Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2546








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2546
เมืองหมาหอน             
โดย ธีรัส บุญ-หลง
 





"เฮ้ย! แดน เป็นอะไรไป ดูเหนื่อยๆ ยังไงก็ไม่รู้" ผมเอ่ยกล่าวทักแดเนียล เพื่อนคู่เวรคู่กรรมชาวไอริชของผมที่ดูท่าทางอิดโรยและสับสน ขอบตาเขาดูคล้ำๆ ขัดกับบุคลิกที่มีชีวิตชีวาแบบปกติของเขา ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตั้งแต่เรามาที่อิตาลีด้วยกันเพื่อมาทำ NDT (non-destructive testing) research ที่นี่เขาก็ดูเหมือนไร้ชีวิตจิตใจเข้าไปทุกที ขอบตาคล้ำขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ตัวเขาก็ซีดลงทุกวัน

"เรานอนไม่หลับน่ะ ฝันไม่ดีติดกันมาหลายวันแล้ว อย่าให้เราเล่าเลย" แดนกล่าว เมื่อไม่อยากให้ถาม ผมก็ไม่อยากกดดันเขา สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้มันสำคัญกว่าสิ่งไร้สาระเหล่านั้นมาก พวกเราควรจะมาพบ Julia ที่นี่ได้สักครึ่งชั่วโมงที่แล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นในขณะนี้คือเหล่าสาวกของ Marilyn Manson ชาว Goth ทั้งหลายที่แต่งดำทาหน้าขาว เจาะลิ้น เจาะจมูก และเจาะปาก พวกเขาดูมีความสุขและเหมือนกำลังรอคอยวงดนตรีวงโปรดของพวกเขา

"เรามาทำอะไรกันที่นี่" ผมถามตัวเอง จริงๆ แล้วผมก็เพิ่งจะรู้เมื่อ 6 ชั่วโมงก่อนหน้านี้นั่นเองว่าต้องไปตรวจสอบอาคารโบราณแถว Umbria Julia โทรมาหาผมเมื่อประมาณเที่ยงคืนเพื่อที่จะบอกว่า "นอนได้แล้ว เธอกับแดนต้องไป Umbria กับพวกฉันตอนหกโมงเช้า แล้วเจอกันที่สถานีรถไฟปลายทางสาย...ก็แล้วกัน" เมื่อมันเป็นงานพวกเราก็ต้องไปถึงแม้จะเพิ่งบอกและเป็นวันอาทิตย์ก็ตามทีกว่าจะเจอ Julia ก็ประมาณ 10 โมงแล้ว (มาตามนัดฉบับคนอิตาเลียน) เธอดูตกใจเช่นกันที่พวกเราอยู่ท่ามกลางสาวก Goth นับร้อย มันไม่ยากที่จะหาผมกับแดน เนื่องจากมีคนเพียง 2 คน ในที่นั้นที่ไม่ได้แต่งดำและทาหน้าขาว

10.30 น. เราก็ออกเดินทางไป Umbria ถนนทางหลวงในอิตาลีนั้นยังกับสนามแข่งรถ รถเฉี่ยวกันไปเฉี่ยวกันมาเป็นเรื่องปกติ กว่าจะถึงแถบ Umbria ก็ 3-4 โมงเย็นแล้ว เราไปหมู่บ้าน Campi ทันที

Campi เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เคยเจริญรุ่งเรืองสมัยโรมัน ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านที่มี่ชื่อเสียงสำหรับบ้านตากอากาศ มีผู้คนอาศัยถึงประมาณ 500 คน ทุกอย่างกลายเป็นอดีต เมื่อคนหนุ่มสาวเริ่มออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ คนจึงน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงประมาณ ค.ศ.1850 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้เมืองทั้งเมืองพังลงมาจนปัจจุบันมีผู้คนหลงเหลืออยู่เพียง 20 คนเท่านั้น

กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศอิตาลีได้ร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อทำการวิจัยและซ่อมแซมเมืองให้อยู่ในสภาพเดิม ทีมของพวกผมซึ่งประกอบด้วย Julia Marco Lorenzo Mossimo หัวหน้าทีมซึ่งเป็น Technician และผมกับแดน นักศึกษาไฟแรง ก็ได้ร่วมมือกับสองสถาปนิกสาวสวย Shrona กับ Benedetta จากกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อช่วยซ่อมแซมบูรณะโบสถ์เก่าแก่ของ Campi เพื่อที่ประเทศอิตาลีจะได้รักษาเมือง Campi ไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือหน้าต่างตามบ้านที่เมืองนี้จะมีขนาดเล็กครับ จริงๆ แล้ว ยิ่งหน้าต่างเล็กลงเท่าไร ก็หมายความว่าตัวตึกนั้นอายุจะเก่ามากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อนมีสงครามระหว่างแคว้น และเมืองต่างๆ มากมาย เมืองต่างๆ ส่วนมากจึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เช่น บนเขา โดยมีกำแพงหินขนาดใหญ่ โอบล้อมโดยรอบ หน้าต่างบานเล็กนี้เอาไว้ป้องกันอันตรายจากศัตรูที่มาโจมตีจากคมหอกหรืออาวุธต่างๆ ที่ยิงเข้ามา นอกจากนั้นในฤดูหนาวยังใช้ป้องกันอากาศอันหนาวเหน็บและทำให้เก็บความร้อนในห้องที่อยู่อาศัยได้ดีขึ้นอีก

รัฐบาลอิตาลีให้ความสำคัญกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาก ผู้คนก็สนใจสิ่งเหล่านี้ เพราะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติตัวเองและช่วยกันอนุรักษ์บ้านเมืองอีกด้วย งานด้านนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากจนเดี๋ยวนี้มีหลายๆ คนที่อยากเรียนและเป็น Specialist ด้านนี้ครับ รัฐบาลไทยน่าจะเอาอย่างนะครับ เพราะของเราดีๆ ที่ยังไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังยังมีอีกมาก

พวกเราต้องเริ่มทำงานทันทีที่ถึง แม้จะมีเวลาแค่เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้นที่จะเก็บข้อมูล ในขณะเดียวกันเราต้องทำ NDT กับอีก 2 หมู่บ้านข้างๆ ด้วยอย่างแรกที่ทุกคนต้องทำคือหารอยร้าวจากตัวตึก ตัวโบสถ์ต่างๆ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ กับทำแผนที่รอยร้าวบนภาพเล็กๆ คนในหมู่บ้านมีแต่อายุมากแล้ว พวกเขาไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเรามากนัก

Campi อยู่ท่ามกลางหุบเขามีทิวทัศน์อันสวยงาม พวกเราทำงานกันเพลินจนประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่ม ก็ต้องหาที่พัก หมู่บ้านเริ่มมืดสนิท (ที่ยุโรปหน้าร้อนจะมืดช้าครับ) ผู้คนในหมู่บ้านรีบเข้านอนเหมือนจะหลบซ่อนจากบางสิ่ง เสียงหมาหอนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ดังมากเหลือเกินไม่ทราบว่ามาจากไหน ในหมู่บ้านก็มีหมาแค่ตัวเดียว พวกเราก็ไม่คิดอะไร จนมองขึ้นไปเห็น พระจันทร์เต็มดวง...สีเลือด

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us