| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เปิดแผนรบร่วมชิงเค้ก 'ตลาดแบอร์เกอร์' ระลอกที่สองของกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เดินตามนโยบายบริษัทแม่ที่อเมริกา ต่อยอดแบรนด์ดัง 'แดรี่ควีน' ที่ได้รับความนิยมในอดีตมาลงตลาด ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ และด้วยมาดใหม่ภายใต้แบรนด์ 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' ร้านอาหารแนวคิดใหม่จับกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน วางเป้าหมายหลังขยายสาขาในปีที่ 3 เปลี่ยนแนวทางสื่อสารแบรนด์มาเป็นเชิงรุกเพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ต่อกรกับแบรนด์ดัง
เกมรบในตลาดเบอร์เกอร์ ของไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ที่ผ่านมานั้น มี เบอร์เกอร์คิง เป็นแนวรบแรก แต่ล่าสุดก็ส่ง 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' (DQ Grill & Chill) เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งแม้จะเป็นมวยรอง ที่ดูยังไม่มีข้อได้เปรียบและห่างจากคู่แข่งอยู่อีกหลายขุม ทว่าหลังเปิดให้บริการมา 1 ปี ก็มีการบุกอย่างต่อเนื่องโดยยุทธศาสตร์การขยายสาขาเป็นปัจจัยหลักในการชิงส่วนแบ่งตลาดเบอร์เกอร์ที่มีแบรนด์ดัง แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิง และเคเอฟซี ปักธงในตลาด กระทั่งรายล่าสุด 'มอส เบอร์เกอร์' แบรนด์อันดับ 1 จากแดนปลาดิบที่กระโจนเข้ามาร่วมแบ่งเค้กตลาดเบอร์เกอร์ มูลค่าตลาด สัดส่วน 30% จากตลาดฟาสต์ฟูด 1.4 หมื่นล้านอีกด้วย
เมื่อเข้ามาในตลาดเบอร์เกอร์ทีหลังคู่แข่งหลายปี ทำให้การเดินหมากของ 'ดีคิว' ต้องพยายามอุดจุดอ่อนในเรื่องการเข้าถึงลูกค้า โดยวางเกมให้การขยายสาขาเป็นยุทธศาสตร์หลักในการชิงส่วนแบ่งตลาดเบอร์เกอร์ พร้อมวางเป้าหมายภายในเวลา 3 ปีจะเปิดได้ครบ 10 สาขา อย่างไรก็ตาม ความมั่นอกมั่นใจที่ทำให้ 'ดีคิว' จะเน้นกลยุทธ์การขยายสาขาเป็นหลัก นั่นเป็นเพราะตัวเลขผลประกอบการของทั้ง 2 สาขานั้นถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสาขาแรก ที่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 2 และเมื่อเร็วๆ นี้เปิดสาขา 2 ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช มียอดขายเดือนละ 3 ล้านบาทต่อสาขา และยอดขายจากสาขาเดียวที่สยามเซ็นเตอร์ ในปีที่ผ่านมามียอดขายรวม 20 ล้านบาท
สำหรับปีนี้ 'ดีคิว' มีแผนจะเปิดให้บริการครบ 4 สาขา ภายใต้งบลงทุนเฉลี่ย 10-11 ล้านบาทต่อสาขา ลดลงจากเดิมที่เคยใช้งบ 15 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการปรับแผนธุรกิจ โดยหันมาใช้วัสดุในประเทศมากขึ้น จากเดิมที่เน้นนำเข้าเพียงอย่างเดียว โดยอีก 2 สาขาจะเปิดในปีนี้ อยู่ระหว่างคัดเลือกทำเลที่เหมาะสม คาดว่าปลายปีจะได้ข้อสรุป รวมถึงในระหว่างนี้กำลังเจรจาขอไลเซนส์กับบริษัท แดรี่ควีน อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐอเมริกา เจ้าของลิขสิทธิ์แบรนด์ ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการบริหารร้าน ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์ ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ว่ายุทธศาสตร์การขยายสาขา 'ดีคิว' จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาเป็นแนวรบสำหรับแจ้งเกิดในตลาดเบอร์เกอร์ก็ตาม แต่การมองหาทำเลดีสำหรับเปิดสาขาใหม่ดูจะเป็นเรื่องยากในยุคนี้ เพราะที่ผ่านมาบรรดาแบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้ง แมคโดนัลด์ เคเอฟซี พิซซ่าฮัท และเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ต่างเข้าไปจับจองพื้นที่ทำเลดีแล้ว และในปัจจุบันการขยายตลาดด้วยสาขาใหม่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีที่สุดโดยเฉพาะความพยายามในการขยายฐานลูกค้าไปในพื้นที่ตลาดต่างจังหวัด ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่บรรดาแบรนด์ดังกลุ่มร้านอาหารยังแข่งขันกันเข้าไปปักธง
ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทยังมุ่งให้ความสำคัญขยายฐานลูกค้าเพิ่มผ่านธุรกิจใหม่ ร้านอาหารแบรนด์ ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์ โดยมีแผนขยายสาขาร้านต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 สาขา โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง
การมองหาพื้นที่ทำเลที่เหมาะสมในการเปิดสาขาใหม่ ซึ่งจะไปพร้อมกับการขยายสาขาของศูนย์การค้าใหม่ รวมถึงการเปิดให้บริการในศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการปัจจุบัน อาจเป็นอุปสรรคในการทำตลาดของ 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' ทว่า ชุมพจน์ ตันติสุนทร รองกรรมการและกลุ่มผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การวางตำแหน่งแบรนด์เป็น Fast Casual Dining Restaurant ที่เป็น กริลล์ แอนด์ ชิลล์ ที่มีเมนูหลักเป็นเบอร์เกอร์ และของหวาน จะเป็นคำตอบของร้านเบอร์เกอร์ในรูปแบบใหม่ที่จะทำให้คนไทยยอมรับได้ อีกทั้งเป็นแนวทางการทำตลาดที่เลี่ยงจะชนโดยตรงกับผู้เล่นรายอื่นที่เข้ามาในตลาดเบอร์เกอร์ก่อน แต่จะแทรกเข้ามาในตลาด ด้วยจุดแข็งแบรนด์ที่วางเป็นร้านอาหารแนวคิดใหม่สไตล์ Food & Treat เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กลุ่มลูกค้า โดยใช้กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ (Experiential Marketing) โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายของชีวิตไลฟ์สไตล์สังคมเมือง ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วและมีคุณภาพในรูปแบบเฉพาะของแดรี่ควีน
ส่วนแนวทางการตลาดจะไม่เน้นเจาะตลาดในเชิง Mass ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายของ DQ เพราะต้องพยายาม Educated ว่าเป็นเบอร์เกอร์แท้ โดยวิธีการทำตลาดของเมืองไทยเพื่อเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น และคนทำงาน กับอเมริกานั้น จะมีความแตกต่างกัน นั่นเพราะวัฒนธรรมการกินที่มีเมนูเบอร์เกอร์เป็นไลฟ์สไตล์ของวิถีชีวิตคนอเมริกัน ซึ่งทำให้การทำตลาด 'ดีคิว' ที่อเมริกาจะเน้นไปที่การสื่อสารการตลาดด้านแบรนด์ และความหลากหลายของเมนูอาหารเป็นหลัก เบอร์เกอร์คิง มีความแตกต่างกันในเรื่องของเมนู การวางตำแหน่งแบรนด์ และกลุ่มเป้าหมายที่สัดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าคนต่างชาติ ขณะเดียวกัน แนวทางการทำตลาดในเมืองไทย แม้ที่ผ่านมาตลาดเบอร์เกอร์จะเติบโตได้ดีเพราะมีคู่แข่งที่หลากหลาย มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามามาก
อีกทั้งการเล่น Pricing แต่สิ่งที่ทำให้ DQ แทรกเข้ามาได้ต้องพยายามเสนอในสิ่งที่แตกต่างจากตลาด โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เน้นความคุ้มค่า เพื่อเข้าถึงเป้าหมายกลุ่มเด็กวัยทีนที่แบ่งเป็นความคุ้มค่า 2 ด้านคือ 1.Free Refill เครี่องดื่ม 2.โปรโมชั่นแคมเปญ sweet & deals ด้วยราคาพิเศษ 2 เมนู ราคา 79 บาท 3 เมนู 89 และ 4 เมนู ราคา 99 บาท ส่วนกลุ่มคนทำงาน ชูเมนูอาหารใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมาเป็นจุดขาย อาทิ เบอร์เกอร์ ฮอตดอก แซนด์วิช สลัดและไอศกรีม โดยทั้ง 2 กลุ่มจะใช้กลยุทธ์ Experiential Marketing ที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งทั้งในด้านบรรยากาศร้าน เมนูอาหาร ในคอนเซ็ปต์ ร้านอาหารแนวคิดใหม่ ที่เสิร์ฟถึงโต๊ะสร้างประสบการณ์การรับประทานแบบครบวงจร
ส่วนคำถามที่ว่าจะเข้าไปกินตลาดเบอร์เกอร์คิง แบรนด์ที่เป็นของเครือไมเนอร์ฟู้ดด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่ความแตกต่างกันในเรื่องของเมนู การวางตำแหน่งแบรนด์ และกลุ่มเป้าหมายเบอร์เกอร์คิง ที่สัดส่วนใหญ่เป็น ลูกค้าต่างชาติเป็นกลุ่มหลัก ซึ่งระยะหลังมีการปรับแนวทางตลาดมาเพิ่มสัดส่วนลูกค้าคนไทยกลุ่มคนเริ่มทำงาน นักศึกษา ทั้งในแง่ของทำเลการเปิดสาขา และการเซตเมนูที่ชูเรื่องความคุ้มค่า Value for Money มีราคาต่ำลงกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ เนื่องจากคู่ปรับอย่าง แมคโดนัลด์ ได้มีการปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของร้านมาเป็นแนวคิด 'ไลฟ์สไตล์ คอนเซ็ปต์ ช็อป' เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ และเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การหวนกลับคืนตลาดของแดรี่ควีน ภายใต้ชื่อใหม่ว่า 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' เพื่อมาสู้รบในสนามเบอร์เกอร์ของแดรี่ควีนในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นในการวางตำแหน่งเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดไอศกรีมซอฟต์ เสิร์ฟเป็นหลัก ภายใต้แบรนด์ 'DQ' หรือแดรี่ควีน ที่เน้นการจำหน่ายไอศกรีม บลิซซาร์ด ในเอกลักษณ์ก่อนเสิร์ฟมีการคว่ำถ้วยลง เพื่อชูจุดเด่นของเนื้อไอศกรีมที่เหนียวนุ่ม ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 220 สาขา จาก 211 สาขา หลังจากนั้นค่อยๆ ต่อยอดมารบอย่างเต็มรูปแบบด้วยแบรนด์ 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' ในรูปแบบของ Fast Casual Dining Restaurant เพื่อตอบสนองวิถีดำเนินชีวิตอันเร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบัน โดยอาศัยวาไรตี้เมนูที่มีทั้งอาหาร เครื่องดื่มและของหวานที่เป็นไอศกรีม บลิซซาร์ด มาเป็นจุดแข็งในการช่วงชิงกับคู่แข่ง และวางเป้าหมายสัดส่วนการขายกลุ่มไลต์ฟู้ดหรือของหวาน 50% ส่วนกลุ่มอาหาร และเบอร์เกอร์ สัดส่วน 50% โดยคาดว่าสิ้นปีบริษัทจะมีรายได้รวมในธุรกิจอาหารแบรนด์ดีคิวที่ 1,000 ล้านบาทเติบโต 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้
โดยแผนการบุกตลาดเบอร์เกอร์ของ DQ หลังขยายสาขาครบ 10 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้าแล้ว นั่นคือเวลาของการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อครบวงจร เพื่อสร้างแบรนด์อะแวร์เนสกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น และรีคอลแบรนด์ถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่วัยทำงาน ที่รู้จักแบรนด์จากร้านอาหารแดรี่ควีนในอดีต ซึ่งการขยายจากร้านไอศกรีมมาเป็น กริลล์ แอนด์ ชิลล์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับไปหาคอนเซ็ปต์ร้านในอดีต แต่มีความแตกต่างกันที่โมเดลรูปแบบร้าน
นับว่าการเปิดแนวรุกในปัจจุบันในคอนเซ็ปต์ ร้านอาหารแนวคิดใหม่ของ 'ดีคิว กริลล์ แอนด์ ชิลล์' ที่มีการวางเป้าหมายจะปั้นแบรนด์ให้เป็น Fast Casual Dining Restaurant ที่สร้างประสบการณ์การรับประทานแบบครบวงจรที่มีอาหาร และเครื่องดื่ม เช่นเดียวกับร้านแดรี่ควีนในอดีต ที่วางตำแหน่งเป็นฟู้ดคอนเซ็ปต์ที่มีทั้ง ฮอตดอก และเมนูของหวาน ซึ่งเป็นไปตามโยบายของบริษัทแม่ที่อเมริกา ที่เปิดให้บริการมากว่า 70 ปี ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้คอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Eats & Treats ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่มีเมนูอาหารหลากหลาย อาทิ เบอร์เกอร์ ฮอตดอก แซนด์วิช ขณะที่ประเภทกลุ่ม Treats มีไอศกรีม บลิซซาร์ด เค้ก และเครื่องดื่มสมูทตี้ ขณะเดียวกันมีการเปิดร้านใน 2 รูปแบบคือ 1.DQ Orange Julius Store เสิร์ฟเครื่องดื่มกลุ่มสมูทตี้ น้ำผลไม้และไอศกรีม เป็นหลัก ขณะที่ DQ Grill & Chill restaurant ที่เปิดบริการมาเป็นเวลา 8 ปี มีจุดเด่นที่เป็นเมนูในรูปแบบอาหารและของหวาน อาทิ เบอร์เกอร์ ฮอตดอก แซนด์วิช สลัด และไอศกรีม ซึ่งการเปิดสาขาส่วนใหญ่จะเปิดในรูปแบบสแตนด์อะโลน นอกห้างสรรพสินค้า เนื่องจากเมนูอาหารอย่างเบอร์เกอร์นั้นสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอเมริกา
|
|
 |
|
|