|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
“ปกรณ์” ประธานตลาดหุ้นไทย เผยนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น หลังเกิดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปีสูงกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมเตือนกลุ่มเสื้อแดงป่วนฉุดความน่าสนใจตลาดหุ้น แม้มั่นใจผลประกอบการบจ.ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/52 ขณะที่โบรกเกอร์ ชี้ดัชนีตลาดหุ้นอาจปรับฐานหลังดีดแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน ด้านเงินกองทุนตลาดหลักทรัพย์ฯ รอคณะกรรมการปฏิรูปองค์กรตลาดหลักทรัพย์ฯพิจารณา
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย วานนี้ (10 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวเพิ่มในทิศทางเดียวกันตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีปัจจัยบวกจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากยิ่งขึ้น
โดยดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 650 จุด และปรับตัวแตะระดับสูงสุดที่ 650.88 จุด แต่ไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานออกมา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอีกครั้ง แตะระดับต่ำสุดที่ 643.01 จุด ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 643.75 จุด ลดลงจากวันก่อน 0.45 จุด คิดเป็น 0.07% มูลค่าการซื้อขายรวม 16,810.49 ล้านบาท
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 724.14 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 174.46 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 549.67 ล้านบาท ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี 2552 สูงกว่า 35,282.01 ล้านบาท
นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันในประเทศ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากสัญญาณเศรษฐกิจโลก จะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว บวกกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเทศไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของไทยที่คาดว่าไตรมาส 4/52 น่าจะมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ จึงส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16,000-17,000 ล้านบาทต่อวัน จากต้นปีอยู่ระดับ 8,000 ล้านบาทต่อวัน
ด้านปัจจัยลบที่อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย คือ ปัญหาทางการเมือง ที่ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการยื่นถวายฎีกาขอพระราช ทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ไม่มีปัญหาการเมือง
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันนั้น คาดว่าราคาน้ำมันโลกน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าร 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันแพงอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทจด ทะเบียน (บจ.) ดังนั้นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจะต้องเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการเพื่อให้ บจ.สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
“ผลประกอบการบจ. ไตรมาส 2/52 ที่ทยอยประกาศออกมา มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นดีกว่าไตรมาส 1/52 ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรบจ.น่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/52 จากภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ฟื้นตัว” นายปกรณ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะนำเงินกองทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ากระทรวงการคลังนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นประเด็นที่เร็วเกินไปจะตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากแปลงสภาพของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและเสนอให้สภาพิจารณา และหากสภาเห็นชอบนั้นจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปองค์กรตลาดหลัก ทรัพย์ฯ โดยจะมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฯลฯ ในการพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนของตลาดหลักทรัพย์เพื่อทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับตลาดหุ้นอื่นๆ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (KS) กล่าวถึง แนวโน้มตลาดหุ้นไทยภายหลังที่บริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตร มาส 2/52 ว่า ผลการดำเนินงานที่ออกมาน่าจะดีกว่าช่วงไตรมาสที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจทั่วโลก กำลังประสบปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากผู้ประกอบการบางส่วนได้ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น
“ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคึก มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่น จากการคาดการณ์ผลประกอบการบจ.ที่ออกมาดี แต่ประเด็นหลักๆ ที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้ผ่านจุด ต่ำสุด และเริ่มปรับตัวดีขึ้น”
ส่วนของปัจจัยอื่นที่น่าจับตาและมีผลต่อการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจและ ตลาดทุนไทย คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แนวโน้มมีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญของตลาดหุ้น ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองในประเทศที่จะคลี่คลายออกมาในทิศทางใด
ด้านนายเตชธร ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. เอเซียพลัส จำกัด (ASP) กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานของบจ.ที่ทยอยประกาศ ผลกำไรไตรมาส 2/52 ส่งผลให้นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมีการปรับตัว ดีขึ้นจากช่วงก่อนอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงเกินกว่าผลการดำเนินงาน อาจจะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีการปรับฐาน แม้ไตรมาส 3-4 สินค้าอุปโภคบริโภคจะมีกำไรจากสต๊อกสินค้า แต่ราคาคงไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่าน โดยเฉพาะราคาน้ำมันปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
|
|
 |
|
|