|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ภาคธุรกิจเจ๊งต่อเนื่อง ธปท.เผยแนวโน้มปล่อยกู้ช่วงไตรมาส 2 สถาบันการเงินยังคงใช้เข้มงวดมากขึ้นสำหรับสินเชื่อทุกประเภท เหตุกังวลคุณภาพสินทรัพย์และปัญหาเอ็นพีแอลพุ่ง ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งยานยนต์เป็นอันดับต้นที่แบงก์กังวลในการปล่อยกู้
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า สายนโยบายสถาบันการเงินได้ทำการสำรวจภาวะการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินของสถาบันการเงินจำนวน 21 แห่งที่ดูแลงานด้านสินเชื่อ ถือว่าครอบคลุมสินเชื่อมากกว่า 86%ของสินเชื่อทั้งระบบ พบว่า แนวโน้มในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
มาตรฐานให้สินเชื่อทุกประเภทของสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดขึ้น ขณะที่ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และในส่วนของภาคครัวเรือนคาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เนื่องจากความต้องการในการบริโภคช่วงเศรษฐกิจถดถอยยังอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ สถาบันการเงินคาดว่าสาเหตุหลักที่ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากความต้องการลงทุนของธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ส่วนภาคครัวเรือนเริ่มดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจทั่วไปและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินมีความชัดเจนขึ้น และสถาบันการเงินถึง 75% คาดว่าสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์จะยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามความกังวลด้านคุณภาพสินเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้ จึงส่งผลให้มาตรฐานการให้สินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนเข้มงวดขึ้นสำหรับสินเชื่อทุกประเภท
นอกจากนี้ ประเภทของธุรกิจที่สถาบันการเงินคาดว่ากำลังประสบปัญหาที่อาจเป็นความเสี่ยง 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ซึ่งมีสัดส่วนถึง 83.1% เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 75% และยานยนต์ 70.8% ตามลำดับ ขณะที่ความต้องการกู้เงินของภาครัฐเพื่อใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์และอัตราดอกเบี้ยในสัดส่วนเท่ากัน คือ 81.3% ความต้องการในการกู้เพื่อการลงทุนภาคเอกชน คิดเป็น 75% และความต้องการในการกู้เพื่อการบริโภคภาคเอกชน 73.3% ตามลำดับ
สำหรับภาวะการปล่อยสินเชื่อในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมานั้น ความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนลดลงทุกประเภทจากไตรมาสก่อนและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง เนื่องจากการแข่งขันจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ ทั้งจากสถาบันการเงิน บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์)รวมถึงความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยลดลงตามความเชื่อมั่น โดยผู้บริโภคยังรอประเมินแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยและผู้บริโภคมีการใช้แหล่งเงินทุนอื่น เช่ เงินออมของครัวเรือน อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการอนุมัติสินเชื่อครัวเรือนทุกประเภทลดลงจากไตรมาสก่อน แต่อัตราการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย
ด้านภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยที่มีผลมากต่อความต้องการสินเชื่อที่ลดลง คือ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การใช้เงินทุนหมุนเวียน และการผลิตสินค้าคงคลังสะสมที่ลดลงเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามภายใต้ภาวะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ซึ่งสะท้อนไปยังเงื่อนไขต่างๆ เช่น วงเงินสินเชื่อ (Credit lines) และเงื่อนไขประกอบสัญญาเงินกู้ (Loan covenants) ยังมีต่อเนื่อง
|
|
 |
|
|