|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เสริมสุข ปรับตัวฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ รับพฤติกรรมผู้บริโภครัดเข็มขัด เดินเกมกระชับ อัดกลยุทธ์ 3P มุ่งรักษาฐานตลาดน้ำอัดลมพร้อมขยายตลาดเครื่องดื่มไม่อัดลม ปรับลอจิสติกส์ –แพกเกจจิ้ง ระดมลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทุ่ม 1,150 ล้านบาท เพิ่มไลน์ผลิตขวดเพทรับสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้น สิ้นปีรายได้โต 5% จาก 19,420 ล้านบาท
นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำอัดลมเป๊ปซี่ เปิดเผยว่า ปีนี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากผู้ประกอบการต้องเผชิญกับคลื่นอุปสรรค ( Perfect Storm) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก การเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง สำหรับบริษัทเสริมสุขก็ต้องผจญกับภาระต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำตาล เพิ่มขึ้น 34% ราคาน้ำมันผันผวนตลอด ซึ่งปีนี้มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนข้อบังคับของภาครัฐ โดยน้ำอัดลมเป็นสินค้าคาบเกี่ยวระหว่าง สินค้าเฝ้าระวังหรือสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันก็มีการบังคับใช้ระเบียบภาษีสรรพสามิตซึ่งใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือย
อีกทั้งยังมีอุปสรรคการทำตลาด จากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม คือ 1. ต้องการรัดเข็มขัดมากขึ้น โดยเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูก หรือลดราคา หรือมีขนาดเล็กลง 2. ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยหันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพมากขึ้น เพื่อความแข็งแรง ดูดี และฉลาด และ 3.ต้องการความสะดวกสบาย ผู้บริโภครุ่นใหม่นิยมเดินซื้อสินค้าหลากหลายในซูเปอร์มาร์เก็ตแบบ one-stop shopping ที่ใกล้บ้าน เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง ขณะที่สภาพการแข่งขันของตลาดมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงที่ผ่านมาเสริมสุข ได้ปรับกลยุทธ์เจาะตลาดทุกเซกเมนต์ ที่บริษัทเข้าไปทำตลาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในด้านความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย อาทิ การออกบรรจุภัณฑ์ขนาดใหม่ เช่น เป๊ปซี่ 480 มล.ลิปตันและเกเตอเรด 350 มล. และ มิรินด้า 6.5 ออนซ์ตลอดจนปรับบรรจุภัณฑ์ขนาด multi-serveที่เน้นความประหยัดตอบโจทย์ผู้บริโภค
ปรับกลยุทธ์ชู 3Pเดิมเกมกระชับ
นายสมชาย กล่าวว่า นโยบายการตลาดปีนี้ บริษัทได้ปรับทิศทางธุรกิจให้คมชัดขึ้นและกระชับมากขึ้น จากปีที่ผ่านมาดำเนินกลยุทธ์ FOCUS 5 มิติ แต่สำหรับปีนี้ดำเนินกลยุทธ์ P3 ได้แก่ P1. คือ Portfolio การขับเคลื่อนธุรกิจบนฐานผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับเสริมสุขด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ น้ำอัดลม น้ำดื่มคริสตัล ชาพร้อมดื่ม น้ำส้มทวิสเตอร์ และยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ อาทิ เกเตอเรด คาราบาวแดง และโออิชิ โดยจะยังคงยึดการทำตลาดกลุ่มน้ำอัดลม สินค้าเรือธงสร้างรายได้ 75% และเครื่องดื่มไม่อัดลม 25%
ตามด้วยกลยุทธ์ P.2 คือ Performance มุ่งเน้นผลการทำงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ใน 3 ด้านหลัก 1.ระบบลอจิสติกส์และการขนส่ง มีการบริหารจัดการระบบการกระจายสินค้า แบบใหม่ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ UPS ช่วยวิเคราะห์การทำงาน การเพิ่มสายการผลิตน้ำดื่มคริสตัลที่โรงงานสุราษฎร์ธานีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อการจัดจำหน่ายในเขตภาคใต้
2.นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ได้พัฒนาขวด PET ดีไซน์ใหม่ น้ำหนักเบา ช่วยลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติก 600 ตัน หรือ 25ล้านบาทต่อปี และยังเปลี่ยนหีบห่อมาเป็นถาดกระดาษห่อฟิล์ม ซึ่งลดค่าใช้จ่ายได้50%และ3.จิตสำนึกสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และกลยุทธ์ P.3 คือ People บุคลากรเน้นรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ และฝึกอบรมทักษะความรู้ต่างๆ ให้เพิ่มแต้มต่อทางการตลาดและขาย รองรับกับการแข่งขัน
อัดงบลงทุนเท่าตัวรับเศรษฐกิจฟื้น
นายสมชาย กล่าวว่า ปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบลงทุน 1,150ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว แบ่งเป็นงบลงทุนปกติในแต่ละปี 600ล้านบาท เพื่อปรับปรุงการผลิต ส่วนอีก 550ล้านบาท ได้ซื้อเครื่องจักรเพื่อตั้งไลน์การผลิตขวด PET เพื่อรองรับกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า และรองรับการเติบโตของธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มไม่อัดลม
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ผ่านมาของเสริมสุข มีกำไรสุทธิ 123ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีกำไร 92 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมลดลง 11 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกปีนี้มีรายได้5,032 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 5,043 ล้านบาท คาดว่า สิ้นปีนี้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 5 % จาก 19,420 ล้านบาท
|
|
 |
|
|