หากพลิกปูมชีวิตแต่หนหลังต้องยอมรับว่าคนแซ่โค้วผู้นี้นับเป็นนักต่อสู้ที่ทรหดอดทนคนหนึ่ง
เพียงมรดกความจนที่พ่อแม่สร้างสมไว้ให้ ทำให้ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก
ๆ เมื่ออายุ 19 ปีถูกเจ้าของห้องแถวขับไล่ต้องพาแม่แก่ ๆ อพยพที่ซุกหัวนอนอย่างยากที่จะลืมไปจากหัวใจ
เริ่มต้นทำมาค้าขายด้วยเงิน 80 บาท โดยเช่าแผงลอยในตลาดสดขายของชำ ด้วยความขยันขันแข็งและปณิธานที่จะเอาชนะคนที่เคยรุกรานหัวใจ
จึงพยายามเก็บหอมรอบริบเงินได้ก้อนหนึ่งนำไปซื้อที่ดินพร้อมสร้างห้องแถวเพื่อขยับขยายการค้าได้
2 คูหาโดยตั้งชื่อร้านใหม่ว่า "เสริมไทย"
ร้านใหม่นี้นอกจะขายของชำแล้วยังขายเครื่องเขียน แบบเรียนต่าง ๆ อีกด้วย
โดยเป็นตัวแทนขององค์การค้าคุรุสภา ต่อมาขยายการค้าเป็นตัวแทนองค์การเภสัชกรรมอีกทางหนึ่ง
กิจการค้าเจริญรุดหน้าจนแปรผันชีวิตเด็กกะโปโลอย่างเขาให้กลายเป็นเจ้าสัวชั้นนำของจังหวัด
ช่วงชีวิตที่พุ่งสุดขีดก็ในราวปี 2509 ที่มหาสารคามได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยครูขึ้น
จำนวนนักศึกษาครูที่ไหลบ่าจากทั่วทุกแห่งหน ทำให้ชาวบ้านชาวช่องที่เคยทำไร่ไถ่นาคิดจะหันมาเป็นเจ้าของรถโดยสารแต่ส่วนใหญ่ติดขัดที่ไม่มีเงินทุน
ดังนั้นจึงได้นำเอาที่ดินมาจำนองกับคนแซ่โค้วผู้นี้
"เศรษฐีคนอื่นไม่มีใครกล้ารับ แต่คุณจิรศักดิ์แกเอา อาศัยเงินหมุนจากธนาคารไปจ่ายค่ารถให้กับชาวบ้าน
ปรากฏว่าเพียงปีเดียวแกกลายเป็นเจ้าของที่ดินกว่า 200 ไร่และต่อมาก็ขยายขึ้นเรื่อย
ๆ จนพูดได้ว่า กว่า 3 ใน 4 ที่ดินของมหาสารคามเป็นของแกทั้งสิ้น" ผู้ใกล้ชิดของจิรศักดิ์กล่าว
นอกจากจะหันมาเป็นนักค้าที่ดิน ในปี 2512 ยังได้สร้างกิจการหอพักขึ้นอีกหลายแห่งตามแนวที่ตั้งของวิทยาลัยครู
วิทยาลัยพลศึกษา และ มศว. เนื่องจากในปีนั้นมหาสารคามคับคั่งไปด้วยจำนวนนักศึกษาซึ่งที่ดินตั้งวิทยาลัยพลศึกษานั้น
จิรศักดิ์ยกให้ทางราชการฟรี ๆ
ในระหว่างนี้เองที่เริ่มรู้จักกับวินิจ อุดรพิมพ์ ซึ่งก็เป็นลูกหลายคหบดีชื่อดังของเมืองนี้เช่นกัน
โดยขณะนั้นวินิจเป็นผู้จัดการ แบงก์กรุงไทย มหาสารคาม ประมาณปี 2515 เกียรติ
นาคพงษ์ เจ้าของโรงเรียน เรืองศิลป์วิทยา ซึ่งเป็นญาติกับ ส.ส. จำลอง ดาวเรือง
(อดีต 4 รมต.ที่ถูกเก็บ) ได้ติดต่อขอขายโรงเรียน
ด้วยแรงสนับสนุนจากวินิจที่ว่าต้องการเงินเท่าไรขอให้บอก จึงทำให้กลายเป็นเจ้าของโรงเรียน
และยังไปรับโอนกิจการโรงเรียน สตรีศรีสารคาม ที่ยอบแยบมาอีกแห่ง จากนั้นจึงจับทั้งสองมาร่วมกัน
ตั้งชื่อใหม่ว่า "โรงเรียนคณาสวัสดิ์ศึกษา" และ "โรงเรียนคณาสวัสดิ์พาณิชยการ"
พร้อมกันนี้ตัวจิรศักด์ก็เรียนครูภาคค่ำไปในตัว
จะเป็นเพราะถูกโฉลกโชคชะตากับโรงเรียนหรือเปล่า ปรากฏว่าสามารถปลุกผีโรงเรียนที่ทำท่าใกล้จะตายให้กลับมาเด่นดังอีกครั้ง
จากอาคารเรียนที่มีไม่กี่หลังในช่วงระยะเวลา 7 ปีเศษ ๆ กลายเป็นอาคารเรียนถาวรอย่างดีถึง
21 หลังตั้งในเนื้อที่กว่า 400 ไร่
จนถึงปี 2522 จึงคิดขยับขยายก่อตั้งวิทยาลัยคณาสวัสดิ์ขึ้นมา "มันเป็นความฝันของผมที่จะต้องสร้างคณาสวัสดิ์ให้มีความเป็นปึกแผ่นให้จงได้"
จิรศักดิ์เคยกล่าวย้ำในงานครบรอบ 11 ปีของกิจการ
กิจการโรงเรียนพัฒนาก้าวหน้าตามลำดับโดยมีวินิจ อุดรพิมพ์ เป็นมันสมองคู่ใจทั้งในด้านความคิดและกำลังเงิน
ซึ่งคนทั้งสองนี้เป็นศิลปินพอ ๆ กัน ขณะที่จิรศักดิ์หมกตัวเองอยู่กับหนังสือสารพัด
วินิจใช้เวลาส่วนหนึ่งทุ่มไปกับการแต่งเพลง แม้แต่เพลงประจำ "คณาสวัสดิ์"
ก็เป็นผลงานของเขา
ปี 2524 เป็นยุคทองของจิรศักดิ์ จำนวนนักเรียนเมื่อแรกรับโอน 500 คนขยายตัวขึ้นมากกว่า
8,000 คนจากภาคใต้ยังมีมาเรียนไม่น้อยกว่า 2,000 คน จนทำให้ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นโรงเรียนดีเด่นถึง
5 ปีซ้อน
เพราะเชื่อมือเอามาก ๆ ดังนั้นในปี 2527 คู่หูพลิกไม่ล็อคจึงตัดสินใจที่จะขยายโรงเรียนคณาสวัสดิ์พาณิชยการ
(คณาสวัสดิ์เทคโนโลยี) ออกไปในจังหวัดกาฬสินธ์ สุรินทร์ ขอนแก่น ด้วยความมุ่งหวังที่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจประเภทนี้
และด้านหนึ่งเพื่อเป็นการขยายฐานของวิทยาลัยคณาสวัสดิ์ การลงทุนทั้ง 3 แห่งหมดเงินไปไม่น้อยกว่า
100 ล้าน
แต่เหมือนหนึ่งสูงสุดคืนสู่สามัญ ทันทีที่แตกหน่อแตกกอปรากฏว่านักเรียนยุบลงไปอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปจากจำนวน
8,000 คนเหลือเพียง 4,000 เศษ ๆ ในปี 2528 และ 2,000 เศษ ๆ ในปี 2529 ส่วนโรงเรียนที่เปิดใหม่ก็รับนักเรียนได้ไม่กี่มากน้อย
ได้มากที่สุดก็ที่สุรินทร์แค่ 300 คนเศษ
จิรศักดิ์เองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่า โรงเรียนอันโอ่อ่าทำไมจะต้องกลายเป็นสุสานร้างเช่นนั้น...!
จากเหตุการณ์ที่พลิกกลับตาลปัตร ทำให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้าเสริมไทย ที่สร้างขึ้นในปี
2527 ด้วยเงินลงทุนร่วม 100 ล้าน เป็นห้างฯ ที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของอีสาน
ต้องตกที่นั่งลำบากทันตาเห็น เพราะเดิมทีเดียวทั้งจิรศักดิ์และวินิจคาดการณ์ว่า
เพียงขายนักเรียน นักศึกษา ของคณาสวัสดิ์ห้างนี้ก็อยู่ได้สบาย ๆ
นักธุรกิจหลายรายในมหาสารคามกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า ความผิดพลาดของจิรศักดิ์อยู่ที่การลงทุนขยายโรงเรียนใน
3 จังหวัดดังกล่าว เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปิดประตูตีตัวเองเนื่องจากทั้งสามแห่งอยู่ไม่ห่างจากมหาสารคามเท่าใดนัก
วิมานที่ถูกถล่มกอปรกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ทำให้จิรศักดิ์ต้องหมุนตัวเป็นเกลียวและที่สุดเขาก็เลือกเอาวิธีการผ่องถ่ายเงินจากธุรกิจหนึ่งไปสู่อีกธุรกิจหนึ่งของตน
เป็นเหมือนแชร์ลูกโซ่ โดยหลงลืมไปว่าบางธุรกิจไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้
ธุรกิจที่ถูกอัดฉีดมากที่สุดเห็นจะเป็นห้างสรรพสินค้าเสริมไทย ซึ่งแม้แต่การรับพนักงานยังพูดกันว่าส่วนมากจะรับทดลองงานแค่
3 เดือนจากนั้นจะเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อเป็นการประหยัดรายจ่าย ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเสริมไทยนี้
คนที่เคยร่วมงานกับจิรศักดิ์มาหลายสิบปีบอกว่า "ซ้อพรรณีที่เป็นเมียถูกต้องตามกฎหมายได้เคยคัดค้านมาแล้วว่าอย่าได้สร้างเลย"
แต่ถ้าใครพูดประโยคนี้กับจิรศักดิ์เขาจะบอกก็เพียงแต่ว่า "เสริมไทยจะตายไม่ได้"
นับตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ชื่อเสียงที่เคยสะสมก็เริ่มจางหาย เงินเดือนครูที่ต้องวิ่งหยิบยืมให้วุ่นวาย
ทำให้พ่อค้าในมหาสารคามจะพูดกับเขาก็แต่เรื่องอื่น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเงินส่วนใหญ่จะบ่ายหน้าหนีทันที
ทั้ง ๆ ที่หลายคนในอดีตจิรศักดิ์เองเคยช่วยเหลือเกื้อกูลมา
"สมัยก่อนแกเป็นคนใจสปอร์ตมาก ข้าราชการจะย้ายไปไหนรับเป็นแม่งานเลี้ยงส่งให้หมด
แต่พอมามีปัญหาเครดิตต่าง ๆ ก็เริ่มหมดไป ที่จริงก็น่าเห็นใจแกมากนะ"
ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งของเขากล่าวกับ "ผู้จัดการ"
จิรศักดิ์เคยได้ชื่อว่าเป็นคนที่เปรื่องปราดหลักแหลมมากในเรื่องของการเล่นหุ้น
เล่นที่ดินสามารถโยกย้ายถ่ายเทจัดสรรสิ่งเหล่านี้ให้เข้าที่เข้าทางได้อย่างที่เรียกว่าพลาดยาก
ทว่าความช่ำชองเหล่านั้นไม่อาจช่วยเขาได้เลยเมื่อเกิดปัญหากับคณาสวัสดิ์
ซ้ำร้ายลึกลงไปของปัญหาก็เป็นเพราะเขาฉลาดลึกโยกสรรโอนเงินจนหาจุดลงตัวไม่ได้!
ณ อาคารห้างสรรพสินค้าเสริมไทย ที่ตั้งตระหง่านหรูหราหน้าคูเมืองเทศบาล
มหาสารคาม ที่นั่นนอกจากจะเป็นรังธุรกิจที่เขารักยิ่งกว่าชีวิตแล้ว ยังมีบ้านพักขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอีกด้วย
ทุกวันนี้จิรศักดิ์เก็บตัวเงียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่หรือไปแห่งไหน แม้แต่คนสนิทโทรศัพท์ไปหา
ก็ได้รับเพียงคำตอบกลับมาว่า
"ไม่ตายแล้วจะโทรกลับไป"
ยามที่รุ่งโรจน์ถึงกับต้องว่าจ้างตำรวจให้ไปคุ้มกันในวันลงทะเบียนเรียน
แต่วันนี้มีแต่เสียงปลอบใจจากใครบางคนถึงเขาว่า "เฮียเขาเป็นนักลงทุนที่ใจกล้าที่สุดของมหาสารคามคงไม่มีใครไหนอีก
ที่จะกล้าเสี่ยงทำธุรกิจที่ยืนอยู่บนฐานความเสี่ยงค่อนข้างสูงเหมือนที่เฮียทำ"
นับเป็นคำปลอบใจที่ช่างเจ็บปวดพิลึก!
ขณะที่ความเป็นจริงวันนี้เขามีเพียงภรรยาคนซื่อที่ต้องไปวัดเกือบทุกวัน
เพื่อเฝ้าขอภาวนาให้ความรุ่งเรืองนั้นกลับมาอีกหน และอีกคนก็ วินิจ อุดรพิมพ์
ขงเบ้งที่จิรศักดิ์ยังไว้เนื้อเชื่อใจตลอดไป