Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTVผู้จัดการรายวัน3 พฤศจิกายน 2552
ยูโอบีโดดเก็งกำไรหุ้นไทย ออกทาร์เกตฟันด์1ปีให้ 10%             
 


   
search resources

วนา พูลผล
Investment
ยูโอบี (ไทย), บลจ.




บลจ.ยูโอบีโดดหากำไรตลาดหุ้นไทยต่อ ส่งทาร์เก็ตฟันด์กองที่ 3 “ซุปเปอร์ สไตรค์ 3” ตั้งเป้าผลตอบแทน 10% ภายใน 1 ปี พร้อมชูจุดเด่นใช้ SET50 Future ป้องกันความเสี่ยง ส่วนภาวะการลงทุน เชื่อตลาดหุ้นไทยปรับฐานส่งผลดีในระยะยาว คาดว่าดัชนีทะลุ 800 จุดภายในปีหน้า

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดขายกองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 3 (UOBSS3) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 2 ปี เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีประมาณ 20 – 30 ตัว โดยเน้นลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน กลุ่มพาณิชย์ โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ 10% ภายใน 1 ปี หรือผลตอบแทนที่ 20% ภายใน 2 ปี โดยสามารถยกเลิกโครงการได้หากผลตอบแทนถึงเป้าหมายก่อนกำหนด โดยจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) และครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 5 – 12 พฤศจิกายน 2552 และมีมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 10,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนคล้ายคลึงกับสองกองทุนแรกในซีรีส์เดียวกัน ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่สามารถถือหุ้นตั้งแต่ 0 – 100% และได้เพิ่มนโยบายลงทุนให้สามารถลงทุนใน SET50 Future ได้เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยที่ผ่านมา กองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 1 (UOBSS1) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 10.53% ภายใน 1 เดือนครึ่ง ขณะที่กองทุนเปิดยูโอบี ซุปเปอร์ สไตรค์ 2 (UOBSS2) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 10.63% ภายใน 2 เดือนเศษ โดยคาดว่าการระดมทุนในครั้งนี้น่าจะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นจากกองทุน UOBSS2 ที่สามารถระดมทุนได้ 87 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกผู้จัดการกองทุนจะกำหนดาสัดส่วนการลงทุนในหุ้น และเงินสดโดยใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยรวม และจิตวิทยาในการลงทุน ประกอบกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจกำหนดสัดส่วน ส่วนที่สอง ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาเลือกหลักทรัพย์กลุ่มอุตสาหกรรม และน้ำหนักที่ลงทุน

โดยคำนึงปัจจัยพื้นฐาน สถานะของบริษัท ระดับราคา มูลค่าของบริษัท รวมถึงทิศทางและแนวโน้มชองบริษัทเป็นสำคัญ ส่วนที่สามการลงทุนใน SET50 Future นั้นผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาจากทิศทาง และแนวโน้มของตลาดโดยรวมว่าอยู่ในช่วงขาลงหรือปรับฐานหรือไม่ โดยจะเปิดสถานะ SET50 Future ไม่เกินมูลค่าหุ้นที่กองทุนลงทุน

นายวนา กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นในปัจจุบันมีการปรับฐาน เพราะว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมามีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีข่าวร้ายเข้ามา และดัชนีปรับลดลงจึงเป็นเรื่องดีในระยะยาว โดยนักลงทุนควรจับจังหวะการลงทุนดีๆ เพราะว่าดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวค่อนข้างมาก แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะมีข่าวดีเข้ามามาก โดยเฉพาะข่าวดีจากภูมิภาคเอเชียเอง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว จากที่นักลงทุนเคยวิตกกังวลว่าจะฟื้นตัวในรูปตัว U หรือ V Shape ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะทำอย่างไร หลังจากใช้สภาพคล่องไปค่อนข้างมาก

ส่วนการที่ตลาดหุ้นในปัจจุบันมีการปรับลดลงไปมองว่ายังน้อยกว่าการปรับตัวลดลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อตลาดหุ้นปรับขึ้นไปแรง จึงมีมีความเหมาะสมที่ตลาดหุ้นจะมีการปรับฐานบ้าง หากตลาดหุ้นปรับขึ้นไปแรง และไม่มีการปรับฐานเลยเมื่อดัชนีปรับลดลงก็จะปรับลงแรงเช่นเดียวกัน เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่มีต้นทุนในการลงทุนหุ้นต่ำ

แต่เมื่อนักลงทุนทยอยขายออกไปเป็นรอบๆ และกลับเข้ามาซื้ออีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนมีต้นทุนไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เมื่อซื้อขายหุ้นออกไปจะทำให้แรงขายเบาบาง

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นในช่วงปลายปีนี้จะดีขึ้น เพราะว่าได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งในปัจจุบัน บลจ.หลายแห่งได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) ออกมากระตุ้นยอดขายค่อนข้างมาก เชื่อว่าอย่างน้อยแรงซื้อดังกล่าวจะช่วยให้ดัชนีปรับขึ้นไปได้โดยคาดว่าปีหน้าน่าเห็นดัชนีที่ระดับ 800 จุดได้

ทั้งนี้ โดยรวมปัจจัยระยะกลางปรับดีขึ้น ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะมีการปรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P) โดยมองว่า ธปท.มีข้อมูลค่อนข้างมาก และอาจจะเห็นว่าอาจเกิดฟองสบู่ขึ้นในบางอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นในปี 2553 แต่จะไม่ปรับขึ้นไปเร็ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us