|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บลจ.ยูโอบีโดดหากำไรตลาดหุ้นไทยต่อ ส่งทาร์เก็ตฟันด์กองที่ 3 “ซุปเปอร์ สไตรค์ 3” ตั้งเป้าผลตอบแทน 10% ภายใน 1 ปี พร้อมชูจุดเด่นใช้ SET50 Future ป้องกันความเสี่ยง ส่วนภาวะการลงทุน เชื่อตลาดหุ้นไทยปรับฐานส่งผลดีในระยะยาว คาดว่าดัชนีทะลุ 800 จุดภายในปีหน้า
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดขายกองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 3 (UOBSS3) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 2 ปี เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีประมาณ 20 – 30 ตัว โดยเน้นลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน กลุ่มพาณิชย์ โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ 10% ภายใน 1 ปี หรือผลตอบแทนที่ 20% ภายใน 2 ปี โดยสามารถยกเลิกโครงการได้หากผลตอบแทนถึงเป้าหมายก่อนกำหนด โดยจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) และครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 5 – 12 พฤศจิกายน 2552 และมีมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 10,000 บาท
ทั้งนี้ กองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนคล้ายคลึงกับสองกองทุนแรกในซีรีส์เดียวกัน ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่สามารถถือหุ้นตั้งแต่ 0 – 100% และได้เพิ่มนโยบายลงทุนให้สามารถลงทุนใน SET50 Future ได้เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยที่ผ่านมา กองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 1 (UOBSS1) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 10.53% ภายใน 1 เดือนครึ่ง ขณะที่กองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 2 (UOBSS2) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 10.63% ภายใน 2 เดือนเศษ โดยคาดว่าการระดมทุนในครั้งนี้น่าจะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นจากกองทุน UOBSS2 ที่สามารถระดมทุนได้ 87 ล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกผู้จัดการกองทุนจะกำหนดาสัดส่วนการลงทุนในหุ้น และเงินสดโดยใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยรวม และจิตวิทยาในการลงทุน ประกอบกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจกำหนดสัดส่วน ส่วนที่สอง ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาเลือกหลักทรัพย์กลุ่มอุตสาหกรรม และน้ำหนักที่ลงทุน
โดยคำนึงปัจจัยพื้นฐาน สถานะของบริษัท ระดับราคา มูลค่าของบริษัท รวมถึงทิศทางและแนวโน้มชองบริษัทเป็นสำคัญ ส่วนที่สามการลงทุนใน SET50 Future นั้นผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาจากทิศทาง และแนวโน้มของตลาดโดยรวมว่าอยู่ในช่วงขาลงหรือปรับฐานหรือไม่ โดยจะเปิดสถานะ SET50 Future ไม่เกินมูลค่าหุ้นที่กองทุนลงทุน
นายวนา กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นในปัจจุบันมีการปรับฐาน เพราะว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมามีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีข่าวร้ายเข้ามา และดัชนีปรับลดลงจึงเป็นเรื่องดีในระยะยาว โดยนักลงทุนควรจับจังหวะการลงทุนดีๆ เพราะว่าดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวค่อนข้างมาก แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะมีข่าวดีเข้ามามาก โดยเฉพาะข่าวดีจากภูมิภาคเอเชียเอง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว จากที่นักลงทุนเคยวิตกกังวลว่าจะฟื้นตัวในรูปตัว U หรือ V Shape ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะทำอย่างไร หลังจากใช้สภาพคล่องไปค่อนข้างมาก
ส่วนการที่ตลาดหุ้นในปัจจุบันมีการปรับลดลงไปมองว่ายังน้อยกว่าการปรับตัวลดลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อตลาดหุ้นปรับขึ้นไปแรง จึงมีมีความเหมาะสมที่ตลาดหุ้นจะมีการปรับฐานบ้าง หากตลาดหุ้นปรับขึ้นไปแรง และไม่มีการปรับฐานเลยเมื่อดัชนีปรับลดลงก็จะปรับลงแรงเช่นเดียวกัน เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่มีต้นทุนในการลงทุนหุ้นต่ำ
แต่เมื่อนักลงทุนทยอยขายออกไปเป็นรอบๆ และกลับเข้ามาซื้ออีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนมีต้นทุนไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เมื่อซื้อขายหุ้นออกไปจะทำให้แรงขายเบาบาง
อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นในช่วงปลายปีนี้จะดีขึ้น เพราะว่าได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งในปัจจุบัน บลจ.หลายแห่งได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) ออกมากระตุ้นยอดขายค่อนข้างมาก เชื่อว่าอย่างน้อยแรงซื้อดังกล่าวจะช่วยให้ดัชนีปรับขึ้นไปได้โดยคาดว่าปีหน้าน่าเห็นดัชนีที่ระดับ 800 จุดได้
ทั้งนี้ โดยรวมปัจจัยระยะกลางปรับดีขึ้น ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะมีการปรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P) โดยมองว่า ธปท.มีข้อมูลค่อนข้างมาก และอาจจะเห็นว่าอาจเกิดฟองสบู่ขึ้นในบางอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นในปี 2553 แต่จะไม่ปรับขึ้นไปเร็ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
|
|
 |
|
|