|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
คาดตลาดหุ้นไทยใกล้ช่วงปรับฐาน ก่อนที่จะปรับตัวมาสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามา แนะทยอยซื้อเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-สื่อสาร-แบงก์
กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา"ชี้ช่องลงทุนเมื่อหุ้นปรับฐาน" โดยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับฐาน ต่อจากนั้นจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่หลายโบรกเกอร์คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าหุ้นจะมีการปรับตัวเพิ่มในเดือนตุลาคมต่อเนื่องเป็นช่วงขาขึ้นยาวไปถึงเดือน มกราคมเป็น January effect ในช่วงต้นปี 2553
แนะนำว่าในระยะสั้นให้นักลงทุนลดการลงทุนหุ้นเหลือเพียง 20-30% ของพอร์ตลงทุน แต่ช่วงนี้นักลงทุนสามารถทยอยซื้อสะสมหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย(KTB) ที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากการให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง กู้ยืมเงิน ซึ่งถือว่าเป็นการให้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และอัตราการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าโตถึง 10% ในปี 2553 ส่วนกลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงานและกลุ่มส่งออกคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกในช่วง พฤศจิกายน-ธันวาคมนี้
ส่วน วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐาน โดยหุ้นจะปรับตัวดีขึ้นในเดือนสิงหาคม และอาจมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าในช่วงตุลาคม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเรียกคืนหนี้จากสถาบันการเงินซึ่งอาจจะส่งผลต่อสถานะสถาบันการเงินและจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบหรือไม่ เพราะจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านๆส่วนใหญ่มามักมีแรงกระเพื่อมระลอกสอง
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจยังคงเป็นกลุ่มสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะ บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ที่มีการจ่ายปันผลสูง ส่วน บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ก็ยังน่าสนใจ ขณะที่กลุ่มส่งออก ยานยนต์ อิเลคโทรนิกส์ ยังเล่นได้ แต่ต้องเลือกเล่นบางตัว
ส่วน จิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า นักลงทุนเหลือเวลาเพียง 1 เดือน ที่พอเก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวรายวันได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดี
"เชื่อว่าใน 1 เดือนนี้เงินจะไม่ไหลออกไปไหน ซึ่งระยะนี้อาจเห็นดัชนีขึ้นไปถึง 600 กว่าจุดได้ ก็ให้หาจังหวะขายทำกำไร"
สำหรับช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับฐาน นักลงทุนควรทยอยสะสมหุ้น โดยมองว่าตลาดจะกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2552ซึ่งจะมีเม็ดเงินไหลเข้า รวมทั้งปี 2553อาจจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนรอบใหม่ได้ และระยะกลางถึงยาวค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่า ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสองต่อ
"ระยะสั้นแนะนำให้นักลงทุนเทรดดิ้ง เพราะตลาดพักฐานต้องทำกำไรช่วงสั้น อาทิ หุ้นสื่อสารที่เล่นข่าว 3 จี หรือพลังงานที่มักอิงกับราคาน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลดีจากเมกกะโปรเจ็กต์อย่าง บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บมจ. เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์(AP) และกลุ่มส่งออกที่กำลังกลับมาดีอย่าง บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และ บมจ.เอสวีไอ(SVI)"
ขณะที่ ธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/2552มีโอกาสที่จะปรับฐาน หลังจากดัชนีแตะจุดสูงสุดที่ 638 จุด พี/อีขึ้นไปสูงถึง 21 เท่า โดยดัชนีฯมีโอกาสปรับตัวลงไปอยู่ที่ระดับ 514 จุด บนสมมุติฐานที่นักลงทุนต่างชาติมีการเทขายสุทธิ 2 พันล้านบาทต่อเดือน
คาดว่าตลาดหุ้นจะใช้เวลาปรับฐานประมาณ 4 เดือน และไตรมาส 4/2552น่าจะมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยจะมีปัจจัยบวกด้านงบประมาณการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว และส่งออกเริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปี 2552 เศรษฐกิจไทยยังคงติดลบประมาณ 3%
|
|
 |
|
|