นับแต่ประยูร จินดาประดิษฐ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย
แทนสุขุม นวพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มายาวนานอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอด
22 ปี และอนุตร์ อัศวานนท์ ลูกหม้อเก่าแก่ได้ขึ้นเป็น รองผู้จัดการใหญ่ (อ่านเบื้องหลังอย่างละเอียดจาก
"ผู้จัดการ" ปีที่ 3 ฉบับที่ 25)
ทหารไทยยุคประยูรเป็นหัวเรือใหญ่ เติบโตอย่างรวดเร็วแทบทุกด้าน !!
ปี 2525 มีการเพิ่มทุนครั้งแรกจาก 10 ล้านเป็น 100 ล้านเพิ่มครั้งที่ 2
ปี 2526 เพิ่มเป็น 500 ล้าน และนำหุ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการถือหุ้นของธนาคารมากขึ้นเป็นครั้งแรก
(ปัจจุบัน กองทัพบก 26.09%, กองทัพอากาศ 7.72%, กองทัพเรือ 3.95%)
และต้นปี 2528 เพิ่มทุนจาก 500 ล้านเป็น 1,000 ล้าน
มีการขยายตัวอย่างพรวดพราดทั้งด้านเงินฝาก เงินให้กู้ยืม ตลอดจนสินทรัพย์
จนสามารถไต่เต้าจากธนาคารอันดับ 10 มาสู่อันดับ 5
พร้อมทั้งมีการพัฒนาเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แบงกิ้งอย่างเต็มตัวมีการบริการที่ทันสมัยทัดเทียมธนาคารอื่น
เช่นการฝากถอนเงินต่างสาขา บริการเงินด่วน เอทีเอ็ม บริการโอนเงิน ณ จุดขาย
ฯลฯ
ว่ากันว่าธนาคารทหารไทยเติบโตอย่างก้าวร้าวได้เพราะได้นักวิชาการที่ผ่านงานธนาคารพาณิชย์มาอย่างโชกโชนอย่างประยูร
จินดาประดิษฐ์ และนักปฏิบัติที่สามารถแปรนโยบายออกมาเป็นผลงาน อย่างมีประสิทธิภาพอย่าง
อนุตร์ อัศวานนท์
ประกอบกับโครงสร้างระดับสูง และระดับถัดมาได้รับการฟูฟักให้ทำงานเป็นทีมเวิร์คตลอดจนมีการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นโครงการต่อเนื่อง
จนเดี๋ยวนี้ตึก 16 ชั้น ตรงบริเวณสี่แยกพญาไท ดูอึดอัดคับแคบไปถนัดใจ แผนการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่จึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
"ผู้จัดการ" ถามประยูรถึง "รัง" ใหม่ ประยูรโยนลูกให้อนุตร์ว่าที่ผู้จัดการใหญ่คนใหม่ตอบ
"อยู่ตรงข้ามสวนจตุจักรบนเนื้อที่ 8 ไร่ครึ่ง ซึ่งซื้อมา 170 ล้าน
จากบริษัทจิตรและบุตรซึ่งเดิมเขาตั้งใจจะทำเป็นโรงแรมแต่หลังจากศึกษา FEASIBILITY
STUDY แล้วไม่คุ้มจึงไม่สร้างไม่ต่ำกว่า 16 ชั้นเพราะที่เก่าแคบมาก ไม่พอ
เป็นโครงการที่กำลังเร่งดำเนินการคงจะเสร็จภายในเวลา 3 ปี" อนุตร์เล่า
ประยูร จินดาประดิษฐิ์ อายุ 59 ปี อนุตร์ อัศวานนท์ อายุ 58 ปี (ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า
ประยูรจะเกษียณอายุตัวเองก่อน 1 ปี เพื่อให้อนุตร์ ได้บริหารในตำแหน่งผู้จัดการใหญ่
2 ปี นับจากต้นปี 2531) เคียงคู่กันมาในงาน "เดินแฟชั่นเครื่องแบบใหม่พนักงาน"
งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฉลองในโอกาสครบรอบ 30 ปี ซึ่งนับว่าเป็นแปลกแหวกแนวมาก
ไม่เพียงแต่วงการธนาคาร แต่ธุรกิจประเภทอื่นด้วย
"เครื่องแบบทหารไทยเป็นพื้นสีเขียว ซึ่งใช้มาเกือบสิบปีก็มีคนเสนอว่าน่าจะเปลี่ยนเพื่อให้ดูสดใสรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น
ๆ ของแบงก์ ส่วนการเดินแฟชั่นนั้นเป็นไอเดียของคณะทำงานเรื่องเครื่องแบบ
เห็นว่าก็ดีเหมือนกัน เลยสนับสนุน" ประยูรเล่าถึงที่มา
เครื่องแบบใหม่นี้ยึดเอาสีที่เป็นสัญลักษณ์ของธนาคาร 3 สีคือ สีน้ำเงิน
สีแดง สีขาว แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่าง ผู้ถือหุ้น ลูกค้า ผู้บริหารและพนักงาน
"สีน้ำเงินหมายถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มั่นคง สีแดงแทนลูกค้าซึ่งเสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่
สีขาวคือผู้บริหารและพนักงานที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต…" นงสุดา
ทวีศรี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายเงินฝากและการเงิน ประธานจัดงาน กล่าวรายงาน
การเดินแฟชั่นเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม ณ ห้องรับรองชั้น
13 ของธนาคารทหารไทย นางแบบและนายแบบ เดินออกมาพร้อมกับเสียงจังหวะเร้าใจ
เข้ากับการเดินอย่างสง่างาม เพราะฝึกซ้อมมาอย่างดีโดยสถาบันเทคนิคการแต่งหน้า
(MTI)
ผู้แสดงแบบทั้งหมดเป็นพนักงานของธนาคาร ใช้ผู้แสดงแบบหญิง 20 คนและชาย 7
คนทั้งหมดเป็นสุดยอดสาวสวยและหนุ่มหล่อที่คัดเลือกมาทีเดียวหลายคนบอกว่าเดินได้ดีไม่แพ้นายแบบนางแบบมืออาชีพ
สีสรรของเสื้อผ้าโดยเฉพาะของผู้หญิง ซึ่งใช้กระโปรง 2 สี สีน้ำเงินและสีแดงกับเสื้อพื้นขาวซึ่งมีลวดลาย
แดงน้ำเงิน มีสีสดใสมาก แต่ก็มีบางเสียงบ่นว่าฉูดฉาดเกินไป ส่วนผู้ชายนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเน็คไทลายแดงพื้นน้ำเงินหรือ
ลายน้ำเงินพื้นแดง
"ผมชอบนะ ผมว่ามันสดใสดีแสดงถึงการปรับปรุงใหม่ทุกด้านแม้แต่เครื่องแบบทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกใหม่…"อนุตร์กล่าวถึงความรู้สึก
อาจจะเป็นเครื่องแบบใหม่เพื่อต้อนรับผู้จัดการใหญ่คนใหม่ด้วยกระมัง ?