Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2530








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2530
CORPORATELEGAL STRUGGLE จากศิริชัย ถึงสุระ-สมบูรณ์             
 


   
search resources

มาบุญครอง
ธนาคารแหลมทอง
ธนาคารสหธนาคาร
สุระ จันทร์ศรีชวาลา
สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์
ศิริชัย บูลกุล




การต่อสู้ทางธุรกิจได้เพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น การเดินทางสายอำนาจและอำนาจเงิน ในบางครั้งมิอาจบรรลุจุดประสงค์ตามเจตนารมณ์เสมอไป ในระยะใกล้นี้สุดท้ายปลายทางได้เคลื่อนตัวมาที่ศาลแพ่งแล้ว การอ้อยอิ่งอยู่ตรงนี้จึงได้รับการพิจารณาผนวกเข้าในกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายด้วย…..

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2530 ที่โรงแรมมโนราห์ ถนนสุรวงศ์ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบยริษัทมาบุญครองอบพืชและไซโล เป้าหมายแจ่มชัดของกล่มผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากคือต้องการขับไล่กรรมการชุดเดิมซึ่งอยู่ภายใต้การนำของศิริชัย บูลกุล และเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวนมหึมาเพื่อลดทอนปัญหาหนี้สินก้อนโตถมทับกิจการอยู่ได้ปรากฏจริงเสียทีภายหลังความพยายามเนิ่นนาน การประชุมดำเนินไปอย่างเร้าใจ ท่ามกลางแรงกดดันของกรรมการชุดเดิมด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่ดึงเวลาลงทะเบียนให้ยืดยาวออกไปอย่างไม่มีเหตุผล จนถึงปิดแอร์และไฟฟ้าในฐานะพวกเขาเป็นเจ้าของโรงแรมด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นหลายฝ่ายเชื่อว่าผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากซึ่งใช้น้ำอดน้ำทนอย่างสูงจะชนะแน่นอน ตามครรลองสัจธรรมธุรกิจอันยึดถือปฏิบัติกันทั่วโลก "ผู้กุมจำนวนหุ้นมากกว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางกิจการ"

ฝ่ายศิริชัยเสมือนถูกต้อนเข้ามุมในการประชุมคราวนั้น ได้พลิกเกมฟ้องศาลขอให้การประชุมที่ว่าเป็นโมฆะ ในสายตาคนทั่วไปเพียงมองว่าเป็นการดิ้นรนอย่างจนตรอกอย่างยิ่ง แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยับยั้งการจดทะเบียนกรรมการชุดใหม่ไปก่อน จนกว่าคดีฟ้องร้องจะสิ้นสุดและคาดกันว่าคงกินเวลาเป็นปีและตีความต่อมาว่ากรรมการชุดเดิมยังทรงอำนาจการบริหารงานต่อไป

คำประกาศิตวันที่ 5 สิงหาคม 2530 สั่นสะเทือนวงการธุรกิจอย่ากว้างขวางสงครามระหว่างศิริชัยกับบรรดาเจ้าหนี้ทำท่าาจะสิ้นสุดลงนั้นมีอันต้องยือเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด ศูนย์การค้ามาบุญครองผู้คนพลุกพล่าน การค้าดำเนินอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถนนสายเคียงคู่ขนานกันนั้น-ถนนสีลมซึ่งมีคนพยายามเรียกเป็นวอลลสตรีทของเมืองไทย อาคารอาคเนย์ประกันภัยสถิตบนถนนสายนั้นด้วย เหตุการณ์บนอาคาร 14 ชั้นอยู่ในความสงบมาชั่วนาตาปี ซึ่งดูบางครั้งน่าสะพรึงกลัว ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าสงครามธุรกิจจะเริ่มต้นอย่างฉับพลัน ฝ่ายปฏิวัติคือฝ่ายผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งเพิ่งระดมซื้อหุ้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนหน้านี้ไม่นาน และกุมเสียงกรรมการมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ใช้การประชุมกรรมการขับไล่กรรมการอีก 4 คนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 กันยายนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียจนกลุ่มอาทร ติตติรานนท์นรฤทธิ์ โชติกเสถียร ผู้ถูกอัปเปหิงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกไปพักหนึ่ง เมื่อตั้งหลักได้บ้าง พวกเขาพึ่งศาลแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากกลุ่มปฏิวัติภายใต้การนำของพยัพ ศรีกาญจณา พร้อมทั้งขอให้ไต่สวนฉุกเฉินขอให้ศาลสั่งระงับการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อยืนยันมตินั้น (อ่าน "เหตุเกิดที่อาคเนย์ ฯ ในฉบับนี้")

เหตุการณ์ไม่พลิกกลับ เช่นกรณีมาบุญครอง ฝ่ายปฏิวัติสามารถเดินตามแผนการอย่างตลอดรอดฝั่ง ศาลแพ่งก็ปฏิเสธคำร้องขอของฝ่ายถูกปฏิวัติไปเรียบร้อยแล้ว 2 ครั้งและสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม

เพียงสัปดาห์เดียวเหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็อุบัติขึ้นอีก แทนที่เหตุจะเกิดที่ต้นตอคือสำนักงานใหญ่ธนาคารแหลมทอง ถนนสุรวงศ์ แต่ฝ่ายปฏิวัติซึ่งสรุปบทเรียนจากกรณีมาบุญครองได้ยึดอาคารของราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้า นางเลิ้ง) เป็นเวทีปฏิวัติเพื่อรบขั้นแตกหักในสงครามยืดเยื้อที่สุดในวงการธุรกิจไทยระหว่างสมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ กับ สุระ จันทร์ศรีชวาลา ทุกอย่างตระเตรียมกันอย่างพร้อมพรัก ฝ่ายปฏิวัติภายใต้การนำของสุระ จันทร์ศรีชวาลา ถือสัจธรรมเป็นสรณะข้อเดียวกันคือ ครอบครองหุ้นจำนวนที่มากกว่าในกิจการ การประชุมครั้งนั้น ดูเหมือนจะเรียบร้อยเปลี่ยนกรรมการตามเป้าหมาย ซึ่งหากได้จดทะเบียนที่กรมทะเบียนการค้าเรียบร้อย สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ก็ตกงานครั้งแรกในชีวิต

จากวันที่ 9 ตุลาคม 2530 ฤกษ์ดีการปฏิวัติได้กลายเป็นเคราะห์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม จากนั้นเพียง 6 วัน เพิ่งดื่มฉลองแชมเปญไปไม่กี่เพลา ฝ่ายสมบูรณ์งัดไม้เด็ดยื่นฟ้องต่อศาลให้การประชุมครั้งนั้นเป็นโมฆะ เช่นเดียวกันร้องต่อศาล ไต่สวนฉุกเฉิน ให้ระงับจดทะเบียนกรรมการใหม่ และแล้วเหตุการณ์ก็พลิกล็อคอย่างถล่มถลายอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายสุระ จันทร์ศรีชวาลา ผู้ใช้ความพยายามถึง 5 ปีเต็มในการโค่นทีมบริหารสมบูรณ์ในธนาคารแหลมทองต้องยืดเยื้อออกไป แต่ฝ่ายปฏิวัติก็ไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว ยื่นอุทธรณ์ใหม่อีกครั้ง!

การปฏิวัติธุรกิจระยะใกล้นี้ทุกครั้งมาหยุดกึกสุดท้ายปลายทาง ณ ศาลแพ่ง ถนนราชดำเนินในสัจธรรมทางธุรกิจที่ว่าผู้ถือหุ้นข้างมากคุมอำนาจตัดสินใจการบริหารนั้นแม้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องรอคอยด้วยเวลานานแล้วไซร้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายนั้นแน่นอน เวลาที่ผ่านไปมีความหมายมากมายสำหรับธุรกิจ!

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม วงการธุรกิจเมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นใดกุมจำนวนหุ้นเกินครึ่ง ก็จะกำหนดทิศทางกิจการรวมไปถึงการบริหารกิจการด้วยเสมอมาการแสวงหาหุ้นเกินครึ่ง จึงเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกิจการซึ่งดำรงอยู่ด้วยผู้ถือหุ้น 2 ฝ่ายใหญ่ ๆ อยู่ด้วยกัน หรือกลุ่มข้างนอกพยายามแทรกตัวเข้ามา

ประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของธุรกิจไทยยังไม่ก้าวหน้าไปไกลนัก แต่ความขัดแย้งในองค์กรธุรกิจก็นับวันจะขยายตัวออกไปมากขึ้น ด้วยเหตุผลสลับซับซ้อนมากขึ้น สุดท้ายมักจะลงเอยด้วยรูปแบบการเข้าครอบครองกิจการ (ACQUISITION) แต่เป็นเข้าไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ก็รู้ ๆ กันอยู่ เข้าทำนองที่ไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ หรือก็เปิดเผยกันตรง ๆ พูดจากันแรง ๆ แต่วิธีการแบบซุ่มซ่อน

กรณีแรกเช่นอาคเนย์ประกันภัย กรณีที่สองมาบุญครองอบพืชและไซโล และกรณีสุดท้ายแบบธนาคารแหลมทอง เป็นต้น

นักบริหารธุรกิจหลายคนกล่าวในทางเดียวกันว่า กลยุทธ์ในการแสวงหาหุ้นเกินครึ่งของธุรกิจแยบยลเสียนี่กระไร และได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในการครอบครองกิจการแต่ไหนแต่ไรมา และเมื่อบวกกับความรู้ที่ได้จากหลักสูตรเอ็มบีเอในสหรัฐอเมริกาด้วยแล้ว ยิ่งพิสดารพันลึกเข้าไปอีก

ดังเช่นกรณีกลุ่มอินทรทูตโค่นธนิต พิศาลบุตร ในธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การเมื่อต้นปี 2529 หรือ กลุ่มค้าผลผลิตโค่นอำนาจบรรเจิด ชลวิจารณ์ กระเด็นออกจากบริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย อย่างไม่รู้ตัวเมื่อปี 2525

แต่ยุคสมัยเช่นว่านี้ได้เปลี่ยนไปมากแล้ว

ศิริชัย บูลกุล ค้นคว้า

กระบวนยุทธ

ศิริชัย ใครก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนเก่ง เพราะใช้เวลาเพียง 10 ปีก็สามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเองใหญ่โต และที่เด่นชัดคือศูนย์การค้ามาบุญครอง หัวมุมปทุมวัน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลของเขา มิใช่บริษัทมหาชนอย่างที่บริษัทมาบุญครองอบพืชและไซโล (ความสำเร็จของศิริชัย บูลกุล "ผู้จัดการ" อรรถาธิบายมามากแล้ว)

มาบุญครองเซ็นเตอร์กับศิริชัย เริ่มประสบปัญหาการเงินอย่างรุนแรง ตั้งแต่กลางปี 2529 หนี้สินท่วมทับกว่า 2,000 ล้านบาท การเจรจาผ่อนปรนปรับโครงสร้างการชำระหนี้สินระหว่างแบงก็เจ้าหนี้กับศิริชัยดำเนินไปอย่างยาวนาน ล่วงเลยถึงกลางปี 2530 ก็ยังไม่มีทีท่าจะตกลงกันได้

ห้วงเวลานั้นเองเจ้าหนี้บางรายได้เจรจาขอซื้อหุ้นจากกลุ่มศิริชัย บูลกุล เพื่อขายต่อให้ชาวต่างประเทศเห็นว่าเมื่อปรับโครงสร้างหนี้สินและเพิ่มทุนแล้ว อนาคตของบริษัทมาบุญครองอบพืชและไซโลก็น่าจะแจ่มใส

การเร่งรัดในการแก้ปัญหาของเจ้าหนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเจรจาซื้อหุ้นดังกล่าวข้างฝ่ายศิริชัยนั้นด้วยการปฏิบัติบ่งว่า พยายามหน่วงเหนี่ยวการเจรจาต่าง ๆ ให้ยืดยาวออกไป ในแง่ธุรกอจมีการอธิบายกันได้ว่าเมื่อธุรกิจดำเนินไปรายได้ย่อมมีเข้ามา

ใคร ๆ ก็คิดกันว่าการที่ศิริชัย ขายหุ้นของตัวเองออกไปจนเหลือประมาณ 10 % นั้น เป็นจดพลาดทำให้เจ้าหนี้รุกคืบ และเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาประนอมหนี้มากขึ้น มีการอธิบายกันหลายทางซึ่งไม่แน่ชัดฝ่ายศิริชัยแถลงว่า แบงก์เจ้าหนี้บีบเขา ส่วนอีกกระแสให้รายละเอียดว่าเนื่องจากหนี้สินส่วนตัวที่ถูกบีบชำระ บ้างก็ว่าต้องการนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ หรือชำระหนี้ที่ค้างอยู่ในธุรกิจนั้นหลายร้อยล้านบาท บ้างก็ว่านำเงินไปลงทุนเพราะเลี้ยงกุ้งหรือปลูกมะม่วงหิมพานต์ อันเป็นความร่วมมือกับทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ทัพภาคที่ 2 จปร.5 คนหนึ่งผู้เป็นเพื่อนแนบแน่นกับศิริชัย บูลกุล

แม้จะยากลำบากทางการเงินสักเพียงใด ศิริชัยมีวิญญาณต่อสู้ไม่ยอมจำนน ชื่อเสียงของเขามิได้ตกต่ำอย่างที่บางคนต้องการทั้งหมด ในช่วงเวลานั้นเอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ด้านบริหารธุรกิจแก่เขา หรือแม้กระทั่งวุฒิสมาชิกจะพ้นวาระเขาก็ได้รับแต่งตั้งเข้ามาใหม่อีกครั้ง อันแสดงถึงอำนาจซึ่งหลายคนไม่ควรมองข้าม

ช่วงกลางปี 2530 การเจรจาหนี้สินไม่อาจตกลงกันได้ บรรดาเจ้าหนี้จึงมีมติร่วมกันโค่นอำนาจการบริหารของเขา โดยอาศัยเงื่อนไขที่ศิริชัยได้ขายหุ้นของตนออกไปปรากฏว่าบรรดาเจ้าหนี้สามารถรวบรวมพลังกันได้มากเป็นประวัติการณ์ ขณะนั้นวงการธุรกิจเชื่อกันอย่างยิ่งในที่สุดแล้วศิริชัยก็หลุดออกจากตำแหน่ง มาบุญครองเซ็นเตอร์ก็คงเหลือไว้เป็นเพียงอนุสรณ์

เวลายืดออกไป เป็นตัวเร่งในทางตรงข้ามในบรรดาเจ้าหนี้มีอาการรีบร้อนในการเข้ายืดกิจการมาจากทีมบริหารของศิริชัย บูลกุล ความเร่งรีบนี่เองได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ดีของกลุ่มศิริชัย บูลกุล และเป็นผลร้ายต่อฝ่ายปฏิวัติไปในฉับพลัน แม้ว่าเพื่อนรัก เช่น ประพันธ์ คงคาทอง กับมาชานลี น้องชายคนละแม่ซึ่งเคยร่วมกันสร้างอาณาจักรกันมาจะตีตัวออกห่างก็ตาม

แผนการโค่นอำนาจศิริชัย บูลกุล เริ่มเป็นทางการตั้งแต่ เดือนเมษายน 2530 ช่วงนั้นแวดวงธุรกิจฉงนสนเทห์กับพฤติกรรมของกลุ่มศิริชัย ซึ่งใช้อาวุธทางกฎหมายทำสงครามต่อต้าน สมภพ ฟูศิริ ในฐานะรองประธานกรรมการบริษัทและผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ออกมาแสดงบทบาทแทนตั้งแต่นั้นมา

ตรงจุดนั้นได้เริ่มสั่นคลอนความเชื่อและจริยธรรมทางธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง การเปิดประชุมของฝ่ายเจ้าหนี้ที่แปลงโฉมมาในนามของผู้ถือหุ้นถูกยับยั้งด้วยข่ออ้างทางกฎหมาย ความเข้มงวดอย่างหนักเกี่ยวกับทะเบียนหุ้น ท้ายที่สุดเอกสารในการขอเปิดประชุมนั้นฝ่ายศิริชัยอ้างว่าไม่ถูกต้องทำให้สัดส่วนของผู้เสนอเปิดประชุมน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ฝ่ายทะเบียนซึ่งอยู่ในมือของกรรมการชุดเดิมจึงเลื่อนการประชุมออกไป

จากวันนั้นเองมือกฎหมายเช่นสมภพ ฟูศิริ จึงโดดเด่นขึ้นมา กล่าวกันทั่วไปถึงความเป็น "มือขวา" มาพร้อมกับมาตรการทางกฎหมายของศิริชัย นำมาใช้ในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์อำนาจการบริหารงาน

วันที่ 23 กรกฎาคม 2530 เป็นวันดีเดย์ วันที่มือกฎหมายทั้งสองปะทะกัน บางคนกล่าวว่าเมืองไทยจะเป็นสหรัฐ ฯ เข้าทุกวัน เพราะนักกฎหมายกำลังครองประเทศ

ดูเหมือนแผนการจะถูกวางกันมาอย่างดี ใครชนะใครแพ้อยู่ที่ทีมงานกฎหมายของแต่ละฝ่าย ฝ่ายปฏิวัตินั้นเป้าหมายชัดเจนคือโค่นอำนาจบริษัทของกลุ่มศิริชัย เพียงต้องการดึงเกมให้ช้าไปอีก เพราะเวลาทำให้ศิริชัยได้สิ่ง 2 สิ่ง หนึ่ง-ผลตอบแทนทางธุรกิจ สอง-หาหนทางแก้ปัญหาการเงินของกิจการเมื่อมีเวลามากขึ้น

สรุปชัดเจนก็คือหากฝ่ายปฏิวัติอาจบรรลุจุดประสงค์ ก็เป็นชัยชนะของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว !

เวลา 10.00 น ณ โรงแรมมโนห์ราคือเวลาตามกำหนดการประชุม แต่กว่าจะเริ่มจริง ๆ ก็ปาเข้าไป 11.00 น. ฝ่ายปฏิวัติรู้ดีว่ากลุ่มศิริชัยต้องใช้แผนเดิมคือตรวจเอกสารลงทะเบียนและการมอบฉันทะอย่างละเอียด เพื่อหาข้อบกพร่องและไม่รับลงทะเบียน เวลาผ่านไปเชื่องช้านั้นเหตุผลหนึ่งไม่มีใครตัดสินใจเพราะสมภพ ฟูศิริ ทนายความฝ่ายศิริชัยไม่ปรากฏตัว ฝ่ายปฏิวัติเตรียมทนายมาเป็น 10 คน บางคนวิ่งเข้าบางบริษัทเพื่อนำตรายางอย่างชุลมุนยุ่งเหยิงเป็นการประชุมชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน

วันนั้นศิริชัย บูลกุล นั่งบัญชาในห้องอาหารโรงแรมไม่ยอมเข้าประชุม การประชุมเริ่มโดยมีวันชัย บูลกุล พี่ชายผู้รักศิริชัยมากที่สุดในบรรดาพี่น้อง เป็นประธานที่ประชุม ในทันทีก็เปิดแผนเดิม คืออ้างว่าการลงทะเบียนไม่เรียบร้อย ทำให้จำนวนหุ้นไม่ครบตามระเบียบบริษัท ผู้รู้เรื่องยืนยันว่าแผนนี้เตรียมไว้แล้ว ในขณะที่ฝ่ายปฏิวัติก็เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน วันชัยปิดการประชุม ฝ่ายผู้ถือหุ้นข้างมากจึงประชุมต่อ ก็เท่ากับเข้าล็อคของฝ่ายต่อต้านระดับหนึ่ง ปัญหาข้อกฎหมายชี้ขาดก็คือการยืดถือระเบียบการของบริษัทซึ่งกำหนดไว้อย่างแปลกประหลาดมาก ประธานที่ประชุมจะต้องมาจากกรรมการชุดเดิมเท่านั้น ความจริงฝ่ายปฏิวัติก็ตระหนักปัญหาข้อนี้เช่นกัน หะแรกจึงเชื้อเชิญ ประพันธ์ คงคาทอง หรือมาชวนลีกรรมการชุดเก่าเป็นประธาน แต่ได้รับปฏิเสธถึงขั้นนี้สุธี ดำเนื้อดี ตัวแทนกฎหมายของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมิได้เป็นกรรมการเข้ามาทำหน้าที่เปิดประชุมต่อไป ตามวาระต่าง ๆ จนครบจุดประสงค์ของกลุ่มใหม่

ปัญหาสุดยอดอยู่ที่การจดทะเบียนกรรมการใหม่ที่กรมทะเบียนการค้า ทนายคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า หากฝ่ายปฏิวัติมาทบทวนอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าขัดต่อระเบียบบริษัท หรือหลักการองค์ประชุมไม่ครบ ก็ควรจะยื่นขอประชุมใหม่ ตระเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนกว่านี้

"ประชุมใหญ่หลาย ๆ ครั้งดีกว่าเป็นคดีความหลายปี" เขาสรุป

ครั้นเมื่อกรรมการชุดใหท่ยื่นจดทะเบียน เป็นจังหวะที่ฝ่ายศิริชัย ยื่นฟ้องต่อศาลให้การประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2530 เป็นโมฆะ และที่เป็นจดไคลแม็กซ์ที่สุดก็คือร้องต่อศาลให้ระงับการจดทะเบียนไว้ก่อน จนกว่าคดีความจะสิ้นสุด

ด้วยวินิจฉัยของศาลแพ่งต่อกรณีนี้ถือเป็นปมเงื่อนที่สำคัญที่สุดในเกมนี้ ซึ่งผลก็ปรากฏว่าการร้องต่อศาลของฝ่ายศิริชัยมีน้ำหนักมากกว่า (หนึ่ง-การประชุมไม่ครบองค์ประชุม สอง-ผิดระเบียบบริษัทที่ประธานที่ประชุมต้องเป็นกรรมการ) จึงตัดสินให้กรมทะเบียนการค้าระงับการจดทะเบียนกรรมการชุดใหม่ไว้ก่อน

ฝ่ายปฏิวัติตดคดีความไปอีกนานในขณะนี้ฝ่ายศิริชัยมีเวลาเหลืออีกนาน ในเกมนี้ฝ่ายศิริชัยคือผู้ชนะนั่นเอง

สมบูรณ์-สุระ ประฝ่ามือ

เพลงสุดท้าย

สมบูรณ์ได้ชื่อว่า เป็นสุภาพบุรุษหนึ่ง สิ่งที่เขาคิดถึงครั้งแรกเมื่อทราบว่า บอสตัน เอเยนซี่ เป็นกลุ่มของสุระ จันทร์ศรีชวาลา คือ ธนาคารชาติ ด้วยความเชื่อที่ว่า กลุ่มสุระ จันทร์ศรีชวาลา มีปัญหาการเงินตลอดมา ฐานการเงินหลวมมาก ๆ ดอกเบี้ยต้องจ่ายวันละเป็นล้านบาทนั้น เป็นการวัดลมหายใจของฝ่ายนั้นได้ดีว่าคงไปได้ไม่ไกล อีกทางหนึ่งหนี้สินสำคัญก็เกี่ยวกับทางการ คือ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งธนาคารชาติอุตส่าห์ส่งเริงชัย มะระกานนท์ เข้าไปสะสาง

จากสมมติฐานนี้ สิ่งแรกที่สมบูรณ์ดำเนินการตอบโต้ก็คือ การเพิ่มทุนอันเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จคราวที่แล้ว (โปรดสังเกตยุทธวิธีที่สำเร็จจะถูกนำกลับมาใช้เสมอ เช่นเดียวกับศิริชัยใช้วิธีตรวจเอกสารการลงทะเบียนเข้มงวดทำให้จำนวนหุ้นไม่ครบองค์ประชุม)

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ไล่หลังเหตุการณ์ที่โรงแรมมโนห์รา สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ก็พลิกแผนเก่า คือ เพิ่มทุนทันควันจาก 400 ล้านบาทเป็น 500 ล้านบาท ราคา 300 บาท/หุ้น กดดันต่อฝ่ายสุระ ตามสมมติฐานของฝ่ายสมบูรณ์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อแผนแบบนี้บ่อยครั้งเข้า ฝ่ายสุระก็ได้เตรียมแผนต้านไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีเพียงทางออกทางเดียว คือ หาเงินมาสำรองในการเพิ่มทุนในเวลาจำกัดมาก ๆ เวลาที่เหลือจนกว่าจะถึงวันจองหุ้นนั้น ไม่เพียงจะขอเปิดประชุมวิสามัญเผด็จศึกได้

ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน แต่ฝ่ายสมบูรณ์ก็ไม่สามารถต้านฝ่ายสุระได้ แผนการต่อมาก็คือ วิ่งเต้นขอแรงสนับสนุนจากแบงก์ชาติ ขอให้สกัดกั้นฝ่ายสุระเข้ายึดแบงก์ แผนการต่าง ๆ รวมทั้งการเจรจาประนีประนอมที่เสนอโดยฝ่ายสุระกับแบงก์ชาติ ฝ่ายสมบูรณ์ ประกาศชัดเจนว่า เขากับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมิอาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ประดุล "น้ำกับน้ำมัน" ถึงขั้นนี้แล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ประกาศวางเฉยต่อข้อขัดแย้งที่กำลังเดินไปสู่จุดไคลแม็กซ์

นั่นก็คือ กลุ่มฝ่ายสุระ จันทร์ศรีชวาลา ยื่นขอเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการและกรรมการผู้จัดการ คนนอกวงการ มองว่า เส้นตายของสมบูรณ์ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีทางเป็นอื่นได้ ในครั้งแรกสมบูรณ์ก็ออกมากล่าวในทำนองปลง ๆ ว่า "คนมีเงินสามารถเป็นเจ้าของแบงก์"

สุระนั้นก็มีอาการเดียวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมาบุญครองเช่นกัน คือ เร่งรีบในการดำเนินการ บางคนวิเคราะห์ว่าเนื่องจากภาระหนี้สินที่ถาโถมเข้ากับการเร่งรัดให้ดำเนินของเจ้าหนี้บางราย ซึ่งอยู่เบื้องหลังจากการสนับสนุนโค่นอำนาจสมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ครั้งนี้

ฝ่ายสุระยื่นขอเปิดประชุมวิสามัญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2530 ตามธรรมเนียม เขาจะต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า สมบูรณ์ทำงานบกพร่องอย่างไร สมควรจะปลดออก ซึ่งอ้างว่าด้วยการบริหารของสมบูรณ์ทำให้ผลประกอบการชะงักงัน ฝ่ายสมบูรณ์ต่อกรอย่างเงียบ ๆ ด้วยการให้คณะกรรมการทำหนังสือตอบว่า ข้ออ้างนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ อีกทั้งกล่าวว่า ตามระเบียบธนาคารผุ้ถือหุ้นไม่สามารถปลดกรรมการผู้จัดการได้

เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านไป นำความกระวนกระวายใจสู่ฝ่ายสุระพอประมาณเมื่อครบกำหนดสมบูรณ์ไม่ดำเนินการตามนั้น ฝ่ายสุระได้โอกาสเป็นนายทะเบียนเองรวบรวมผู้ถืหุ้นฝ่ายตนก็เปิดประชุมเองตามกฎหมาย

กรณีนี้ ฝ่ายสุระสรุปบทเรียนสำคัญ 2 ข้อ (จากกรณีมาบุญครอง) หนึ่ง - เอกสารทะเบียนหุ้นต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างรัดกุม สอง - เปิดประชุม ณ สถานที่อื่น ๆ มิใช่สำนักงานธนาคาร โดยยึดเอาชัยที่สนามม้า สำหรับบทเรียนข้อแรกนั้น ฝ่ายสุระเคยคาดว่า สมบูรณ์จะเปิดประชุมเองและนำแผนการเข้มงวดเรื่องทะเบียนมาตอบโต้ ตั้งแต่การโอนหุ้นที่มีการซื้อขายและก็ไม่เป็นไปตามคาดหมายแต่ประการใด ซึ่งเป็นปมเงื่อนสำคัญ

วันที่ 9 ตุลาคมนั้น วงการธุรกิจคาดหมายกันไว้อย่างมั่นเหมาะ หากเป็นการพนันก็คงไม่มีใครต่อรอง สมบูรณ์ไปแน่ ๆ มีบางคนคาดคิดเหมือนกันว่าสมบูรณ์จะต้องมีมาตรการทางกฎหมายเข้ามาตอบโต้ สังเกตจากการส่งจดหมายชี้แจงข้อเท็จจริง และการอ้างว่าการประชุมของฝ่ายสุระนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม น้ำหนักก็คงสู้ฝ่ายสุระซึ่งมีสุวัฒน์ พฤกษ์เสถียร ทนายผู้มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในข้อพิพาททางธุรกิจ แม้แต่กรณีมาบุญครอง เขาก็เข้าไปอยู่ฝ่ายเจ้าหนี้ด้วย รวมไปจนถึงกรณีสหธนาคารฝ่ายบรรเจิดเข้ามาขวางทางเรื่องการโอนหุ้นให้ เอบีซี. สุวัฒน์ก็ถูกเรียกใช้ไปแก้ปัญหานั้น

แต่ทว่า ความประมาทกับความเร่งรีบก็กลายเป็นผลเสียในเวลาต่อมา

ฝ่ายสมบูรณ์ได้เปลี่ยนมือกฎหมายใหม่จากสำนักงานธรรมนิติ ของ ไพศาล พืชมงคล มาใช้เสริมศักดิ์ เทพาคำ มือขวาธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาดำเนินการอย่างเงียบ ๆ

ก่อนหน้าวันที่ 9 หนึ่งวัน ฝ่ายสมบูรณ์ออกข่าวว่า กรรมการชุดเก่าจะไม่เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นข่าวลวงให้อีกฝ่ายตายใจ

ก่อนเวลาประชุมเพียง 5 นาที ณ ห้องประดิพัทธภูบาล สนามม้านางเลิ้ง สรร อักษรานุเคราะห์ ประธานกรรมการแบงก์แหลมทอง เข้ามาร่วมประชุมด้วย สุวัฒน์ พฤกษ์เสถียร มีอาการตกใจเล็กน้อย เพราะคาดไม่ถึง ตามกฎหมายแล้ว เมื่อประธานกรรมการเข้าร่วมประชุม จะต้องเป็นประธานในที่ประชุม สรรจึงได้รับการเชื้อเชิญให้เป็นประธานที่ประชุมเป็นไปตามแผนที่ฝ่ายสมบูรณ์ได้วางไว้ กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นบางรายเสนอให้เลื่อนการประชุมออกไป โดยอ้างว่าวาระการประชุมกระทำไม่ถูกต้อง แต่ฝ่ายสุระคัดค้านจะขอประชุมต่อไป

สรรจึงประกาศเลิกประชุม โดยอ้างว่าที่ประชุมมีข้อขัดแย้งกันมาก ทั้งนี้ฝ่ายสมบูรณ์มีการวางแผนให้รับกับข้อกฎหมายไว้หลายชั้นตั้งแต่เรื่องวาระการประชุมที่ฝ่ายสุระเพิ่มเติมขึ้นเองอย่างรีบร้อนในวาระเรื่องอื่น ๆ และเสนอปลดกรรมการผู้จัดการ ซึ่งตามระเบียบธนาคารแล้วกระทำไม่ได้ ทางปฏิบัตินักกฎหมายบางคนกล่าวว่า ต้องมี 2 ขั้นตอน คือ ปลดกรรมการชุดเก่าและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เสียก่อน กรรมการชุดนี้จึงแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการอีกครั้งหนึ่ง

แผนสำคัญอีกชั้นหนึ่งก็คือ ตามฎีกาเลขที่ 111/2521 ระบุว่าประธานที่ประชุมสามารถสั่งเลิกประชุมได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นจากที่ประชุม

จากหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้นั่นเอง เมื่อฝ่ายสมบูรณ์ยื่นฟ้องให้การประชุมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมเป็นโมฆะ ทั้งร้องต่อศาลให้ไต่สวนฉุกเฉินสั่งระงับการจดทะเบียนกรรมการใหม่อันเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง ศาลจึงสั่งตามฝ่ายสมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ร้องขอ

ยุทธวิธีของสมบูรณ์นั้น กล่าวกันว่า ศึกษาจากบทเรียนของฝ่ายศิริชัย จากกรณีมาบุญครองอย่างเห็นได้ชัด หนึ่ง - อาศัยระเบียบธนาคารที่กำหนดไว้ละเอียดจนอีกฝ่ายหนึ่งมองข้าม สอง - ช่องว่างที่ฝ่ายศิริชัยเองก็นึกไม่ถึงและดูแนบเนียนกว่าก็คือ ประธานที่ประชุมมีสิทธิสั่งเลิกประชุมได้ ซึ่งวันชัยก็ดำเนินการเช่นนั้น

ฝ่ายสุระยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง ในทางกลับกัน หลายฝ่ายค่อนข้างจะเชื่อว่า เหตุผลในการอุทธรณ์ ศาลจะไม่รับฟัง ฝ่ายสมบูรณ์ค่อนข้างจะเชื่อมั่นเช่นนั้น วันที่ 29 ตุลาคมเป็นวันชี้ขาด และแล้วเหตุการณ์ก็พลิกล็อคอีกครั้งเมื่ออธิบดีศาลแพ่งคนใหม่ (อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง) ร่วมกับทีมผู้พิพากษาพิจารณาเห็นว่า การประชุมครั้งนั้นถูกต้องจึงได้ยกเลิกการระงับจดทะเบียนกรรมการไว้ชั่วคราวเสีย

หมายความว่า กรรมการใหม่สามารถเข้ามาบริหารแบงก์แหลมทอง นำความโล่งอกมาสู่บรรดาเจ้าหนี้

ทนายความ (ไม่ขอออกนาม) กล่าวว่า ปมเงื่อนของกรณีมาบุญครองกับแหลมทองต่างกันตรงที่ ศิริชัยยึดอำนาจนายทะเบียนไว้ จนส่งผลให้เอกสารไม่ครบองค์ประชุม ส่วนสมบูรณ์ละทิ้งอำนาจนายทะเลียน โดยยอมให้ฝ่ายสุระเปิดประชุมเอง จัดการการลงทะเบียนหุ้นทั้งหมด ซึ่งฝ่ายนั้นตระเตรียมไว้อย่างดี

นี่เป็นเพียงการมองเหตุการณ์ขณะนั้น (ขณะเขียนข่าวนี้) จากนี้อาจพลิกผันอีกก็ได้ ใครจะรู้ ?

เพียงระยะผ่าน

ถามนักกฎหมายหลายรายซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องทำนองนี้ มักจะส่ายหน้าระอากับความล้าหลังของกฏหมายไทย พวกเขากล่าวว่า มาถึงจุด "หัวเลี้ยวหัวต่อ" สำคัญ คือ การก้าวไม่ทัน กับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจในประเทศไทย เทคนิคทางธุรกิจอันสลับซับซ้อนทั้งการเกี่ยวข้องกับโลกธุรกิจทั้งโลกมีการถ่ายเทอย่างมากมายนับวันจะมีช่องว่างมากขึ้น

เสียงเรียกร้องในการแก้กฎหมายในส่วนนี้นับวันจะดังขึ้นทุกวัน ๆ !

แต่มองกว้างออกไป นักประวัติศาสตร์สำนัก "ผู้จัดการ" มองว่า ขั้นพัฒนาธุรกิจกำลังมาถึงระยะ "หัวเลี้ยวหัวต่อ" เช่นเดียวกัน กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ทุนนิยมเสรีอย่างเต็มตัวมากขึ้น ๆ ก้าวหน้ามากขึ้น

การล่มสลายของธุรกิจครอบครัวที่ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมปรับวิธีการบริหารดั้งเดิมย่อมถูกสั่นคลอนจากสภาพสังคมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การเดินทางของธุรกิจเคียงคู่กับเส้นทางแห่งอำนาจเกาะเกี่ยวกับผู้อำนาจตามแนวความคิดเดิมนั้น ในภาวะที่กลุ่มอำนาจแตกเป็นเสี่ยง เป็นกลุ่มและไม่ถาวรเช่นปัจจุบันจึงยากยิ่งในการใช้ "เครื่องมือ" ดังกล่าวดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะยาว

การเดินทางวกวนและซิกแซกบนพื้นฐานของสังคมไม่เข้มแข็ง มีจุดอ่อนในข้อกฎหมายเช่นนี้เอง จึงเป็น "ระยะผ่าน" อีกระยะหนึ่งเท่านั้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us