|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ไทยพาณิย์เปิดตัวรุกสินเชื่อรถยนต์เต็มสูบปีหน้า ลั่นพร้อมลุยทั้งปล่อยสินเชื่อใหม่และซื้อพอร์ต หวังแซงเจ้าเก่าครองมาเก็ตแชร์อันดับ 1 ภายใน 3 ปี ด้าน"ทิสโก้"ไม่สนขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง เน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจมากกว่า คาด 4 เดือนที่เหลือแข่งขันสูง หลังยอดซื้อรถเริ่มกระเตื้อง
นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)(SCB) กล่าวว่า ธนาคารมีแผนการที่จะรุกธุรกิจสินเชื่อรถยนต์แบบเต็มตัวในปี 2553 โดยมั่นใจว่าภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ ธนาคารจะสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์เหนือผู้นำตลาดใน ปัจจุบันอย่าง กลุ่มทุนธนชาต (TCAP) และทิสโก้ (TISCO) ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 3 ของธุรกิจนี้
“ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไรเป้าหมายของเราคือการเป็นเบอร์หนึ่งเท่านั้น ดังนั้นในปีหน้าเราจะรุกธุรกิจลิสซิ่งแบบเต็มตัว และภายใน 3 ปี เราจะต้องเป็นผู้นำของธุรกิจนี้เหนือทั้ง TCAP และ TISCO และเราจะทำได้อย่างแน่นอน” นายญนน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ธนาคารยังไม่สามารถบอกได้ว่าการที่จะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจลิ สซิ่งนั้น จะเป็นการเติบโตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเติบโตจากการซื้อพอร์ตเช่าซื้อ หรือการเทคโอเวอร์กิจการ เพราะเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้น เพราะเมื่อถึงเวลานั้นมีคนพร้อมขายธุรกิจให้กับเราด้วยราคาที่เหมาะสม เราก็จะใช้วิธีการซื้อกิจการเพื่อผลักดันให้เราเติบแบบก้าวกระโดด แต่หากไม่มีใครพร้อมขายเราก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเอง
"การจะเติบโตนั้นมันเป็นไปได้ทุกทาง ทั้งโตด้วยตัวเอง หรือเทคโอเวอร์ธุรกิจ ถ้าหากมีใครอยากขายธุรกิจเราก็พร้อมเข้าซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็น ประโยชน์กับเรา ซึ่งวิธีนี้เราจะโตแบบรวดเร็ว และหลายแบงก์ก็ทำกัน แต่ถ้าไม่มีใครขายเราก็เติบได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว” นายญนน์ กล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะเน้นการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ให้กับกลุ่มรถยนต์ใหม่ และรถเก๋งเป็นหลัก เนื่องจากในปีหน้าเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาของปีนี้จะเห็นว่าตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ใหม่และรถเก๋งมี สัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ในส่วนของรถกะบะยังมีสัญญาณชะลออยู่
ทิสโก้คาด4เดือนที่เหลือแข่งดุ
ด้านนายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ รองกรรมการอำนวยการ บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชี่ยล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ธนาคารไทยพาณิชย์เตรียมลงมาแข่งขันในธุรกิจลิสซิ่งนั้น จะทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในธุรกิจดังกล่าวทั้งเรื่องของราคา และการแย่งลูกค้าที่มีคุณภาพดี เพราะการที่มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ลงมาร่วมแข่งขันในธุรกิจนี้จะทำให้การ แข่งขันมีความรุนแรงมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทิสโก้เอง ไม่ได้ให้ความสนใจว่าคู่แข่งรายไหนจะเป็นเบอร์หนึ่ง แต่จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจมากกว่า โดยปัจจุบันทิสโก้อยู่ในอันดับ 2 ของธุรกิจลิสซิ่ง ซึ่งมีจำนวนฐานสินเชื่อเช่าซื้อประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และมีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ในส่วนของสินเชื่อรถยนต์ใหม่อยู่ที่ 14%
ทั้งนี้ การที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีข้อได้เปรียบจากการเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดกลาง แต่ต้นทุนด้านอื่นของของธนาคารขนาดใหญ่มีระดับที่สูงกว่าธนาคารขนาดกลาง ดังนั้นการแข่งขันจึงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์เป็นสำคัญ ทั้งเรื่องการบริหารต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการให้บริการกับลูกค้า โดยปัจจุบันทิสโก้มีต้นทุนในการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 50-55% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจะไม่เสียเปรียบในการแข่งขันมากนัก
ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้มองว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กและรถประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวดึงให้กำลังซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคกลับคืนมา และจะส่งผลให้มีการแข่งขันทางสินเชื่อเช่าซื้อที่รุนแรงมากขึ้น และอาจต้องใช้วิธีกาแข่งขันเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันใน ช่วง 4 เดือนที่เหลือนี้
รับจำนวนสาขาไม่โตตามเป้า
นายนะเพ็งพาแสง กฤษณามระ รองผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการขายและบริการ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สาขาต่างประเทศของธนาคารในปัจจุบันยังคงมีการเติบโตแบบทรงตัว ซึ่งธนาคารเองก็เหลือสาขาดังกล่าวในต่างประเทศเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น คือที่ประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยสาขาต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในกัมพูชายังคงทำรายได้ให้กับธนาคารอยู่ใน ระดับพอสมควร จากการปล่อยสินเชื่อวงเงินลงทุนให้กับนักลงทุนไทยที่ไปทำธุรกิจ แต่ยอดการปล่อยสินเชื่อยังไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ เพราะบริษัทที่ไปทำธุรกิจที่กัมพูชายังลงทุนไม่เต็มที่เท่าที่ควร เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังมีความผันผวนอยู่
ส่วนด้านสาขาของธนาคารในประเทศไทยในสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 975 สาขาทั่วประเทศ โดยยอมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ต้องการขยายสาขาเพิ่มใน ปีให้ครบ 1,000 สาขา เนื่องจากยังไม่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อการเปิดสาขาตามที่ธนาคารวางแผนไว้ อีกทั้งได้มีสาขาที่ทยอยปิดไป 2-3 แห่ง จากการที่ผลการดำเนินงานต้องประสบกับภาวะขาดทุนและมีบางสถานที่เริ่มมีทำเล ที่ไม่ดี
แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,000 สาขาในไตรมาส 1 ส่วนอีก 3 ไตรมาสที่เหลือจะพยายามขยายให้เกินกว่า 1,000 สาขา โดยคาดว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้าผลการดำเนินงานของทุกสาขาจะถึงจุดคุ้มทุน
|
|
 |
|
|