|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บล.บีฟิท เตือนนักลงทุน ดัชนีแตะ 747 จุด รีบขายกำไรก่อนปรับตัวลดลงแรง เหตุที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและเร็วเกินไป จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ แนะนำรอซื้อที่ 650 จุด ชูหุ้นกลุ่มสื่อสาร -รับเหมาก่อสร้างน่าสนใจมากสุด เพราะความชัดเจนของใบอนุญาต3จี และโครงการไทยเข้มแข็งหนุนรายได้ - กำไรโต
นายอภิสิทธิ์ ลิมศุภนาค นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท จำกัด (มหาชน)หรือ BSEC เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาจากการมีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตามาจากการที่ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 740 กว่าจุด และมีค่าP/ Eที่ 29-30 เท่า นั้นถือว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและเร็วกว่าที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส3/52 จะออกมา ซึ่งในสัปดาห์นี้ หรือ สัปดาห์หน้าเชื่อว่าดัชนีจะมีความผันผวนสูง โดยอาจปรับตัวเพิ่มสูง และอาจจะปรับตัวลดลงแรงเช่นกันเพื่อพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังหากดัชนีแตะ 747 จุด และมูลค่าการซื้อขายสูง 3-4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นนักลงทุนที่มีการลงทุนระยะกลางควรที่จะขายทำกำไรออกมา
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าหุ้นที่จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 650-670 จุด ซึ่งเป็นจังหวะที่จะเข้าไปทยอยซื้อลงทุน ในกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2553 จะผันผวนอยู่ที่ระดับ 563-878 จุด และคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้น 17.20% จากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 34.90% จากปี2551 ซึ่งปีนี้ที่มีการเติบโตสูงขึ้นเพราะ ฐานกำไรของปีก่อนนั้นต่ำมาก จากได้รับผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลก
นายเอกพิทยา เอี่ยมมงเอก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.บีฟิท กล่าวว่า นักลงทุนที่จะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นควรรอเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดมีการปรับตัวลดลงในรอบนี้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปลงทุน โดยกลุ่มที่น่าเข้าไปนั้น มี2 กลุ่ม คือ สื่อสาร และรับเหมาก่อสร้าง
โดยกลุ่มสื่อสารจะได้รับผลดี จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)ที่จะมีการพิจารณาให้ใบอนุญาต 3Gในต้นปีหน้า อีกทั้งจะมีการยื่นประมูลใบอนุญาตในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะทำให้รายได้ของกลุ่มนี้ปรับตัวดีขึ้นจากการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)และ กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)ลดลง และจะมีรายได้จากการให้บริการข้อมูลเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับผลดีจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีงบในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน1.14 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 73% ของงบลงทุนที่จะใช้ทั้งหมด โดยจะทำให้ปีหน้าผลประกอบการของกลุ่มนี้น่าจะดีขึ้น จึงแนะนำซื้อ ITD CK STEC
ขณะที่หุ้นกลุ่ม พลังงาน ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ นั้นยังไม่แนะนำให้เข้าไปลงทุน เพราะ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถึงแม้ในช่วงไตมาส4/52 ยอดการปล่อยสินเชื่อของแบงก์จะดี และปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้าที่ผลประกอบการจะออกมาแล้ว
สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีนั้นได้รับผลกระทบจากกรณีมาบตาพุดทำให้หลายโครงการมีการดำเนินการล่าช้ากระทบกับการเติบโตรายได้และกำไรในอนาคต และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงหากรัฐไม่ต่ออายุมาตรการภาษีอสังหาฯในปีหน้า ซึ่งจะทำให้กำไรของกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง
“การประมาณการความเสียหายจากของกลุ่มปตท.ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีมาบตาพุดแต่ละบล.จะประเมินแตกต่างกันแล้วแต่จะใช้วิธีประเมินอย่างไร ซึ่งบริษัทมองว่าหากโครงการล่าช้าไป 1 ปี จะทำให้รายได้และกำไรลดลง แต่หากกรณีมาบตาพุดจบเร็วแล้วกว่าที่คาดก็จะทำให้ผลกระทบต่อรายได้และกำไร ลดลง ”นายเอกพิทยา กล่าว
|
|
 |
|
|