|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สบน.แย้มเพิ่มดอกเบี้ยพันธบัตรลงทุนมากกว่า 3.3% มั่นใจล็อตแรก 3 หมื่นล้าน หลังแนวโน้มดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้น เน้นขายผู้สูงอายุก่อนให้ประชาชนทั่วไป และหากความต้องการล้นอาจเปิดขายเพิ่ม กำหนดเพดานการซื้อไม่เกิน 2-10 ล้านบาท เพื่อกระจายให้ทั่วถึง ขณะที่พันธบัตรชดเชยเงินคงคลัง 1.5 แสนล้าน คลอดเดือน ก.ย. "นายกฯ-รมว.คลัง" ยันเงินกู้ถึงมือประชาชน ขณะที่ ส.ส.เพื่อไทยกล่าวหา "กรณ์" ใช้หน้าห้องทำกำไรจากการอินไซเดอร์หุ้น
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยว่า หลังพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร สบน.เตรียมแผนกู้เงินภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ทันทีจำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ใน 2 ด้าน คือ 1.2 แสนล้านบาทกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลการคลัง ส่วนอีก 3 หมื่นล้านบาทจะนำมาใช้เพื่อตามโครงการไทยเข้มแข็งหรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางตามนโยบายของรัฐบาล
โดยเริ่มต้นการกู้จะเริ่มได้ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.52 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้เดิม ซึ่ง สบน.จะกู้ในรูปแบบพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี จำนวน 3 หมื่นล้านบาท จะเปิดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ซื้อก่อนประชาชนรายอื่น 3 วัน โดยกำหนดเพดานการซื้อที่ไม่เกิน 2-10 ล้านบาท เพื่อกระจายให้ทั่วถึงทั้งประเทศ จากนั้นจึงจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาซื้อ
***เพิ่มกรีนชูหากจองเกิน 3 หมื่นล้าน
ทั้งนี้ หากความต้องการพันธบัตรออมทรัพย์มีมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท จะพิจารณาเปิดวงเงินพันธบัตรเพิ่มเติม (กรีนชู) อีกจำนวนหนึ่งตามรายชื่อที่จอง เพื่อให้ประชาชนสามารถออมทรัพย์ในอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างทั่วถึง ซึ่งขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.3% แต่หากถึงวันกำหนดออกพันธบัตรออมทรัพย์จริงอัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มสูงขึ้นเพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มทยอยปรับขึ้นเห็นได้จากธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
"ดอกเบี้ยจะเป็นขั้นบันได โดย 2 ปีแรกจะคงที่ซึ่งเบื้องต้นเริ่มต้นที่ 3.3% จากนั้นจะปรับขึ้นปีละ 0.5% ไปจนถึงปีที่ 5 ซึ่งรับประกันไว้ว่าดอกเบี้ยจะสูงถึง 5% แน่นอน ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุที่ต้องการดอกเบี้ยเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้รับผลตอบแทนที่ดี" นายพงษ์ภาณุกล่าว
สำหรับวิธีจัดจำหน่าย จะเปิดให้ธนาคารที่มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 400 สาขาเข้ามาประมูล โดยจะเลือกธนาคารที่เสนอค่าบริหารจัดการต่ำอย่างน้อย 2 ธนาคารเป็นผู้จัดจำหน่ายและค้ำประกันการจำหน่าย
ส่วนการกู้เงินในส่วนที่เหลือซึ่งจะรวมถึง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาทด้วยนั้น ในไตรมาส 4 ของปีนี้จะกู้ 8 หมื่นล้านบาทเพื่อชดเชยเงินคงคลังเพิ่มเติม ส่วนการกู้เพื่อใช้ตามโครงการไทยเข้มแข็งจะกู้ไตรมาสละ 5 หมื่นล้านบาทไปจนจบอายุของพ.ร.ก.และพ.ร.บ.กู้เงินฉุกเฉินในเดือนธ.ค. 53
โดยรูปแบบการกู้จะมีทั้งที่ให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาประมูลซื้อพันธบัตรรัฐบาล กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์โดยตรงซึ่งรูปแบบนี้จะเหมาะกับการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็งเนื่องจากมีโครงการจำนวนมากถึง 6 พันโครงการ การเบิกจ่ายเงินไม่ตรงกันทำให้รัฐไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยหากยังไม่ใช้เงิน และรูปแบบตั๋วเงินคลัง
"การที่สภาฯผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเหมาะสมกับฐานะการคลังในขณะนี้มาก เนื่องจากหากไม่ผ่านใน 1-2 เดือนนี้ รัฐอาจไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการและค่าน้ำค่าไฟสำนักงานแน่" นายพงษ์ภาณุกล่าว
***“กรณ์” ยันเงินถึงมือประชาชน
ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ในวงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า การประชุมในวันนี้ (16 มิ.ย.) ไม่มีอะไรน่ากังวล ตนมั่นใจ เนื้อหาพ.ร.บ.ที่จะพิจาณาในวันนี้มีรายละเอียดที่ชัดเจนไม่แตกต่างจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อวันก่อน สำหรับเงินที่กู้มานั้นจะนำไปดำเนินการตามโครงการไทยเข็มแข็ง ยืนยันว่าจะถึงมือของประชาชนอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าว ส.ว.จะคว่ำพ.ร.ก.ดังกล่าวในชั้นของวุฒิสภานั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนไม่เชื่อว่าส.ว.จะมีธงคว่ำพ.ร.ก. เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามชี้แจงให้รับทราบในรายละเอียดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันเดียวกันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการใช้งบประมาณ หลัง พ.ร.ก.กู้เงินผ่านความเห็นชอบต่อสภาฯว่า การเดินหน้าตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หลังได้รับความเห็นชอบ ซึ่งขณะนี้เพิ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎร จะต้องไปผ่านวุฒิสภาในวันจันทร์ ที่ 22 มิ.ย. เมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบสิ่งต่อไปกระทรวงการคลังจะไปดำเนินการเรื่องการกู้เงิน ซึ่งจะมีการทำในสองลักษณะคือ 1. การออกพันธบัตร ที่จะมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้ามาซื้อได้และอาจจะมีการดำหนดขั้นตอน เช่นให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสก่อน 2.เป็นการกู้ยืมในระบบธนาคารเพื่อผสมผสานกัน ซึ่งตนได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาถึงเหตุผลที่ต้องทำรูปแบบผสมผสาน เพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนอัตราดอกเบี้ยในตลาดมากเกินไป ส่วนการใช้จ่ายเงิน ขณะนี้มีโครงการที่มีความพร้อมอยู่จะมีการดำเนินการไป โดยจะมีคณะกรรมการ ติดตามกำกับการใช้จ่ายเงิน ซึ่งมีนายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน และจะมีกาประชุมค่อนข้างถี่ เพื่อติดตามและดำเนินการเรื่องการใช้จ่าย ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลในโครงการต่างๆที่เห็นชอบให้ดำเนินการ
เมื่อถามว่า ในส่วนของนายกฯ จะลงพื้นที่ตามโครงการไทยเข้มแข็งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะมีเป็นระยะๆ เหมือนกับที่ตนได้ลงพื้นที่อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานี้กำลังเตรียมในเรื่องโครงการอื่นๆด้วย เมื่อถามว่า งบประมาณ 4 พันล้าน จะอยู่ในส่วนไหนของโครงการไทยเข้มแข็ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตรงนี้จะเข้าไปเติมในแผนรวม ส่วนไหนที่พร้อมจะอยู่ในยอดแรกด้วย ซึ่ง 2 เรื่องที่นำไปวิพากษ์วิจารณ์กันนี้ มีที่มาจากตน เหตุผลคือ โครงการแรก เป็นเรื่องของศูนย์เด็กเล็ก ตนย้ำหลายครั้ง แต่ปรากฎว่าช่วงที่ทำแผนขึ้นมาจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เนื่องจากเรื่องเด็กเล็กเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบหลายหน่วยงาน ทำให้ค่อนข้างจะหลุดไป เช่น กระทรวงศึกษาธิการไปทำเรื่องระบบโรงเรียนมาก ซึ่งตนเห็นว่า นโยบายเด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญขอให้รวบรวมทำมา และเรื่องท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องที่ตนปรารภในที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เพราะเห็นว่า การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวมีปัญหา ซึ่งการฟื้นฟูไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงท่องเที่ยว ฉะนั้นเวลาเราอยากจะฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวในเรื่องต่างๆ เกรงว่า จะไม่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานของกระทรวงท่องเที่ยวจึงให้ทางกระทรวงท่องเที่ยวกลับไปดูแง่โครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซี่งอาจจะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอื่น จึงมีเรื่องนี้เข้ามาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เงิน 4 แสนล้านบาท ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาพคล่องส่วนเกิน ตนมั่นใจว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำ เงินนี้ก็ไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ในระบบธนาคารเฉยๆ เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ในชั้นวุฒิสภา ยังมีท่าทีขัดขวาง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงทำความเข้าใจ ตรงไหนที่สามารถจะมาทำความเข้าใจกันได้ ตนก็ยินดีอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เท่าที่ฟังดูส่วนหนึ่งอาจมีความคิดที่แตกต่างในเรื่องเศรษฐกิจ อันนี้เป็นเรื่องปกติ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมีความห่วงใยว่า เงินที่เอามา เอามาทำอะไร มีขั้นตอนในการติดตามตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเรายินดีที่จะรับฟังแลกเปลี่ยน หากมีข้อเสนอแนะหรือจะเพิ่มการมีส่วนร่วมอะไรต่างๆ รัฐบาลยินดีรับฟัง แต่บางครั้งฟังดู อาจจะไปผูกกับบางโครงการ ซึ่งทางวุฒิสภาไม่เห็นด้วย ความจริงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูตรงนี้
***ฝ่ายค้านป่วน “กรณ์” อินไซด์เดอร์หุ้น
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ค้างการพิจารณาเมื่อคืนวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยสมาชิกฝ่ายค้าน ยังคงอภิปรายโจมตีการตั้งงบประมาณของรัฐบาลที่ยังไม่มีรายละเอียด เป็นเพียงการจัดสรรในภาพกว้างๆ รวมไปถึงไม่มีการระบุที่มาของรายได้ที่จะนำมาชดใช้เงินกู้ดังกล่าว
บางตอนของการอภิปรายนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รมว.คลังใช้ประโยชน์จากการมีข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์) หุ้นธาคารสินเอเชีย (ACL) โดยอ้างว่า รมว.คลังนำคนจากโบรกเกอร์เข้ามาทำงานให้กระทรวงการคลัง จึงอยากถามถึงความโปร่งใส พร้อมกล่าวหาว่ามี ส.ว.หญิงคนหนึ่งออกมาพูดถึงเรื่องเงินปากถุง ว่า ซึ่งหากเงินกู้ 8 แสนล้านบาทได้เงินปากถุงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ก็จะได้ปีละ 8 พันล้านบาท 10 ปีก็จะได้ 8 หมื่นล้านบาท
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า รู้สึกผิดหวังที่ฝ่ายค้านไม่หาข้อมูลให้มากกว่านี้ น่าจะทำการบ้านได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ฉบับเดียวที่รายงานข่าวดังกล่าว แต่สุดท้าย บก.ของหนังสือพิมพ์นี้ก็ได้โทรศัพท์มาขออภัยในความคาดเคลื่อนของข่าวที่ลงไป ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดใจ และไม่คิดว่าจะมีใครยกข่าวนี้มาพูดสภา และหากยังสงสัยก็สามารถยื่นฟ้องหน่วยงานต่าง ๆได้เลย
ส่วนกรณีเงินปากถุงขอยืนยันว่ากระบวนการกู้เงินเป็นไปอย่างโปร่งใส การออกมากล่าวหาเช่นนี้สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และควรมีหลักฐานมากกว่านี้ ขณะที่มองว่าการกู้เงินจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เรื่องนี้มีการศึกษาและหยิบยกพ.ร.บ.วิธีพิจารณางบประมาณมาตรา 23 วรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้ใช้เงินด้วยวิธีการอื่นได้
|
|
 |
|
|