เชลล์ประเทศไทยแนะนำฟอร์มูล่าเชลล์ผลมสปาร์คเอดเดอร์ ซึ่งหวังจะเป็นหมัดเด็ดในการเพิ่มพูนส่วนแบ่งตลาดน้ำมันเบนซินซูเปอร์เมื่อปลายเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา
โดยมีการแถลงข่าวข้ามทวีปให้เหล่าผู้สื่อข่าวที่ล้วนแล้วแต่เป็นระดับอาวุโสซึ่งได้รับเชิญให้ไปชมความก้าวหน้าของเชลล์ที่ยุโรปและอังกฤษ
ถัดจากนั้นเชลล์ก็โหมโฆษณาอย่างหนักหน่วง
จากนั้นเพียง 4 เดือนเชลล์ก็ประสบมรสุมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ฟอร์มูล่าเชลล์มีปัญหากับรถยนต์ถึง
4,000 คันก็จะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และจำนวนรถยนต์ที่ประสบปัญหามีเพียง
0.002% เท่านั้นก็ตาม แต่ด้วยคำแนะนำแกมบังคับจากบริษัทแม่ อนุจินต์ สุพล
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของเชลล์คนไทยคนแรกจึงต้องจัดแถลงข่าวการถอนฟอร์มูล่าเชลล์อย่างกะทันหัน
"มันเป็นการรักษาภาพพจน์ที่ดีในแง่ความรับผิดชอบต่อสาธารณชน" นักการตลาดระดับอ๋องคนหนึ่งวิจารณ์
บรรดานักการตลาดต่างพากันสรรเสริญการกระทำของเชลล์ในครั้งนั้นกันเอิกเกริก
แต่สำหรับเหล่าคู่แข่งแล้วมันคือช่วงเวลาทองที่หาได้ยากยิ่ง
ขนาดโค้กเพียงกะพริบตาก็ถูกเป๊ปซี่รุมขย้ำ แล้วเชลล์พลาดครั้งนี้เสมือนกับเชลล์ต้องไปผ่าต้อทีเดียว
ก็ลองเปรียบดูเถอะว่าจะกระอักขนาดไหน
รุ่งขึ้นภายหลังการประกาศถอนฟอร์มูล่าเชลล์เพียง 1 วัน การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
(ปตท.) แนะนำน้ำมันเบนซินสูตรใหม่ "พีทีที ไฮออคเทน" ซึ่งมีค่าออคเทนสูงถึง
97 ราวกับจะล่วงรู้ว่าเชลล์จะพลาด "เราไม่รู้เลยว่าเชลล์จะเกิดปัญหาและขออนุญาตไม่กล่าวถึงเขา"
ระดับบริหารคนหนึ่งของ ปตท. บอก
ปตท. สร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อทวีส่วนแบ่งตลาดซึ่งเป็นรองยักษ์ต่างชาติอยู่หลายขุม
แต่ความโดดเด่นในผลิตภัณฑ์ของ ปตท. เสมือนดาบสองคมย้อนกลับมาทิ่มแทงเมื่อคาลเท็กซ์ตอบโต้
ปตท. ทันควันด้วยการกล่าวว่ารถยนต์ในเมืองไทยไม่เหมาะกับออคเทนสูง ๆ ซึ่ง
ปตท. ก็ต้องเหนื่อยกับการตอบโต้ข้อสงสัยนี้ไม่น้อย
คาลเท็กซ์หลังจากกระหน่ำ ปตท. เบาะ ๆ แล้วก็หันมาทุ่มโฆษณา คาลเท็กซ์ ซีเอ็กซ์-3
ที่คาลเท็กซ์ถือเป็นไม้ตายที่ภูมิใจมาก ๆ ตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยน
ห้วงเวลานี้ถ้าใครคิดจะเข้ายุทธจักรน้ำมัน ก็ต้องเพียบพร้อมทุกด้านจริงๆ
เพราะยุทธจักรนี้เสือสิงห์กระทิงแรดเพียงใด ดูง่าย ๆ จากการพันตูข้างต้นก็คงเห็นชัด
และแล้วก็ปรากฏ "ผู้มาใหม่ อีกราย นั่นคือโมบิล (ประเทศไทย) เจ้าของโลโก้ปิกาซุส
ผู้หาญทาบเสือสิงห์กระทิงแรด
อันที่จริงโมบิล จะว่าใหม่ก็ไม่ใหม่ทีเดียว
โมบิลเคยเข้ามาเมืองไทยเมื่อ 94 ปีที่แล้วเมื่อครั้งร่วมกับบริษัทเอกซอน
ในชื่อสแตนดาร์ดแวคคัม ออยล์ แต่ต่อมาภายหลังเนื่องจากบริษัทนี้มหึมาเกินไปจึงถูกเงื้อมมือของแอนตี้ทรัสต์ลอร์ของสหรัฐฯ
บีบให้แยกบริษัทออกเป็น 2 บริษัท
คือเป็นเอกซอนหรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเอสโซ่เจ้าของโลโก้เสือพลังสูงและโมบิลออยล์ม้าบินนั่นเอง
เมื่อแยกออกจากกันบริษัททั้งสองยังคงถ้อยทีถ้อยอาศัยมีการแบ่งตลาดแต่ละประเทศไม่ก้าวก่ายกัน
โมบิลเข้ายึดหัวหาดที่ฟิลิปปินส์และสิงค์โปร์ ส่วนเอกซอน (หรือเอสโซ่)
ครองความเป็นเจ้าในเมืองไทย
แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจไม่มีข้อตกลงใดเป็นนิรันดร์ การเติบโตของตลาดน้ำมันเมืองไทยหอมหวนจนโมบิลอดใจไว้ไม่อยู่กระทั่วต้องหวนกลับมาอีกเมื่อปี
2510 แต่โมบิลก็มิอาจเจาะตลาดเมืองไทยได้ดังหวัง "ไม่แปลกหรอกเพราะบรรดาเจ้าตลาดที่มีอยู่ต่างก็ปกป้องตลาดอย่างแข็งขัน
ยากมากที่โมบิลจะเจาะได้" คนในวงการน้ำมันเล่าให้ฟัง
การเข้ามาของโมบิลจึงมีลักษณะเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ไม่ฟู่ฟ่าเท่าที่ควร โมบิลไปได้สวยในตลาดน้ำมันเครื่อง
ซึ่งก็มีมูลค่าการตลาดไม่สูงมากนัก เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่แล้ว
ดังนั้นการบุกตลาดของโมบิลในครั้งใหม่ล่าสุดนี้จึงมีการตระเตรียมอย่างพรักพร้อมตั้งแต่การเลือกพาร์ทเนอร์เจ้าถิ่นซึ่งก็คือสยามสหบริการ
สยามสหบริการ ก่อตั้งเมื่อปี 2520 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท วัตถุประสงค์เริ่มแรกคือการประกอบกิจการรับส่งสินค้าคนโดยสารและสิ่งของอื่น
ๆ โดยทางบก น้ำ และอากาศ ผู้ถือหุ้นในยุคแรกมี 55 คน
ปี 2526 เพิ่มทุนเป็น 10 ล้านบาท และในปีนี้เอง มงคล สิมะโรจน์ เข้าถือหุ้นด้วยและเป็นกรรมการ
ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับการที่เขาสอบตก ส.ส. ที่เขตพระโขนง จึงมีเวลาทุ่มเทให้ธุรกิจหลังจากที่น้องชายต้องกระโดดโลดเต้นตามลำพังมานาน
และในปี 2527 เพิ่มทุนเป็น 15 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 85 คน ปี 2528
ได้มีการเพิ่มวัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นรับเจาะและจำหน่ายน้ำบาดาลและที่สำคัญคือจำหน่ายและเป็นตัวแทนจำหน่าย,
สั่งเข้ามาจำหน่ายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นทุกชนิด
เรียกว่าตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมาสยามสหบริการนอกจากจะประกอบกิจการขนส่งสินค้าแล้วยังได้ใบอนุญาติค้าน้ำมันอีกด้วย
สยามสหบริการมีข้อได้เปรียบที่ประกอบกิจการขนส่งจึงมีเรือเป็นของตนเองสำหรับบรรทุกน้ำมันอยู่หลายลำ
อาทิ สยามนที สยามนลิน สยามวานิช สยามวารินทร์ และสยามนาวิน รวม ๆ แล้วมีระวางบรรทุกได้
2,876 ตัน สยามสหบริการได้นำเข้าน้ำมันจากโรงกลั่นโมบิลที่สิงคโปร์ สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้มากพอสมควร
เดือนเมษายน 2529 มีกรรมการเข้าใหม่ 5 คนที่น่าสนใจคือ ชาติเชื้อ กรรณสูต
เจ้าพ่อช่อง 7 สี และอีก 1 เดือนต่อมาก็มีการเพิ่มทุนรวดเดียว 60 ล้านบาทเป็น
75 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 74 คน
ปีถัดมาเพิ่มทุนเป็น 82,500,000 บาทและมีกรรมการเพิ่มสองคนคือ อุปจิต วสุรัตน์
ลูกชายของ อบ วสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและอดีตประธานกรรมการบริษัทวิทยาคมส่วนอีกคนคือ
อำพล สุนทรเวช
กรรมการที่เข้าใหม่แสดงนัยสำคัญว่ามงคลเริ่มหาหุ้นส่วนที่มีแบ๊คหนุนหลังอันเข้มแข็งทางการเงิน
ไม่ว่าจะเป็น ชาติเชื้อ กรรณสูต ที่แนบแน่นอยู่กับแบงก์กรุงศรีอยุธยา หรือ
อุปจิต วสุรัตน์ที่มีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐี หากเหลียวมองด้าน อำพล สุนทรเวช
ที่เป็นกรรมการอยู่ด้วยอาจบอกเป็นนัย ๆ ว่าสายสัมพันธ์ของเสี่ยหมงกับสมัครยังคงมีเยื่อใยอยู่เหนียวแน่น
ในช่วงเวลานี้เองที่มงคลเริ่มติดต่อกับทางโมบิลในการร่วมทำธุรกิจกับทางโมบิลและจะสร้างปั๊มน้ำมันของตนเองซึ่งคนในวงการปรามาสว่า
"ไม่มีทางเป็นไปได้"
แต่เสี่ยหมงก็ทำให้มันเป็นไปแล้ว มีการเพิ่มทุนอีกครั้งเป็น 200 ล้านบาท
และแตกหุ้นเป็นหุ้นละ 10 บาท พร้อม ๆ กับแผนการร่วมมือก็ได้ถูกวางอย่างไม่เงียบเท่าใดนัก
และในที่สุดก็ประกาศร่วมมือกับโมบิลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา
โครงการร่วมมือกันถูกวางไว้อย่างสวยหรูแต่ในขั้นแรกจะเป็นการให้ลิขสิทธิ์การใช้ชื่อม้าบินและถัดมาจะเป็นการร่วมทุนระหว่างโมบิลกับสยามสหบริการ
นอกจากนี้เสี่ยหมงยังมีแผนจะนำสยามสหบริการเข้าตลาดหลักทรัพย์และเพิ่มทุนเป็น
1,000 ล้านโดยจะกระจายให้หุ้นเป็นบริษัทมหาชนให้ได้ด้วย "เพื่อหวังว่าผู้ถือหุ้นก็ต้องใช้น้ำมันของเขา"
คนในวงการทายใจ
แต่หลายคนวิเคราะห์ว่าการเป็นบริษัทน้ำมันมหาชนในทรรศนะของมงคลยังไม่น่าจะเป็นไปได้
"เขากระจายหุ้นไปมาก ๆ ไม่ได้เพราะเขาต้องรักษาอำนาจทางการบริหารอยู่
อย่างมากก็เพียงโฆษณาเท่านั้น"
มีธนาคารอย่างน้อยสองธนาคารที่หนุนหลังสยามสหบริการอยู่คือกรุงศรีอยุธยาโดยผ่าน
ชาติเชื้อ กรรมสูต และเห็นได้จากเอ็ตโก้เป็นผู้จำหน่ายหุ้นด้วยส่วนหนึ่ง
อีกธนาคารนั้นคาดกันว่าคือ ธนาคารกรุงเทพซึ่งสินเอเชียเป็นผู้ขายหุ้นให้สยามสหบริการอีกรายหนึ่งในอัตราส่วนที่มากกว่าเอ็ตโก้ด้วยซ้ำ
และยิ่งโยงไปถึงการที่ชาตรีแผ่ขยายปีกไปสู่ธุรกิจต่าง ๆ ยิ่งฉายภาพความเป็นนักเซ็งลี้ของเขา
ประจวบกับการเข้ามาเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพของประยูร คงคาทอง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเอสโซ่ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่าคิด?
การเข้ามาของประยูรนั้นชาตรีบอกว่าเพื่อจะเป็นมือด้านการตลาดของแบงก์กรุงเทพแต่ผู้สันทัดกรณีทำนายว่าเขาจะมาเป็นขุนพลคนที่
5 ของชาตรีในการสยายปีกไปสู่ธุรกิจต่าง ๆ และธุรกิจที่ชาตรีจับตาอยู่คือธุรกิจน้ำมันเห็นได้จากการที่สหายสนิทของเขาคือ
สว่าง เลาหทัย เคยคิดที่จะประกอบธุรกิจน้ำมันอยู่พักใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าเขาออกหน้าแทนชาตรี
ทางด้านโมบิลนั้นให้เครดิตแก่สยามสหบริการยาวนานถึง 3 เดือนและยังให้เลตเตอร์
ออฟคอมฟอร์ตด้วย
เรียกว่าด้านเงินทุนก็มีสองธนาคารหนุน ส่วนด้านผลิตภัณฑ์มีโมบิลทุ่มให้สุดตัว
งานนี้คงจะสัประยุทธ์กันอย่างถึงพริกถึงขิงแน่ ๆ ซึ่งขณะนี้สงครามเฉพาะหน้าก็คือการชิงปั๊มกันอย่างหนักหน่วงเพื่อขยายปริมณฑลของ
OUTLET
สำหรับเสือสิงห์กระทิงแรดที่อยู่ในตลาดมาก่อนที่สู้ก็จะต้องสู้กันต่อไป
ส่วนที่จะต้องคุมกำเนิดก็คงจะมองข้ามไม่ได้เสียแล้ว