|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
อสังหาฯ ครึ่งหลังปี 52 ยังต้องลุ่นว่าจะฟื้นหรือไม่ หวั่นหวัด 2009 ทำคนเลิกช็อปบ้านตามงานแฟร์ ซ้ำเติมด้วย สส.สิ้นสภาพจากคดีถือครองหุ้นบริษัทต้องห้ามฉุดประชาชนขาดความเชื่อมั่น คาดฟื้นอีกทีหลังเลือกตั้งเสร็จ เชื่อทั้งปียอดจดทะเบียนแค่กว่า 60,000 ยูนิต ลดลงจากปี 52 ถืง 10%
ผ่านไปครึ่งปีผลประกอบการของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มทยอยประกาศออกมาให้เห็น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มียอดขายโตกันทั่วหน้า แต่ยอดรับรู้รายได้ยังไม่มีใครแย้มออกมาจนกว่าจะแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายกลาง-รายย่อยหลายบริษัทกลับระบุว่ายอดขายครึ่งปีไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หากพิจารณาภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในครึ่งปีแรกจะพบว่ายอดขายลดลงประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าทั้งปีตัวเลขบ้านจดทะเบียนกว่า 60,000 ยูนิต มูลค่าประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดจดทะเบียนกว่า 70,000 ยูนิต ส่วนในตลาดเมืองท่องเที่ยวเช่น ภูเก็ต สมุย ยอดขายหายไปกว่า 1 ใน 3
“ภาพรวมของตลาดอสังหาฯในปีนี้ลดลงแน่ๆ ดูได้จากโครงการเปิดใหม่ลดน้อยลงอย่างมาก ผู้ประกอบการรายย่อยจะแย่ เพราะปัจจุบันบริษัทที่ยังขายได้มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีแบรนด์สินค้าติดตลาดเป็นที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ส่วนรายย่อยแทบจะไม่มียอดขายเลย” นายสัมมากล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายังมีปัจจัยเสียงจาก ปัญหาไขหวัด 2009 เพราะประชาชนกลัวการระบาดของโรค หากมีการจัดงานมหกรรมที่อยู่อาศัยขึ้นอาจทำให้ประชาชนไม่กล้าเดินชมงานแสดงสินค้าหรือซื้อที่อยู่อาศัยภายในงานก็เป็นได้
นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอีกประการคือ รัฐบาลขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนเป็นอย่างมาก คือ กรณีการถือครองหุ้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.) ในบริษัทต้องห้าม ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และนายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการสิ้นสมาชิกภาพความเป็นส.ส. 61 คน แต่มีผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิและลาออก จึงเหลือกรณีที่กกต.จะวินิจฉัย 44 คน
กรณีที่กกต.จะวินิจฉัย 44 คน แยกเป็นพรรคเพื่อไทย 23 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 3 คน พรรคประชาราช 3 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 8 คน พรรคภูมิใจไทย 3 คน พรรคกิจสังคม 1 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 2 คน พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน โดยในจำนวนนี้เป็นรมต.ในรัฐบาลชุดนี้ถึง 6 คน
ก่อนหน้านี้กกต.ได้พิจารณา 28 สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ พบว่ามีบุคคลที่ถือครองหุ้นอยู่ใน 18 บริษัทต้องห้ามที่กกต.มีคำวินิจฉัยไว้แล้ว รวม 13 คนหากถือครองหุ้นสามัญก็จะถือว่ากระทำการเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และ 265 เป็นเหตุให้ต้องสิ้นสมาชิกภาพความเป็นส.ส.ตามมาตรา 106 ( 6 ) แต่ถ้าถือหุ้นกู้ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งส.ส.ได้ต่อไป หลังจากนี้จะให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดต่อไป
“หากกกต.มีมติสิ้นสภาพสส.เพิ่มอีก ก็จะทำให้สถานภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้ แต่เชื่อว่ากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดคงอีกหลายเดือนหรือไม่ก็เป็นปีหน้าไปเลย ซึ่งต้องมีเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งสส.ที่ว่าลง หลายคนคาดว่า 20-30 ตำแหน่ง ถ้ามากขนาดนั้นอาจทำให้รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็เป็นได้ และจากสถิติที่ผ่านมาก่อนเลือกตั้งยอดขายอสังหาฯมักจะนิ่ง ซึ่งช่วงหาเสียงนานถึง 3 เดือน แต่ภายหลังจากเลือกตั้งแล้วยอดขายก็จะกลับมาดีไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลก็ตาม” นายสัมมากล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปีหน้าภาวะตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีข่าวดีจากเศรษฐกิจของจีนมีทิศทางดีขึ้นตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่ค้าได้รับอานิสงค์ไปด้วย ส่วนสหรัฐอเมริกาแม้ว่าในปีจะยังไม่ชัดเจนว่าจะเติบโตขึ้น แต่เชื่อว่าปีหน้ามีทิศทางที่ดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน
|
|
 |
|
|