|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

ในอนาคตอันใกล้แฟนๆ ของดิสนีย์ทั่วโลกจะได้พบกับซูเปอร์ฮีโร่เพื่อนใหม่จากค่ายมาร์เวล มาร่วมเสริมทัพสร้างความบันเทิง โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทดิสนีย์ (Disney) ประกาศเข้าซื้อกิจการมาร์เวล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Marvel Entertainment) รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ถือหุ้นของมาร์เวลได้ผลตอบแทนเป็นเงินสดมูลค่า 30 เหรียญต่อหุ้น และหุ้นจำนวน 0.745 หุ้นต่อ 1 หุ้นมาร์เวลที่ถืออยู่ ตีเป็นมูลค่าประมาณ 50 เหรียญต่อหุ้น เท่ากับราคาหุ้นของมาร์เวลที่ปิด ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2009 นับเป็นดีลแห่งปีของวงการบันเทิงด้านการ์ตูน ดีลนี้ทำให้ดิสนีย์มีสมาชิกการ์ตูนตัวใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 5,000 ตัว รวมถึงเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ตัวเอก ได้แก่ ไอ้แมงมุม (Spiderman) คนเกาะเหล็ก (Iron Man) มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง (Incredible Hulk) เอ็กซ์แมน (X-Man) กัปตัน อเมริกา (Captain America) แฟนแทสติกโฟร์ (Fantastic Four) และธอร์เทพเจ้าสายฟ้า (Thor) เป็นต้น
การควบรวมกิจการครั้งนี้ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย มาร์เวลเองตกอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอนเนื่องจากปัจจุบันผู้คนไม่ค่อยจะซื้อหนังสือการ์ตูนอ่านเหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน เมื่อได้เข้าร่วมชายคาเดียวกับดิสนีย์ นับว่าเป็นการย้ายบ้านเพื่อความมั่นคง ในขณะที่ดิสนีย์ได้ตัวการ์ตูนใหม่เข้ามาเสริมสินค้าเดิมที่มีอยู่ ทำให้ขยายฐานตลาดได้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ชายถึงวัยรุ่นชายที่จะมีกองทัพซูเปอร์ฮีโร่มาสร้างความบันเทิงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสวนสนุก ภาพยนตร์ ของเล่น ของที่ระลึก ดีวีดี เกม และรายการโทรทัศน์ เรียกว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ทั้ง 2 แบรนด์ แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป ต้องติดตามกันต่อไปว่าการลงทุนครั้งนี้ของดิสนีย์จะคุ้มหรือไม่ ดีลนี้นับเป็นดีลมูลค่าสูงเป็นอันดับสองรองจากดีล Pixar ที่ดิสนีย์ซื้อกลับคืนมาเมื่อ 3 ปีที่แล้วด้วยมูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับกรณีผลกระทบของดีลนี้ต่อสวนสนุกเกาะแห่งการผจญภัย (The Islands of Adventure) ที่ใช้ตัวการ์ตูนของมาร์เวล โดยยูนิเวอร์เซิล สตูดิโอที่ออร์ลันโด ฟลอริดา ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับดิสนีย์ เวิลด์ในเบื้องต้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ได้ยกเลิกในส่วนของการแสดงบนเวที ร้านอาหารและตัวการ์ตูนที่เดินไปเดินมา เนื่องจากทางบริษัทแม่ยูนิเวอร์เซิล สตูดิโอ ฮอลลีวูดหมดสัญญากับทางมาร์เวล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ตั้งแต่ปี 2007 แล้ว โดยสวนสนุกของค่ายยูนิเวอร์เซิลที่จะเปิดตัวอย่างในปีหน้าที่สิงคโปร์และในปี 2012 ที่ดูไบ ยังไม่มีแผนสำหรับซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล ในขณะที่ญี่ปุ่นได้เปิดก่อนที่จะหมดสัญญา จะยังคงมีเครื่องเล่นไอ้แมงมุมอยู่เหมือนที่ฟลอริดาตามลิขสิทธิ์ ส่วนสวนสนุก ดูไบแลนด์ขนาดยักษ์ที่กำลังจะเปิดบางส่วนให้เข้าเล่นได้ ในปี 2012 คาดว่า ดิสนีย์จะเข้าเป็นผู้บริหารในส่วนของสวนสนุกซูเปอร์ฮีโร่แห่งมาร์เวลบนพื้นที่ 100 เอเคอร์ แทนที่จะเป็นยูนิเวอร์เซิล โดยขณะนี้มีเครื่องเล่น 3 ส่วน ที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ ได้แก่ เครื่องเล่น Flying with Spidey เครื่องเล่น Fantasticar และเครื่องเล่น X-Men: Danger Room
อย่างไรก็ดี Bob Iger ซีอีโอคนล่าสุดของค่ายดิสนีย์ยืนยันเคารพในสัญญาเดิมที่มาร์เวลทำไว้กับยูนิเวอร์เซิล ขณะเดียวคาดว่าจะเห็นตัวการ์ตูนของมาร์เวล ในสวนสนุกบางแห่งของดิสนีย์ด้วย ที่ผ่านมาดิสนีย์มีการเซ็นสัญญาใช้ตัวการ์ตูนของค่ายอื่นในสวนสนุก เช่น สตาร์วอร์ส (Star Wars) อินเดียนาโจนส์ (Indiana Jones) และนินจาเต่า (Teenage Mutant Ninja Turtles) รวมถึงการซื้อตัวการ์ตูนบางตัว เช่น เดอะ มัพเพทส์ (The Muppets) วินนี หมีพูห์ (Winnie the Pooh) และ ไมตี้ มอร์ฟฟิน พาวเวอร์เรนเจอร์ (Mighty Morphin Power Rangers)
หนังสือการ์ตูนมาร์เวล คอมมิกส์ (Marvel Comics) ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนถนนบันเทิงมายาวนานถึง 70 ปีฉบับแรกพิมพ์ในเดือนตุลาคม 1939 ภายใต้สำนักพิมพ์ ไทม์ลีย์ (Timely Publications) ที่ก่อตั้งโดย Martin Goodman การ์ตูนมาร์เวลฉบับแรกมีซูเปอร์ ฮีโร่นามว่า "Human Torch" เป็นผลงานของศิลปิน Carl Burgos และ "Namor the sub-Mariner" ผลงานของ Bill Everett ปรากฏกายเป็นครั้งแรก ยอดขายมาร์เวลฉบับแรกทะลุ 80,000 ฉบับ และพิมพ์ใหม่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน จำหน่ายได้ถึง 800,000 ฉบับ ต่อมาฉบับที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น Marvel Mystery Comics และในปี 1941 Joe Simon บรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์ร่วมมือกับ Jack Kirby สร้างซูเปอร์ฮีโร่ ตัวใหม่ชื่อ "Captain American" ฉบับนั้นมียอดขายเฉียด 1 ล้านฉบับ ทั้ง 3 ซูเปอร์ฮีโร่ ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาการ์ตูนตัวอื่นๆ ในช่วงยุคทองของหนังสือการ์ตูน
หลังจากที่ Joe Simon ออกจากบริษัทในปลายปี 1941 Goodman ได้แต่งตั้ง Stanley Lieber ซึ่งเป็นญาติภรรยาของเขาให้ทำหน้าที่บรรณาธิการชั่วคราวในส่วนของหนังสือการ์ตูน Stanley Lieber ใช้นามปากกาว่า "Stan Lee" ในการเขียนเรื่องการ์ตูน โดยเรื่องแรกคือ Captain America Comics ฉบับที่ 3 (พ.ค.1941) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เริ่มไม่เป็นที่นิยม Goodman จึงหันไปเน้นความหลากหลายในตัวการ์ตูนแนวอื่นแทน เช่น แนวสยองขวัญ แนวขำขัน แนวตะวันตก แนวลึกลับ แนวสอบสวน และแนวสงคราม เป็นต้น ภายใต้โลโกแอตลาส และขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์มากมาย มีทั้งนิตยสารและหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กที่ยังคงสร้างรายได้ดีอยู่ ในขณะที่ส่วนของหนังสือการ์ตูนซึ่งเป็นส่วนย่อยของบริษัท ไม่มีรายได้มากนัก Goodman จึงคิดที่จะปิดกิจการในส่วนนั้น เขาเริ่มเลิกจ้างศิลปิน และพนักงานหลายคน
Stan Lee ในฐานะบรรณาธิการบริหารขณะนั้นได้แต่สิ้นหวัง จนกระทั่ง Jack Kirby ซึ่งเป็นฟรีแลนซ์ในขณะนั้น มองเห็นอนาคตของหนังสือการ์ตูน จึงกลับมาช่วยกู้สถานการณ์ ร่วมกับ Stan Lee และเพื่อนศิลปินอีกหลาย คน จนทำให้ชื่อของหนังสือการ์ตูนมาร์เวลและซูเปอร์ฮีโร่ ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
Fantastic Four เป็นการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของมาร์เวลที่ Lee และ Kirby ร่วมกันสร้างในทศวรรษ 60 ตามมาด้วยซูเปอร์ฮีโร่ Hulk ซูเปอร์ฮีโร่ Iron Man ซูเปอร์ ฮีโร่ Thor และซูเปอร์ฮีโร่ X-Man นอกจากนั้น Lee กับ Bill Everett สร้างซูเปอร์ฮีโร่ Daredevil และ Lee กับ Steve Ditko สร้างซูเปอร์ฮีโร่ Doctor Strange และ ซูเปอร์ฮีโร่ไอ้แมงมุม Spider Man ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จที่สุดของมาร์เวล
เอกลักษณ์สำคัญของตัวการ์ตูนมาร์เวลคือการมีส่วนร่วมในสังคมสะท้อนความเป็นอยู่ในชีวิตจริงในปี 1971 รัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้ Stan Lee เขียนการ์ตูนเกี่ยวกับยาเสพติด เขาจึงเขียนไอ้แมงมุม 3 ตอน เกี่ยวกับภัยของยาเสพติด ใช้ชื่อตอนว่า "The Amazing Spider man" ฉบับที่ 96-98 (พ.ค.-ก.ค.1971) ซึ่งถูกแบนจากคณะกรรมการเซ็นเซอร์ แต่สำนักพิมพ์ยังพิมพ์ออกมาจำหน่ายอยู่ดี โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ
ในปี 1972 Goodman เกษียณ Stan Lee ได้รับตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากเขา เข้าสู่ยุค 80 บริษัทถูกขายต่อให้แก่คนนอกครอบครัวคือ บริษัท New World Entertainment และขายต่ออีกทอดให้แก่บริษัท Mac-Andrews and Forbes ของ Ronald Perelman ต่อมาในปี 1991 มาร์เวลเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและถูกศาลสั่งล้มละลายในปี 1996 และมีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ การ์ตูนมาร์เวลเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ด้วยการออกจากแผนล้มละลาย มีการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยการ์ตูนเล่มแรกในยุคนี้คือ X-Force ฉบับที่ 119 (ต.ค. 1991)
วันนี้ Stan Lee ในวัย 86 ปี แม้ไม่มีส่วนในการบริหาร แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติคุณภายหลังการเกษียณ และเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับทราบข่าวว่ามาร์เวลได้บ้านหลังใหม่คือ ดิสนีย์ ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่เขาตกหลุมรักมากที่สุด
"เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองบริษัท ดิสนีย์สร้างหนังได้ดี แต่ต้องมีตัวละครมาให้สร้าง ซึ่งมาร์เวลมีตัวการ์ตูนให้ เลือกกว่า 5,000 ตัว ตอนนี้ดิสนีย์ก็มีสิทธิสมบูรณ์ในตัวการ์ตูนทั้งหมด จำนวนครึ่งหนึ่งของตัวการ์ตูนเหล่านี้คงจะนำมาสร้างหนังดีๆ ได้หลายเรื่องแน่ๆ"
ข้อมูล
Disney Corporate, Los Angeles Times, Marvel Entertainment
|
|
 |
|
|