่นที่มีพีอี
15-20 เท่า เพราะฉะนั้น ระดับดัชนีราคาในปัจจุบันจึงยังไม่สูง
ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ
2.5% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนมีมากขึ้น เห็นได้จากการลงทุนตรงผ่านบริษัทหลักทรัพย์
(โบรกเกอร์) และการลงทุนผ่านกองทุน ดังนั้น คาดว่าแนวโน้มปีหน้าน่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายของมูลค่าตลาดรวม (มาร์เกตแคป) อยู่ที่ระดับ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งนับรวมรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ทยอยเข้ามาระดม
ทุนในปีหน้าด้วย
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงให้ความสำคัญกับการพิจารณาคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นอันดับแรก
บรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นสูงสุด นอกจากนั้นยังเพิ่มช่องทางการระดมทุนให้มากขึ้น
โดยปลายปีนี้ตลาดหลักทรัพย์จะเปิดให้ซื้อขายหุ้นกู้ได้ รวมถึงการจัดนำเสนอข้อมูล
(โรดโชว์) นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ