เป็นเรื่องที่ออกจะเหลือเชื่อเอามาก ๆ ที่แม้วันนี้ใครก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า
ทำไมจึงต้องให้กรุงไทยเข้าไปยึดธนาคารสยาม ทำไมต้องทำกันรวดเร็วโดยไม่มีคำบอกกล่าวล่วงหน้า
สำหรับคนที่ทางการส่งเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเกษม จาติกวณิช ที่นั่งเป็นประธานอยู่โทนโท่
มีใครชักใยอยู่ข้างหลังเรื่องนี้ ? เจตนาเพื่อสิ่งใดกันแน่!
ฉายา "ซุปเปอร์เค" ของเกษม จาติกวณิช เรียกกันมา 2 ปี
เกษม จาติกวณิช ปีนี้อายุ 62 ภายหลังวางมือจากตำแหน่งผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก่อนกำหนดเกษียณอายุเพียงเล็กน้อย
เขาสร้างปรากฏการณ์อย่างที่น้อยคนนักจะสร้างได้
กรรมการอำนวยการบริษัทไทยออยล์กิจการโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ประธานกรรมการบริษัทบางจากปิโตรเลียมกิจการโรงกลั่นน้ำมันของรัฐอีกแห่งหนึ่ง
ที่เคยดำเนินการโดยบริษัทซัมมิทอินดัสเทรียลและรัฐบาลเปรม (1) ยึดกลับมา
ประธานกรรมการบริษัทปุ๋ยแห่งชาติและ
ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารธนาคารเอเชียทรัสต์ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นธนาคารสยาม
เกษม จาติกวณิช สวมหมวกทั้ง 4 ใบนี้พร้อมกัน!
คนสวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกันนั้น ที่จริงก็คงไม่ใช่มีเพียงเกษม จาติกวณิช
เพราะในอดีตก็มีผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเมืองวงการทหารและคนในวงการราชการหลาย
ๆ คนทำกันมาแล้ว
แต่สำหรับกรณีเกษม จาติกวณิช น่าจะต้องถือว่าต่างไปจากกรณีอื่น ๆ อย่างมาก
ๆ
"การเข้าไปกินตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจของผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเมืองวงการทหารและวงราชการ
ส่วนมากแล้วก็จะเป็นการเข้าไปสร้างฐานอำนาจกอบโกยผลประโยชน์ไม่ได้สร้างสรรค์งานและไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับจากสังคม..."
อาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์คนหนึ่งกล่าว
ส่วนการเข้าไปของเกษมดูจะตรงกันข้าม
ไม่มีการสร้างฐานอำนาจ (ระบบพรรคพวก) ในองค์กรที่เกษมเข้าไปรับผิดชอบ
ไม่มีเรื่องราวของการกอบโกยตักตวงผลประโยชน์เข้ากระเป๋า
มีแต่การเดินหน้าสะสางปัญหาและสร้างสรรค์งานเต็มสติกำลัง
และเสียงสังคมดูเหมือนจะพึงพอใจมาก ๆ ที่เกษมถูกส่งเข้าไปในองค์กรข้างต้น
ไทยออยล์นั้นต้องการคนอย่างเกษมอย่างมาก
กิจการโรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้สร้างขึ้นมาโดยกลุ่มของเชาวน์ เชาวน์ขวัญยืน
และเพิ่งจะหมดอายุสัญญาต้องยกให้กับรัฐบาลเมื่อไม่กี่ปีมานี้
ปัญหาก็มีอยู่ว่ารัฐบาลจะส่งใครเข้าไปดูแลแทนกลุ่มผู้บริหารเก่าของเชาว์
เชาว์ขวัญยืน ที่อยู่กับโรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้จนคร่ำหวอดมาตั้งแต่ต้นจนอาจหลงลืมไปแล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องโอนไปให้รัฐก็เป็นได้
คุณสมบัติสำคัญของคน ๆ นั้นนอกจากจะต้องดูแลผลประโยชน์ของรัฐด้วยความซื่อสัตย์แล้ว
ที่ละเลยไม่ได้ก็คือจะต้องมีความรู้ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ในระดับที่พูดกับผู้บริหารชุดเก่าของเชาว์
เชาว์ขวัญยืน ได้รู้เรื่องและทันกันด้วย
ซึ่งเกษม จาติกวณิช ก็คือคน ๆ นั้นอย่างไร้ข้อกังขา
"ท่านเข้าใจงานของที่นี่และทุกคนยอมรับท่านอย่างสนิทใจจริง ๆ ….."
วรรณ ชันซื่อ รองกรรมการอำนวยการไทยออยล์ที่อยู่กับเชาว์ เชาว์ขวัญยืน มานานยอมรับกับ
"ผู้จัดการ"
ส่วนบางจากปิโตรเลียม, ปุ๋ยแห่งชาติและธนาคารเอเชียทรัสต์ สถานการณ์ในช่วงการเข้าไปของเกษม
ถ้าเผอิญไม่ใช่เกษมแล้วก็คงไม่มีใครอยากรับ!!
หลายคนเชื่อว่ามันเป็นงานสุ่มเสี่ยงและเปลืองตัวอย่างยิ่ง
บริษัทบางจากปิโตรเลียมนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการโรงกลั่นน้ำมันบางจากที่รัฐบาลยึดมาจากบริษัทซัมมิท
อินดัสเทรียลของซี เจ ฮวง โดยช่วงแรก ๆ ก็ได้มอบหมายให้กรมการพลังงานทหารกระทรวงกลาโหมเป็นผู้เข้าไปดูแล
หลังจากนั้นจึงได้โอนมาให้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจัดตั้งบริษัทบางจากปิโตรเลียมขึ้นมารับผิดชอบอีกทอดหนึ่ง
กว่าจะตกมาถึงบริษัทบางจากปิโตรเลียม ด้วยความที่เปลี่ยนผู้บริหารกันมาหลายมือ
โรงกลั่นน้ำมันแห่งนี้จึงมีปัญหาสะสมกองอยู่เป็นภูเขา "เมื่อตอนที่ทหารเข้ามาดูแลแทนซัมมิทก็เจอปัญหามากเพราะในนั้นเต็มไปด้วยคนเก่าของซัมมิท
แล้วก็อีกหลายเรื่องที่ซัมมิททำเอาไว้ต้องตามแก้ โดยเฉพาะความทรุดโทรมของโรงกลั่น
แต่อยู่ไปได้พักหนึ่ง ปตท. จะมาขอทำ ทหารก็ชักไม่ค่อยจะเห็นด้วย ยื้อยึดกันนาน
กว่าจะตกเป็นของบริษัทบางจากปิโตรเลียม เฉพาะยอดขาดทุนสะสมก็บานเบอะแล้ว..."
แหล่งข่าวในวงการน้ำมันพูดให้ฟัง
การเข้ามาของเกษมเป็นการเข้ามาในถ้ำเสือวังมังกรที่ครอบครองโรงกลั่นน้ำมันผุ
ๆ โดยแท้
สำหรับปุ๋ยแห่งชาติก็ไม่ต่างกันมากนัก
ปุ๋ยแห่งชาติเป็นโครงการใหญ่ตามแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นกิจการร่วมทุนระหว่างรัฐกับภาคเอกชนที่ทั้งสองฝ่ายเห็นไม่ค่อยจะตรงกันนักมาโดยตลอด
โดยเฉพาะเอกชนบางรายที่ครอบครองตลาดปุ๋ยอยู่ปัจจุบันกับสถาบันการเงินใหญ่แห่งหนึ่งที่อุ้มชูกิจการปุ๋ยรายนั้น
เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันการเพิ่มทุนตามขั้นตอนนั้นก็ติดขัด โครงการต้องหยุดชะงัก
เกษมก็เลยต้องเข้ามาเพื่อคลี่คลายปัญหา
ถ้าหากจะมองกันในแง่ที่เกษมต้องเข้าไปทำงานใหญ่ที่ยาก ๆ ซึ่งมีคนจำนวนไม่มากนักที่ทำได้
โดยเฉพาะคนที่ประพฤติตนเป็นเทคโนเครตมาตลอดอย่างเกษมแล้ว ฉายา "ซูเปอร์เค"
อันหมายถึงคุณค่าที่เหนือธรรมดาในตัวเกษมก็คงจะเป็นฉายาที่เหมาะสมอย่างไม่ต้องสงสัย
"เราน่าจะต้องยกย่องว่าเกษมเป็นทรัพยากรคนที่มีค่าของชาติด้วยซ้ำ"
นักการเมืองสังกัดพรรคร่วมรัฐบาลบอกกับ "ผู้จัดการ"
"และเราก็น่าจะต้องขอบคุณเกษมที่เขานำศักยภาพในตัวของเขาทั้งหมดอุทิศให้กับรัฐ
นับตั้งแต่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เรื่อยมาถึงไทยออยล์บางจากปิโตรเลียมปุ๋ยแห่งชาติและธนาคารสยาม
เกษมยินดีที่จะทำงานให้กับองค์กรของรัฐทั้ง ๆ ที่คุณสมบัติของเกษมนั้นถ้าไปอยู่ภาคเอกชนก็คงจะมีหลายแห่งแย่งกันเสนอผลตอบแทนสูง
ๆ ให้ สำหรับรัฐแล้วเกษมเป็นผู้บริหารที่จะต้องหวงแหนกันมาก ๆ" อดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งกล่าว
แล้วรัฐแสดงความหวงแหนคนอย่างเกษมอย่างไรและแค่ไหน!?!
ปุ๋ยแห่งชาติก็คงจะช่วยตอบคำถามนี้ได้ โดยเฉพาะกรณีธนาคารสยามเมื่อเร็ว
ๆ นี้น่าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างดีที่สุด!!
เกษมตัดสินใจเข้าดำรงตำแหน่งประธานบริษัทปุ๋ยแห่งชาตินั้น ก็เป็นไปตามคำขอร้องจากผู้ใหญ่กระทรวงการคลังที่ต้องการให้เกษมช่วยคลี่คลายปัญหาการเพิ่มทุนบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ
ซึ่งมีปัญหาติดขัดตรงที่ภาคเอกชนบางรายที่ถือหุ้นไม่ยินยอมเพิ่ม
การตัดสินใจของเกษมจริง ๆ แล้วก็เพราะเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนาและภาคเกษตรกรของประเทศในอนาคต
และก็เป็นโครงการที่รัฐบาลประกาศให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ต้น
ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับเกษมตอนนั้นก็คือต้องพูดกับผู้ถือหุ้นที่เป็นสถาบันการเงินรายใหญ่กับผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีระดับ
"เจ้าพ่อ" ให้รู้เรื่องเพื่อให้การเพิ่มทุนเป็นไปตามแผน จากนั้นก็จะเป็นการเซ็นสัญญาก่อสร้างโรงงานกับบริษัทชิโยดะของญี่ปุ่นที่ชนะการประมูลสร้างโรงปุ๋ยและรอการเซ็นสัญญาที่เงื้อง่ามาโดยตลอด
ก็คงคล้าย ๆ กับขุนศึกที่ถูกส่งออกไปทำศึกโดยเชื่อมั่นว่าจะมีกำลังสนับสนุนอย่างไม่ต้องพะวงหลัง
ซึ่งเผอิญมันไม่เป็นเช่นนั้น
รัฐบาลที่ประกาศให้การสนับสนุนโครงการปุ๋ยแห่งชาติเกิดเปลี่ยนใจกะทันหันประกาศยุติการให้การสนับสนุนดื้อ
ๆ
"ถ้าจะบอกว่าเกษมถูกแทงข้างหลังผมว่าคงไม่ใช่คำพูดที่รุนแรงเกินไป"
พนักงานระดับบริหารของปุ๋ยแห่งชาติพูดถึงการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีผลทำให้เกษม
"ช็อค" ต้องหามเข้าโรงพยาบาลและลาออกจากตำแหน่งไปในที่สุด
ส่วนกรณีธนาคารสยามก็คงจะเป็นมีดเล่มที่สองที่เสียบเข้ากลางหลังเกษม จาติกวณิช
เพียงแต่คราวนี้เหี้ยมโหดกว่าและมีที่มาลึกลับซับซ้อนกว่ากันหลายเท่า
เกษม จาติกวณิช ถูกขอร้องให้เข้าไปในธนาคารสยามในยุคที่ยังเป็นเอเชียทรัสต์
โดยเข้าไปนั่งในตำแหน่งประธานที่วัลลภ ธารวณิชกุล หรือจอห์นนี่ มา เจ้าของแบงก์นี้เคยนั่ง
คนที่ขอให้เกษมเข้าไปก็คือ นุกูล ประจวบเหมาะ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
"ตอนที่ธนาคารประสบปัญหาวิกฤติเมื่อเจรจาจนเจ้าของเขายินยอมโอนหุ้นให้ทางการ
51% แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือจะต้องหาคนเข้าไปบริหาร ตำแหน่งประธานนั้นผมก็มองหลายๆ
คนแต่ในที่สุดก็คิดว่าเกษมเหมาะสมที่สุด ผมโทรบอกกับรัฐมนตรีสมหมายท่านก็บอกว่า
ก็ลองถามเขาถูซิว่าเขาจะรับไหม..." นุกูล ประจวบเหมาะช่วยฟื้นความหลังกับ
"ผู้จัดการ"
สมหมาย ฮุนตระกูล รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเอเชียทรัสต์ดีมากคนหนึ่ง และสมหมายก็คงจะไม่มั่นใจนักว่าใครจะกล้าเข้ามากอบกู้เอเชียทรัสต์ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่งหน้าขวานเช่นนั้น
เพียงแต่สมหมายก็คงจะยังไม่รู้จักเกษมดีพอก็เป็นได้
"ผมขอให้เขาช่วยเขาก็ยินดีรับอย่างเต็มใจ" นุกูล ประจวบเหมาะเล่าถึงการตัดสินใจของเกษมให้ฟัง
นุกูล ประจวบเหมาะ ที่จริงตอนนั้นก็ติดต่อคน 2 คนที่นอกจากเกษม จาติกวณิช
ซึ่งจะมานั่งในตำแหน่งประธานแทนจอห์นนี่มาแล้ว อีกคนที่นุกูลขอให้มานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แทนทินกร
ธารวณิชกุล ลูกชายของจอห์นนี่ มากับคุณหญิงลลิลทิพย์ ธารวณิชกุล ก็คือดุษฎี
สวัสดิชูโต ที่ตอนนั้นเพิ่งเกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ธนาคารออมสิน
ดุษฎี สวัสดิชูโต ตอนแรก ๆ ก็รับปากรับคำเต็มที่ แต่ภายหลังข่าวเอเชียทรัสต์
แพร่กระจายออกไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ ดุษฎี ก็มาบอกกับนุกูลว่า "ไม่พร้อม"
วารี หะวานนท์ ที่ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ก็เลยต้องเข้าไปรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แทน
"ผมเข้าใจว่าคุณวารีจะถูกขอให้เข้าไปในเอเชียทรัสต์เป็นการชั่วคราวซึ่งถ้าเสร็จสิ้นภารกิจตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าแบงก์ชาติก็จะถูกเตรียมไว้ให้
และอีกประการคุณวารีก็เหมาะสมด้วยในแง่ที่รู้จักมักคุ้นกับเจ้าของแบงก์นี้เป็นอย่างดีมานาน..."
แหล่งข่าวในแบงก์ชาติเล่ากับ "ผู้จัดการ"
ส่วนอีกคนที่ถูกส่งเข้าไปและต่อมามีบทบาทสูงมากก็คืน นพพร พงษ์เวช
นพพร พงษ์เวช นั้นเคยทำงานกับซิตี้คอร์ปและก็เคยอยู่กับเอเชียทรัสต์มาแล้วช่วงหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่แบงก์ชาติขอให้เอเชียทรัสต์ปรับปรุงการบริหารงานด้วยการหา
"มืออาชีพ" เข้าไป นพพร เป็นคนที่เจ้าของเอเชียทรัสต์เลือกเพราะความที่เป็นลูกชายของวารี
พงษ์เวช ที่สนิทกับจอห์นี่มา และแบงก์ชาติก็ยอมรับในฐานะที่นพพรเป็น "มืออาชีพ"
ทางด้านแบงกิ้งที่มีความสามารถคนหนึ่ง แต่นพพรก็อยู่ทำงานในเอเชียทรัสต์ในช่วงนั้นได้ไม่นานนักก็โดยคำสั่งให้ออกชนิดสายฟ้าแลบ
และไม่ไว้หน้า แบงก์ชาติที่สนับสนุนการเข้าไปของนพพร
มหกรรมยึดเอเชียทรัสต์ของแบงก์ชาติก็เลยเกิดขึ้นภายหลังนพพรถูกให้ออกไม่นานนักเช่นกัน
เป็นมหกรรมที่กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติเหน็ดเหนื่อยแทบเลือดตากระเด็นกว่าจะยึดกันสำเร็จ
เพราะความที่เจ้าของเอเชียทรัสต์นี้มีทั้งบารมีและสายสัมพันธ์ยุบยับไปหมดแทบทุกวงการว่ากันว่า
ถ้าไม่ใช่แบงก์ชาติมีผู้ว่าชื่อนุกูล ประจวบเหมาะ ที่เป็นคนไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้วบางทีอนาคตของเอเชียทรัสต์ก็คงจะไม่มีวันนี้ก็เป็นได้
การเข้าไปในเอเชียทรัสต์ของทีมงานที่คลังกับแบงก์ชาติส่งเข้าไปภายใต้การนำของเกษม
จาติกวณิช ที่ทำหน้าที่ทั้งประธานบอร์ดใหญ่ และประธานกรรมการบริหารนั้น ตลอดระยะเวลา
3 ปี ที่ผ่านมาก็น่าจะต้องแบ่งเป็น 2 ระยะ
เป็นระยะ 1 ปีแรกที่ธนาคารยังชื่อเอเชียทรัสต์กับระยะ 2 ปีหลังที่ธนาคารเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นธนาคารสยามแล้ว
ระยะแรกเป็นระยะของการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้บริหารเก่าที่ยังนั่งอยู่ในแบงก์ตามปกติ
ยกเว้นจอห์นนี่ มากับกลุ่มผู้บริหารชุดใหม่ของเกษม จาติกวณิช เป็นระยะของการสะสางและสำรวจความเสียหายที่แบงก์ประสบจากน้ำมือเจ้าของและผู้บริหารชุดเก่า
ส่วนระยะหลังก็น่าจะเรียกว่าเป็นระยะของการฟื้นฟูแบงก์ขึ้นมาใหม่ ที่จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับว่าแบงก์เสียหายมากหรือเสียหายน้อยและแผนฟื้นฟูมีคุณภาพขนาดไหน
เรื่องระยะเวลานี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถกเถียงกันมาก เนื่องจากจริง ๆ แล้วตัวเลขความเสียหายที่แบงก์ชาติคาดหมายไว้จากการเข้าไปกำกับและตรวจสอบ
"อย่างใกล้ชิด" เปรียบเทียบกับตัวเลขความเสียหายที่ค้นพบภายหลังทีมบริหารชุดใหม่ถูกส่งเข้าไปนั้นก็แตกต่างกันลิบลับ
เช่นเดียวกับแผนการฟื้นฟูก็มีความคิดต่างกันไปหลายกระแสโดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ต้น
ๆ ปี 2529 พร้อม ๆ กับคดีความที่ธนาคารฟ้องร้องเจ้าของและผู้บริหารเอเชียทรัสต์ชุดเก่าก็มีมูลหนี้ถึงกว่า
3 พันล้านบาทโดยที่เจ้าของเก่าตระกูลธารวณิชกุลกับวิจิตรานนท์นั้นก็ดิ้นรนต่อสู้สุดฤทธิ์
เอเชียทรัสต์นั้นที่จริงแบงก์ชาติก็ทราบปัญหามาตั้งแต่ปี 2519 แล้ว เพียงแต่ก็ใช้หนังสือ
"ลับมาก" เตือนกันมาตลอดทุกปีเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นฉบับหนึ่งระบุว่า...
"…1 ฐานะและการดำเนินงานของธนาคารท่านอยู่ในระดับอ่อน สาเหตุเนื่องจากการบริหารสินทรัพย์ของธนาคารท่านไม่เป็นไปตามหลักการธนาคารพาณิชย์ที่ดี
การติดตามเร่งรัดลูกหนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรปรากฏว่ามีสินทรัพย์ส่วนสูญเสียจัดชั้นเป็นสูญ
และสงสัยตั้งแต่การตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2519 จำนวน 161.8 ล้านบาท
ได้เพิ่มขึ้นในการตรวจสอบครั้งต่อๆ มาเป็น 262.6 ล้านบาท 677.1 ล้านบาท 1,159.4
ล้านบาทและ 1,425.3 ล้านบาท ทำให้มีสินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวนสูง
รายได้มีจำนวนต่ำกว่ารายจ่าย แต่ธนาคารท่านได้ตกแต่งบัญชีเพื่อแสดงกำไร อันมีผลให้ฐานะของธนาคารท่านเสื่อมลงเป็นลำดับนับตั้งแต่การตรวจสอบเมื่อกุมภาพันธ์
2519 ซึ่งธนาคารได้สั่งการให้ธนาคารท่านเพิ่มทุนเสริมสร้างเงินกองทุนให้สูงขึ้นเพื่อความมั่นคงและตั้งแต่ปี
2524 กำหนดให้เพิ่มทุนไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท พร้อมทั้งให้เร่งแก้ไขการดำเนินงานด้านอื่น
แต่ธนาคารท่านมิได้เพิ่มทุนให้ทันกับผลสูญเสีย และมิได้ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านอื่นให้ได้ผล
เป็นผลให้เงินกองทุนสุทธิติดลบ ในการตรวจสอบครั้งก่อนเมื่อ 27 พฤศจิกายน
2524 ติดลบ 280.1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 374.5 ล้านบาท ในการตรวจสอบครั้งนี้
และเมื่อคำนึงถึงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่ธนาคารท่านยังไม่ได้ตัดบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจนถึงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน
2526 จำนวน 220.5 ล้านบาท เงินกองทุนสุทธิจะติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 595.0 ล้านบาท..."
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของเอเชียทรัสต์มีบารมีตลอดจนสายสัมพันธ์ที่แข็งโป๊ก
แล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมแบงก์ชาติจึงปล่อยให้ความเสียหายมีมากขึ้นเรื่อย
ๆ กระทั่งเมื่อตัดสินใจขั้นเด็ดขาดยึดกิจการเป็นของรัฐด้วยวิธีเจรจาโอนหุ้นกันนั้นทุกอย่างก็แทบไม่มีชิ้นดีแล้ว
การยึดแบงก์เอเชียทรัสต์ที่เริ่มกันเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2527 นั้น แรกทีเดียวแบงก์ชาติก็ประกาศว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นราว
ๆ 900 กว่าล้านบาท ส่วนข้อมูลลึก ๆ ก็เชื่อกันว่าถึงที่สุดก็คงไม่น่าจะมากกว่าพันล้านเศษ
ๆ
"ก็คิดว่าถ้าใส่เงินเข้าไปก็คงไม่เกิน 2 พันล้าน ปรับปรุงผู้บริหารแล้วทุกอย่างก็คงแก้ตก"
คนแบงก์ชาติพูดกับ "ผู้จัดการ" เมื่อมีการยึดเอเชียทรัสต์ใหม่
ๆ
แต่จริง ๆ แล้วเอเชียทรัสต์มีความเสียหายแค่ไหนกันแน่?
เมื่อสิ้นสุดปี 2529 เอเชียทรัสต์ที่กลายเป็นธนาคารสยามไปแล้วค้นพบว่าธนาคารมีสินเชื่อที่ไม่มีรายได้สูงถึง
5,869.02 ล้านบาท จากจำนวนสินเชื่อทั้งหมด 10,336.91 ล้านบาท
บานเบอะกว่าที่คิด ๆ กันหลายเท่า
แน่นอนทีเดียว...สิ่งนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของความผันผวนทางนโยบายระดับสูงเกี่ยวกับสถานภาพในระยะยาวของแบงก์
เพราะถ้าสินเชื่อที่ไม่มีรายได้นี้กลายเป็นหนี้สูญไปทั้งหมดก็หมายความว่าจะต้องมีการใส่เงินเข้าไปอีกเรื่อย
ๆ เป็นจำนวนมากและจะไปสิ้นสุดเมื่อไรไม่มีใครทราบชัด
เพียงแต่จะเป็นสาเหตุสำคัญหรือจะเป็นสาเหตุประกอบก็คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งกระมัง
ทุกอย่างนั้นดำเนินไป 2 กระแสในขณะที่กระแสหนึ่งเฝ้าสังเกตเพื่อพัฒนาปริมาณให้กลายเป็นคุณภาพถึงขั้นเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย
อีกกระแสหนึ่งเป็นกระแสของการเดินหน้าแก้ปัญหากันอย่างเคร่งเครียดของเกษม
จาติกวณิชกับทีมงานที่ถูกส่งเข้าไปซึ่งถ้ามันจะเป็น "กับดัก" เกษมก็คงผิดพลาดในแง่ที่เขามีความตั้งใจและเป็นคนดีเกินไปภายใต้ระบบเส็งเคร็งของประเทศนี้
"ดู ๆ แล้วสภาพก็คล้าย ๆ กับคนหนึ่งทำงานอีกคนพยายามจับผิดเพียงแต่เผอิญเกษมไม่มีอะไรให้จับผิดได้เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา
ก็เลยต้องยกเหตุผลในเรื่องหลักการมาว่ากันอย่างนั้นใช่หรือไม่..." คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์แสดงความเห็นภายหลังสถานการณ์ใหญ่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ธนาคารเจ้าปัญหานี้ครั้งล่าสุด
สถานการณ์ที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า ธนาคารกรุงไทยจะต้องเข้าไปยึดธนาคารสยามด้วยเหตุผลที่เป็น
"หลักการ" หลายข้อ โดยเฉพาะสุธี สิงห์เสน่ห์ รัฐมนตรีคลัง ถึงประกาศว่าเป็นเพราะ
ธนาคารสยามมีความเสียหายมาก ส่วนคนระดับมันสมองของแบงก์ชาติหลายคนก็กล่าวทำนองว่า
ต้องการให้รัฐมีแบงก์เพียงแบงก์เดียวเพื่อจะได้ไม่ต้องแข่งขันกันเองและสามารถพัฒนาให้เติบโตจนมีบทบาท
"นำ" ได้ในยุทธจักร
"เหตุผลที่พูด ๆ กันก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของหลักการที่จะต้องถกเถียงกันมากเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและชัดเจน"
นักเศรษฐศาสตร์การเงินท่านหนึ่งแสดงทัศนะ
แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกประกาศออกไปแล้วอย่างสายฟ้าแลบ ทั้ง ๆ ที่กรุงไทยจะเข้ายึดธนาคารสยามจริง
ๆ ก็เป็นปี 2531 โน้น และก็เป็นปฏิบัติการรวบรัดที่ไม่มีผู้บริหารของธนาคารสยามได้รับรู้เป็นการล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลก็ยังเปิดให้มีข้อถกเถียงกันไม่ตกและการลงมืออย่างรวดเร็วและรวบรัดนี้
เป็นเรื่องที่หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า จะมีอะไรที่เป็นปัญหาลึกซึ้งอยู่เบื้องหลังหรือไม่?
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง ๆ!
เกษม จาติกวณิช นั้นเข้าไปแก้ปัญหาพร้อม ๆ กับก่อปัญหาไปด้วยโดยที่เกษมก็อาจจะไม่ทราบ
เพราะการก่อปัญหาของเกษมถ้าจะแก้ปัญหากันให้ตกแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อีกเหมือนกัน
ถ้าจะมองย้อนกลับไปในช่วง 3 ปีที่เกษมเข้ามาปัญหาที่เกษมก่อเอาไว้ก็คงจะมี
2 เรื่องใหญ่ ๆ
เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าของเก่า เรื่องที่สองเป็นทัศนะที่ไม่ค่อยตรงกันของทีมงานที่ถูกส่งเข้าไปซึ่งเผอิญเกษมอยู่ในจุดที่จะต้องชี้ขาดปัญหาเพื่อให้งานเดินหน้าไม่สะดุด
มันเริ่มตั้งแต่การที่เกษมถูกส่งเข้าไปในแบงก์ที่เคยเป็นของกลุ่มธารวณิชกุลกับวิจิตรานนท์ที่เป็นตระกูลผู้ดีเก่าของคุณหญิงลลิลทิพย์
(ที่ "ผู้จัดการ" เคยบอกว่าเสียอะไรเสียได้แต่จะไม่ยอมเสียหน้า)
แล้วก็มีการขับผู้บริหารชุดเก่าออกไปจนหมดติดตามด้วยการเพิ่มทุนที่ลดสัดส่วนหุ้นของกลุ่มเก่าออกไปจนไม่เหลือ
จากนั้นก็ยังตามล้างตามเช็ดด้วยคดีฟ้องร้องที่เกษมไปดึงสนอง ตู้จินดามาจัดการอีกระลอก
ธนาคารสยามนั้นเมื่อสิ้นปี 2527 มีมูลหนี้ฟ้องร้องลูกหนี้ของธนาคารทั้งหมด
1,497 ล้านบาท แต่พอสิ้นปี 2528 มูลหนี้ที่ฟ้องร้องกันก็เพิ่มขึ้นถึง 7,804.37
ล้านบาท อย่างน่าวิตก ซึ่งในจำนวนนี้มูลหนี้ฉกาจฉกรรจ์ที่สุดก็คือจำนวน 3,634
กว่าล้านบาทที่เกษมสั่งให้ฟ้องอดีตเจ้าของและผู้บริหารรวม 7 คนคือวัลลภ ธารวณิชกลุหรือจอห์นี่
มา คุณหญิงลลิลทิพย์ ธารวณิชกุล ทินกร ธารวณิชกุล ศิริ วิจิตรานนท์ สุสุทธิ์
วิจิตรานนท์ เมทินี ธารวณิชกุล(ลูกสาวจอห์นี่ มากับคุณหญิงลลิลทิพย์) และคณิต
เล้าลิขิตนนท์
ทุกคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
"เราเชื่อว่าก็คงจะได้เงินคืนกลับมาเป็นจำนวนมากเพราะพยานหลักฐานทั้งเอกสารและพยานบุคคลเราพร้อมมาก"
คนที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีพูดให้ฟัง
เพียงแต่ภายหลังการประกาศให้กรุงไทยจะต้องเข้าไปยึดธนาคารสยามนั้น สนอง
ตู้จินดา ยอมรับกับ "ผู้จัดการ" อย่างเปิดอกภายหลังการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายตามหลังการลาออกของเกษม
จาติกวณิช ว่า มีผลกระทบต่อรูปคดีมาก โดยเฉพาะพยานบุคคลที่จะต้องขึ้นให้การหลายคนรวนเรไม่อยากให้ความร่วมมืออีกต่อไป
ก็ไม่ทราบว่าคนที่เป็นเจ้าของความคิดเรื่องให้กรุงไทยเข้าไปยึดสยามคำนึงถึงปัญหาข้อนี้กันมาก่อนหรือเปล่า?
แต่ที่แน่ ๆ ป่านนี้จอห์นนี่ มาก็คงหัวเราะแทบตกเก้าอี้ไปแล้ว!
ส่วนปัญหาทัศนะที่ไม่ตรงกันในระหว่างผู้บริหารชุดใหม่นั้นจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่รวมศูนย์อยู่ที่นพพร
พงษ์เวช เสียมากกว่า
และตลอด 3 ปีปัญหานี้ไม่เคยแสดงออกว่าเป็นปัญหาใหญ่ "อาจจะเป็นเพราะช่วงปีแรกทุกคนยังมีความกลมเกลียวกันในแง่ที่จะต้องสู้กับกลุ่มผู้บริหารชุดเก่าและเจ้าของเดิม
อีกประการแบงก์ก็เสียหายมาก ถ้ามีเรื่องที่จะกระเทือนถึงภาพพจน์เพิ่มขึ้นอีก
ก็คงจะเป็นเรื่องที่เสียหายทั้งหมด ก็เลยไม่มีใครอยากจะปูดออกมาก็เป็นได้..."
แหล่งข่าวคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น
ธนาคารสยามนั้นโดยสภาพของการบริหารแล้วก็แบ่งเป็น 2 ก๊กโดยกลายๆ คือก๊กของวารี
หะวานนท์ กับคนที่วารีดึงมาจากแบงก์ชาติอย่างเช่น สุชาติ สุทธิสันธิ์ที่ถูกดึงมานั่งในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวางแผนและพัฒนาและสมหมาย
ปฐมวิชัยวัฒน์ที่เป็นผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบ
ส่วนก๊กนพพร พงษ์เวช ก็เช่นผาสุก เทพมณี ที่เป็นผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อและอีกบางคนที่นพพรดึงมาจากซิตี้คอร์ป
ระหว่าง 2 ก๊กนี้จริงๆ แล้วเกษมก็คือคนที่อยู่ตรงกลาง เพียงแต่ก็อาจจะมีการแปรความให้เกษมยืนอยู่ข้างนพพร
พงษ์เวชจากอีกฝ่าย เนื่องจากเกษมมักจะเห็นดีเห็นงามกับความคิดของนพพรอยู่บ่อยๆ
เพราะคนที่ทำงานมีบทบาทเป็นกองหน้าจริง ๆ ก็คือกลุ่มนพพร พงษ์เวช ที่ทุกคนเป็นคนหนุ่มไฟแรงและผ่านการทำงานกับธนาคารชั้นนำของต่างประเทศมาคนละไม่น้อย
ทุกคนเคยชินกับการทำงานที่เป็นระบบธุรกิจ ในขณะที่กลุ่มวารี หะวานนท์ เคยชินกับระบบราชการและงานกำกับตรวจสอบ
ที่จริงมันก็เป็นสภาพโดยทั่ว ๆ ไป อยู่แล้วที่คนจากพื้นฐานและประสบการณ์คนละด้านนี้จะต้องมีปัญหาเรื่องความคิดที่ต่างกัน
เพียงแต่สถานการณ์ของธนาคารสยามนั้นจะปล่อยให้ความคิดทั้ง
ขั้วนี้ต่อสู้หักล้างกันจนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดและทั้งสองฝ่ายยอมรับก็คงจะไม่มีเวลาพอ
สำหรับเกษมแล้วเขาเลือกที่จะตัดสินใจอย่างฉับไวกับความคิดที่มีเหตุผลและมีข้อมูลรองรับที่ดีที่สุดมากกว่าที่จะรอให้ทุกอย่างสายเกินแก้
เผอิญมันมักจะเป็นความคิดจากกลุ่มนพพร พงษ์เวช เสียมากต่อมากเท่านั้นแหละ
ในช่วงปีแรกที่เป็นช่วงของการสะสางและตรวจสอบความเสียหายของแบงก์นั้น นอกจากบทบาทที่คอยให้ความช่วยเหลือ
และให้ข้อมูลในฐานะคนที่เคยร่วมงานกับเอเชียทรัสต์มาระยะหนึ่ง และก็อยู่ในจุดที่พอจะรับรู้ว่าเจ้าของแบงก์ตลอดจนผู้บริหารชุดเก่ายักย้ายถ่ายเทเงินชาวบ้านกันอย่างไร
อีกบทบาทหนึ่งของนพพร พงษ์เวชนั้นก็คือการจัดวางระบบข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจด้วยระบบคอมพิวเตอร์พร้อม
ๆ กับการสร้างทีมงานและทำการฝึกอบรมให้เคยชินกับระบบใหม่ที่เขาจำลองมาจากธนาคารต่างประเทศ
"ผลก็คือถ้ากรรมการอยากจะทราบข้อมูลว่าแบงก์มีฐานะอย่างไร ก็มีแต่นพพรที่จะรายงานให้ฟังได้
ส่วนแผนงานฟื้นฟูก็มาจากนพพรเสียเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาก็มีอยู่ว่าถ้าคุณเป็นเกษมคุณจะตัดสินใจอย่างไร"
คนระดับวงในคนหนึ่งเล่ากับ "ผู้จัดการ"
"นพพรนั้นเขาช่วยแบงก์มากในเรื่องการหาข้อมูลที่จะต้องใช้จัดการปัญหาหนี้ที่มันเสียหายเขากับกลุ่มของเขาไปติดตามมาได้มาก
อันไหนที่ขาดหลักฐานก็พยายามไปควานหามา ส่วนข้อมูลและแผนงานเขาก็เสนอได้ชัดเจนบอร์ดเองก็ยอมรับกันก่อนที่จะลงมือทำ
ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาตรงไหน" เกษม จาติกวณิช พูดถึงนพพร พงษ์เวช
เกษมนั้นได้รับบัตรสนเท่ห์และคำร้องเรียนว่าฝ่ายที่นพพรคุมอยู่นั้นทางฝ่ายตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้
เกษมก็สอบถามไปที่นพพรซึ่งนพพรได้ทำเป็นหนังสือชี้แจงกลับมาว่า ไม่เคยมีใครมาขอตรวจสอบและหากต้องการตรวจสอบก็จะยินดีอย่างยิ่ง
"ผมคิดว่าถ้าใครจะคิดว่าเกษมเข้าข้างนพพรไปทุกเรื่องอย่างขาดหลักการแล้วคน
ๆ นั้นก็คงไม่รู้จักเกษมดีพอ เกษมนั้นจริง ๆ แล้วเป็นคนมีเหตุผลมีคุณธรรมและรู้จักเลือกใช้คนมาก
ๆ" คนที่รู้จักเกษมมาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตวิสัชณา
ทัศนะระหว่างผู้บริหารที่เป็น ขั้วความคิดนี้จะเป็นสาเหตุของการประกาศให้กรุงไทยยึดสยามหรือไม่
ก็คงจะไม่มีใครยืนยันได้
แต่แนวโน้มที่ต้องการเอาเกษมกับนพพรออกไปจากแบงก์เป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นชัด
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เหตุผลหนึ่งที่พูดออกมาจากปากสุธี สิงห์เสน่ห์ก็บอกว่าที่ต้องให้กรุงไทยเทคโอเวอร์ก็เพราะสยามยังเสียหายมาก
จะต้องใส่เงินเข้าไปอีกจำนวนมาก ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องหมายความว่าผู้บริหารทั้งหมดที่ส่งเข้าไปทำงานไม่ได้ผล
แก้ปัญหาไม่ตก เพราะฉะนั้นก็น่าจะต้องออกให้หมด กำจร สถิรกุล นั้นพอประกาศเรื่องกรุงไทย-สยามเสร็จ
ก็ให้สัมภาษณ์อยู่แล้วว่าจะต้องจัดงานเลี้ยงขอบคุณ เพื่อเป็นการอำลากรรมการแบงก์สยามก็ออกปากไล่กันทางอ้อมนั่นแหละ
แต่ขอถามหน่อยเถอะว่า นอกจากเกษมกับสนอง ตู้จินดา ที่ต้องออกเพื่อรักษาเกียรติส่วนคนอื่น
ๆ ก็มีเหตุผลต่าง ๆ กันไปแล้ว ทำไมกรรมการผู้อำนวยการอย่างวารี หะวานนท์จึงไม่ออก
ส่วนนพพรทีแรกก็จะออกแต่เผอิญผู้ใหญ่บางคนขอให้อยู่ไปก่อนเท่านั้นเอง"
คนที่เฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอดแสดงความเห็นด้วยน้ำเสียงอึดอัด
ปัญหาของแบงก์สยามที่ต้องมีอันเป็นไปในครั้งล่าสุดนี้ ก็คงจะมีทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกับปัจจัยที่ว่ากันว่า
"ป้อมค่ายมักจะทลายจากภายใน"
และปัจจัยทั้งภายนอกและภายในก็น่าจะมีการประสานกันในบางระดับ โดยเฉพาะคนของแบงก์ชาติด้วยกัน
"มันเหมือนกับแม่น้ำหลายสายที่เวียนมาบรรจบกันพอดี ทุกอย่างก็เลยลงตัวที่จะต้องมาเปลี่ยนนโยบายใหม่
และก็ต้องทำกันทันทีเพราะจริง ๆ แล้วแบงก์สยามฐานะดีขึ้นมาก ยอดขาดทุนลดลงทุกปีและก็คงจะประกาศว่าจะเริ่มมีกำไรในไตรมาสที่
ของปี 2530 นี้แล้ว ซึ่งถ้าปล่อยให้ถึงตอนนั้น ข้ออ้างที่จะให้กรุงไทยเข้ามายึดก็อาจจะขาดน้ำหนักไปมากแล้ว"
แหล่งข่าวคนหนึ่งวิเคราะห์
แล้วอะไรคือแม่น้ำหลายสายที่ว่านั้น?
สายแรกก็คงจะพอหาคำตอบได้จากเจ้าของเก่าของธนาคารแห่งนี้ ที่ก็คงจะเบาใจมากขึ้นกับคดีที่ถูกฟ้องร้องมูลหนี้กว่า
3 พันล้านบาทและก็คงสะใจที่แค้นเก่าได้รับการชำระไปแล้ว โดยเฉพาะแค้นที่มีอยู่กับเกษม
จาติกวณิช ที่เกษมก็คงจะไม่รู้หรอกว่ามีอยู่
สายที่สองก็น่าจะถามวารี หะวานนท์ว่าต่อแต่นี้ไปจะได้ทำงานสบายมือขึ้นหรือไม่?
และสายที่สามควรอย่างยิ่งที่จะเจาะจงลงไปในความคิดของ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์
รัฐมนตรีช่วยคลังอดีตผู้อำนวยการฝ่ายฯของธนาคารแห่งประเทศไทย เริงชัย มะระกานนท์
รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยอดีตผู้อำนวยการฝ่ายฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยหลานรักสมหมาย
ฮุนตระกูล เอกกมล คีรีวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย และนิพัฒน์
พุกณะสุต รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 4 มันสมองที่อยู่เบื้องหลัง
ผู้ช่วยส่งลูกไปที่กำจร สถิรกุล ผู้ว่าแบงก์ชาติและสุธี สิงห์เสน่ห์ รัฐมนตรีคลังอีกทอด
ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเหตุผลในด้านหลักการที่ได้ฟังกันจนชินหูแล้วนั่นเอง
เรื่องของเกษมจบไปแล้วพร้อม ๆ กับภาพที่สะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความหวงแหน"
ทรัพยากรคนของรัฐด้วยการที่เรียกมาใช้งานแล้วก็ถีบหัวส่ง
แต่สำหรับบางคนที่คิดจะมอบกายถวายตัวทำงานรับใช้ชาติก็คงเพิ่งจะเริ่มต้นการทบทวนครั้งใหญ่
สำหรับเกษมนั้นก็น่าจะไม่ต้องการให้ใครมาเรียกว่า "ซูเปอร์เค"
อีกต่อไปแล้ว
เขาคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะฉายา "ซูเปอร์เค" นี้ก็เลยทำให้คนบางคนที่ไม่ชอบคนอื่นเด่นกว่าเกิดไม่ชอบขี้หน้าเขาดื้อ
ๆ
ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วจวบจนบัดนี้ฉายา "ซูเปอร์เค" ก็ยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเกษม
แม้ในขณะที่ถูกย่ำยีก็เถอะ