|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เครื่องดื่มเปปทีน และบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกันจัดโครงการเตรียมสมอง ติวเข้ม Smarten ครั้งที่ 2 เขตภาคกลาง ระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม 2552 ซึ่งจัดติวให้แก่นักเรียนที่สนใจศึกษาต่อใน 6 คณะ ได้แก่ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บัญชี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมีนักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางกว่า 2,000 คน เดินทางเข้าร่วม
นั่นเป็นภาพบรรยากาศกิจกรรมที่เปปทีนพยายามสร้างขึ้น เพื่อทำการตลาดให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย
โครงการเตรียมสมอง ติวเข้ม Smarten ที่เวียนจัดทั่วประเทศ
"โครงการที่จัดขึ้นนี้ถือเป็นการปรับโฉมติวแนวใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่ใช่ สาขาที่ชอบ ด้วยระบบการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการสอบแกต (GAT) ที่เน้นการวัดผลความคิดวิเคราะห์ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่นักเรียนไม่คุ้นและไม่เคยฝึกการสอบลักษณะนี้มาก่อน นอกจากนี้ยังมีการจัดสอบตรงเฉพาะนักเรียนที่สนใจเข้าศึกษาต่อในคณะนั้นๆ เป็นการเฉพาะ อาทิ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เป็นต้น" ยอดมิตร ทองยงค์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เครื่องดื่มเสริมสุขภาพและฟังก์ชันนัล บริษัท โอสถสภา จำกัด
"เราได้นำปัญหาเหล่านี้มาวิเคราะห์จนสรุปผลได้ว่าจะช่วยเหลือนักเรียน ด้วยการเน้นการติวรูปแบบใหม่ที่เฉพาะเจาะจงเป็นคณะ แทนที่จะติวแบบเหมารวมทุกวิชา ซึ่งจะติวใน 11 คณะสำคัญที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อมากที่สุด และเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทเนชั่นฯ ในการจัดเตรียมอาจารย์ติวที่มีศักยภาพสูงในแต่ละคณะมาให้ความรู้แก่นักเรียน"
เปปทีนสร้างความแตกต่าง โดยติวบางคณะแบบ "เฉพาะเจาะจง"แทนการ "เหมารวม"
เป็นการเสริมความรู้เฉพาะทางเช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช วิศวะ บัญชี ฯลฯ
จากเดิมการติวในอดีตที่ผ่านมาอาจจะมีการติวเป็นรายวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
โครงการ "เตรียมสมอง ติวเข้ม Smarten" ที่ทยอยจัดขึ้นในแต่ละภาค จนจบโครงการแล้วจะมีนักเรียนเข้าร่วมติวไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน
ต้นตำรับที่บุกเบิกการติวเข้ามหาวิทยาลัย คือ "แบรนด์" ยอดซุปไก่
ต้นปีที่ผ่านมา แบรนด์ ได้จัด "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" ครบรอบ 20 ปี โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด โดยเป็นโครงการที่ช่วยติวเข้มและสรุปรวบยอดทั้งเคล็ดลับ และแนวข้อสอบ O&A Net แบบเจาะลึกข้อสอบสู่รั้วมหาวิทยาลัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยกำหนดให้มีการเรียนการสอนขึ้นถึง 7 วัน 7 วิชา มีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 40,000 คน
"แบรนด์" ของเซเรบอส มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่โฟกัสไปที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษามา ต่อเนื่องทั้ง "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" หรือ BRANDS Gen ที่จัดเวทีประลองไอเดีย อัจฉริยะ เฟ้นหาพลังสมองชั้นแนวหน้า
ส่วน มาม่า ก็มีโครงการ ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับมาม่า หรือโครงการติวมาม่า
โครงการติวเอนทรานซ์ให้กับน้องๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนลงสนามสอบแอดมิชชั่นให้กับเด็กมัธยมปลาย โดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้น ม.6 ทั้ง 4 ภาค ทั่วประเทศฟรี
ทั้งนี้ ทางโครงการติวมาม่าจะจัดสอน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เน้นการสอน O-Net และ A-Net โดย O-Net จะสรุปเนื้อหาการเรียนทั้ง 6 เทอม ส่วน A-Net จะสอนแบบเน้นวิเคราะห์โจทย์เป็นหลัก โดยจะจัดผ่านตัวแทนมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาค
ส่วนทางรัฐบาลก็มีติวเตอร์ ชาแนล ฝั่งอดีตนายกฯ ทักษิณ ก็จะมีช่องไว้กวดวิชาฟรี
แม่ะ! ใครๆ ก็ดูเหมือนจะใช้กวดวิชาเข้าช่วยกันหมด
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น บอกอะไรกับเราบ้าง??
บทวิเคราะห์
กวดวิชากลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนทุกคนที่ปรารถนาจะผ่านการสอบเอนทรานซ์เข้าสู่คณะในมหาวิทยาลัยที่ตนต้องการ ดังนั้นโรงเรียนกวดวิชาที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด จึงมีนักเรียนขึ้นมากมาย เหมือนกับแจกฟรียังไงยังงั้น
ดังนั้น อาจารย์สอนกวดวิชาชื่อดังจึงมีมนต์ขลังทางการตลาดสูงมาก
แบรนด์ดังๆ ของอาจารย์กวดวิชานั้น มีอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ เช่น เคมี อ.อุ๊ ฟิสิกส์ อ.ประกิตเผ่า อังกฤษ อ.สงวน ครูพี่แนน อ.ปิง ครูลิลลี่
ความสำเร็จของ ร.ร.กวดวิชาเหล่านี้เกิดจากความสำเร็จของนักเรียนที่สอบเข้าได้ในคณะดีๆ พูดกันปากต่อปาก จนกระทั่งกลายเป็นแบรนด์ และในที่สุดเมื่อนักเรียนจะกวดวิชาก็มีอาจารย์ที่อยู่ในใจอยู่แล้ว ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คน
อาจารย์ชื่อดังของ ร.ร.กวดวิชาต่างๆ จึงอยู่ในกฎ 95/5 คือแห่กันมาเรียนแบรนด์ดังๆเหล่านี้กันถึง 95% เหลือให้ ร.ร.โนเนมเพียง 5% หรืออาจต่ำกว่านั้น
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ร.ร.กวดวิชาต่างๆ ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนทั่วไทยได้
และนี่คือโอกาสทางการตลาดของแบรนด์ดังๆ ต่างๆ หรือกระทั่งโอกาสสำหรับนักการเมืองทั้งฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะ Demand มากกว่า Supply
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่จะเห็นแบรนด์ต่างๆ ใช้การกวดวิชาเป็นการส่งเสริมการขาย โดยโครงการเหล่านี้ไม่ใช่ CSR แต่เป็น Cause Related Marketing คือได้ผลทางการตลาดด้วย ยกตัวอย่างเช่น มาม่าติวนักเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถามว่าตอนดึกๆ ถ้าหิวขึ้นมา นักเรียนเหล่านี้จะไปกินไวไวกันหรือ
แบรนด์ยอดซุปไก่ บำรุงร่างกาย ตอนหลังพยายามสื่อว่าดื่มแบรนด์แล้วทำให้ฉลาด ทำแบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์ มาตั้งหลายเพลาแล้วเพื่อให้นักศึกษาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่อนักศึกษาเหล่านี้ติวไป เกิดอ่อนเพลียขึ้นมา พวกเขาจะดื่มอะไรนอกจากแบรนด์
และเมื่อนักศึกษาเหล่านี้เข้าซัมเมอร์แคมป์ และอัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูงกว่านักศึกษาที่ไม่ได้เข้าแคมป์ และเป็นไปได้ว่านักศึกษาเหล่านี้ต้องดื่มแบรนด์ด้วย Perception ที่ว่าดื่มแบรนด์แล้วฉลาด ก็อาจอยู่ในใจของกลุ่มนักศึกษา
ขณะที่เปปทีนเองก็วางตำแหน่งสินค้าไว้ว่ากินแล้วบำรุงสมอง ทำให้ฉลาดเหมือนกัน แต่พูดไม่ได้ ก็ใช้กลยุทธ์การกวดวิชาเช่นกัน เพียงแต่เปปทีนเน้นไปที่คณะที่เข้ายากๆ และเป็นที่ใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคนที่ฉลาดล้ำเท่านั้นจึงจะเข้าคณะเหล่านี้ได้
แน่นอนหากอัตราการเข้ามหาวิทยาลัยในคณะดีๆ ของผู้ที่ติวกวดวิชากับเปปทีนสูงมาก มีความเป็นไปได้ว่าดื่มเปปทีนแล้วฉลาด เพราะผู้เข้าร่วมการกวดวิชาต้องดื่มเปปทีนแน่นอน
สำหรับ ดร.ทักษิณ ย่อมรู้ว่าการกวดวิชานั้นเป็น A must การเปิดช่องกวดวิชาย่อมเป็นจุดขายที่ทำให้พ่อแม่ต้องติดจานแน่ๆ
ช่องกวดวิชาของรัฐบาลที่ขนบิ๊กเนมมาติวและดูได้ทั่วถึงทุกช่องทาง นอกจากจะสร้างผลงานแล้วก็ยังบล็อกพรรคเพื่อไทยได้อีกต่างหาก
|
|
 |
|
|