เฟอร์นิเจอร์เบอร์1แบรนด์ “ไอเกีย” เผยแผนขยายการลงทุน ตั้งเป้า6ปีขยาย100สาขาทั่วโลกเน้นเจาะตลาดเอเชีย ล่าสุดประกาศร่วมทุนกับสยามฟิวเจอร์ฯและเอส.พี.เอส.ฯ ตั้งบริษัท เอสเอฟ ดีเวลลอปเมนท์ ทุนจดทะเบียน 2,500 ล้าน ผุดศูนย์การค้าเมกะบางนา มูลค่าลงทุน 10,000 ล้านบาท พร้อมขยายเพิ่มอีก2สาขาในระยะ10ปี ด้านผู้บริหารสยามฟิวเจอร์ฯ ชี้โครงการเมกะบางนาดันยอดพื้นที่เช่าในพอร์ตเพิ่ม5แสนตร.ม.ภายในปี54 คาดยอดรายได้ขยับแตะ 3,000 ล้านบาท เอส.พี.เอส.ฯแจงขยายโรงงานเพิ่มกำลังผลิต1เท่าตัว รองรับออเดอร์ไอเกีย5ปี มูลค่า 15,000 ล้านบาท
นายทอม ฮูเซล ประธานบริหาร บริษัท อิคาโน่ จำกัด (IKANO Pte.Ltd.) ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ ไอเกีย (IKEA) กล่าวว่า บริษัทมีแผนการขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เพื่อขยายฐานตลาดและกลุ่มลูกค้าในภูมิภาคให้ครบคุมกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยในระยะ6ปีจากนี้ บริษัทมีแผนจะขยายสาขาทั่วโลกเพิ่ม 100 สาขา โดยจะเน้นหนักการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ส่วนการขยายการลงทุนทุนในประเทศไทยนั้น บริษัทวางแผนระยะยาวภายใน10ปี จะขยายสาขาให้ได้ 3 สาขา
ล่าสุด ในการเปิดตลาดเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทยนั้น ได้ร่วมทุนกับบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ(SF) และบริษัท เอส.พี.เอส.ฯโกลเบิ้ลเทรด จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัท เอสเอฟ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน2,500ล้านบาท โดยมีบริษัท อิคาโน่ ถือหุ้น 49% บริษัท สยามฟิวเจอร์ฯถือหุ้น 49% และ บริษัทเอส.พี.เอส.ฯถือหุ้น 2% เพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์การค้าเมกะบางนา ศูนย์การค้าและศูนย์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
โดยศูนย์การค้าดังกล่าว ตั้งอยู่บริเวณเลียบถนนบางนาตราด กม.9 มีพื้นที่ก่อสร้างรวม 4แสนตารางเมตร(ตร.ม.) แบ่งเป็นขายเฟอร์นิเจอร์ 40,000 ตร.ม. ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ศูนย์จำหน่ายสินค้าแฟชั่น ร้านอาหารศูนย์อุปกรณ์ไอที และศูนย์บันเทิงครบวงจร และมีพื้นที่จอดรถ 8,000 ตร.ม. ใช้เงินลงทุนก่อสร้างและตกแต่งรวม 10,000 ล้านบาท สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ 40 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี2554
“สำหรับเนื้อที่ในการพัฒนาโครงการดังกล่าว มีพื้นที่จำนวน 290 ไร่ โดยที่ดินแปลงดังกล่าว ซื้อมาในราคา3,000 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาเป็นพื้นที่อาคารต่างๆ รวม 4 แสนตร.ม. มีแบ่งเป็นพื้นที่เช่า 188,290 ตร.ม. และพื้นที่จอดรถ8,000 ตร.ม. ”
ด้านนายนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SF กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติให้เพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 600 ล้านบาท ในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 1.20 บาท เพื่อระดมทุนใช้ในการร่วมทุนก่อตั้งบริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด พัฒนาโครงการศูนย์การค้า เมกะบางนา และในช่วง10ปีจากนี้ บริษัทจะมีการร่วมกันพัฒนาโครงการศูนย์การค้าร่วมกับ ไอเกีย อีก2แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล
ปัจจุบัน บริษัทมีพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า 29 แห่งร่วม 2.6 แสนตร.ม. มีรายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ 1,600 ล้านบาท และหากการก่อสร้างโครงการเมกะบางนา ร่วมถึงโครงการที่บริษัทมีแผนการก่อสร้างในขณะนี้แล้วเสร็จ จะทำให้บริษัทมีพื้นที่เช่ารวมประมาณ 5 แสนตร.ม. และคาดว่าในปี2554 รายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาท
“การร่วมมือครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการส่งเสริมนโยบายของภาครัฐ ในการสร้างความเชื่อมั่นและการกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย โดยโครงการนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนในหลากหลายพื้นที่ชุมชน กว่า 20,000 ตำแหน่ง และยังส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ทั้งวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านการนำเข้า ส่งออก และการขนส่งรวมถึงธุรกิจก่อสร้าง”
นายกีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานบริหาร บริษัท เอส.พี.เอส. โกลเบิ้ลเทรด จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมทุนก่อตั้งบริษัท เอสเอฟฯ เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าวนั้น บริษัทได้รับการเชื้อเชิญจากไอเกีย ในฐานะที่เป็นพันธมิตรผู้ผลิตสินค้า(ซับพลายเออร์)รายหลักของไอเกีย โดยก่อนหน้านั้น บริษัทเป็นซับพลายเออร์รายหลักที่รับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ หรือ OEM ให้แก่ ไอเกีย โดยส่งออกไปในประเทศยุโรป อเมริกาฯ มีรายได้จากการส่งออก 99% คิดเป็นมูลค่า1,000 ล้านบาทต่อปี หรือมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 300 ตู้คอนคอนเทรนเนอร์ต่อปี
ทั้งนี้ การตั้งศูนย์จำหน่ายหรือสาขาในประเทศไทย ทางไอเกียได้ทำสัญญาจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์โดยมอบหมายให้บริษัทผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ป้อนตลาดเอเชียระยะเวลา 5 ปี ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทต้องลงทุนขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1เท่าตัว ซึ่งจะส่งผลให้ในระยะ 5 ปีจากนี้ บริษัทจะมียอดส่งออกเพิ่มเป็น 500-600 ตู้คอนเทรนเนอร์ หรือมีมูลค่าส่งออกต่อปี 5,000 ล้านบาท คิดเป็น 25%ของมูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์OEM จากประเทศไทยต่อปี 20,000 ล้านบาท
สำหรับ การขยายการลงทุนหรือสาขาของไอเกีย100แห่ง ในระยะ6ปีจากนี้ ถือว่าเป็นโอกาสทางการขยายการส่งออกของบริษัท เพราะจะช่วยให้เกิดการขยายยอดสั่งซื้อสินค้าของบริษัท เนื่องจากบริษัทเป็นซับพลายเออร์รายหลักของไอเกีย ในขณะที่ประเทศจีนแม้จะมีศักยภาพในการผลิตและต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย แต่ด้วยคุณภาพที่ด้อยกว่าของสินค้า ทำให้ไอเกียเลือกใช้บริษัทเป็นหลัก
“โดยส่วนตัวแล้ว มองว่าเฟอร์เจอร์ไทยจะเข้าไปทำตลาดสร้างแบรนด์แข่งกับเฟอร์นิเจอร์ในตลาดโลกเป็นเรื่องยาก เพราะการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดยุโรป อเมริกาฯ นั้น ต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง ดังนั้น เราจึงเน้นการขยายตลาดการเป็นซับพลายเออร์ให้แก่เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ๆ ในขณะเดียวกัน การเพิ่มมูลค่าสินค้านั้น บริษัทได้มีการพัฒนาในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ เพื่อเสนอขายให้แก่เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ๆ นอกเหนือจากการการรับจ้างผลิตตามยอดสั่งสินค้าเพียงอย่างเดียว ”
|