|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

"สุวี หทัยพันธลักษณ์" ไม่ได้เกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทอง หรือเป็นทายาทนักธุรกิจที่มีนามสกุลดัง แต่เขาสามารถสร้างธุรกิจด้วยมือเปล่าให้มีมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากศูนย์
ในขณะที่เด็กวัย 14 ขวบหลายๆ คนกำลังสนุกสนานกับเพื่อนอยู่ในห้องเรียนและฟังครูพร่ำสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่กลับมีเด็กชายคนหนึ่งต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กชาย
สุวีเรียนจบ ป.7 ที่โรงเรียนศรีตาราม หรือโรงเรียนคอกหมู แถวนางเลิ้ง เขาไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดมายากจน แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อก็ตาม
สุวีเล่าด้วยรอยยิ้มว่าเขามีพี่น้อง 6 คน เขาเป็นลูกชายคนที่ 3 จากพี่น้องที่เป็นผู้ชายด้วยกัน 5 คน และมีน้องสาวเป็นคนสุดท้อง สุวีบอกว่าเขาช่วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มจากการขายไอศกรีมตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ซึ่งเด็กวัยเดียวกับเขาที่มีฐานะคล้ายกันก็ทำเช่นนี้
เขาเริ่มทำงานเป็นลูกจ้างในโรงกลึงนาน 7 ปี ตอนนั้นสุวีบอกว่าไม่เรียกเป็นลูกจ้าง แต่เรียกว่า "ฝึกงาน" หากเป็นสมัยนี้คงเรียกว่า learning by doing เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งเชื่อว่าศัพท์แสงที่ถูกกำหนดขึ้นนี้ ยังคงไม่เกิดขึ้นในสมัยของเขาแน่นอน
ระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สุวีฝึกฝน จดจำ เรียนรู้จนชำนาญจึงมีความคิดที่จะมีร้านเป็นของตนเอง จนกระทั่งอายุ 21 ปี ก็เริ่มเปิดโรงกลึงเล็กๆ ด้วยเงินเก็บสะสม แต่มาเริ่มต้นธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อปี 2515 จากเงินทุนที่มีอยู่ 3-4 หมื่นบาท และตั้งชื่อร้านวิโรจน์ โลหะกิจ เป็นชื่อที่พระตั้งให้ ที่มีความหมายว่าเจริญรุ่งเรือง และในตอนนั้นสุวีมีอายุราว 30 ปี
สุวียอมรับว่าในช่วงระยะเวลา 15 ปีแรก ธุรกิจล้มลุกคลุกคลานและต้องพึ่งพาผู้อื่นเป็นหลัก เพราะอยู่ในฐานะเป็นผู้รับจ้างผลิต แต่หลังจากที่หันมาทำธุรกิจและทำตลาดด้วยตัวเอง เขาก็สามารถขยายกิจการและก่อตั้งบริษัทหลายแห่งมากขึ้น
ปี 2527 เปลี่ยนชื่อจากวิโรจน์ โลหะกิจ มาเป็น บริษัท วี.อาร์.สหกิจ จำกัด ทำธุรกิจผลิตอุปกรณ์ท่อสเตนเลส หลังจากนั้นได้ก่อตั้งบริษัท วี.อาร์.ฟิตติ้ง จำกัด ทำหน้าที่จำหน่ายและก่อตั้ง บริษัท วี.อาร์.แฮลเดิล จำกัด เป็นสำนักงานขายและปัจจุบันสุวีดูแลเพียง 2 บริษัท ส่วนบริษัท วี.อาร์.ฟิตติ้ง ได้มอบให้น้องชายเป็นผู้บริหาร
สุวีเริ่มชักชวนพี่น้องเข้ามาร่วมงานตอนปี 2530 และพี่น้องอีก 2 คนยังทำงานร่วมกับเขามาถึงปัจจุบันคือ สุเวส หทัยพันธลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน และภัทรพล หทัยพันธลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน
ทำให้ภาพลักษณ์ในการทำงานเป็นระบบครอบครัว และเขาได้ปรับระบบให้มืออาชีพเข้ามาบริหารงานมากขึ้น เพราะมองว่าธุรกิจถ้าไม่ปรับตัว ในอนาคตจะไปไม่รอด เขาเริ่มปล่อยการบริหารงานในส่วนการขายให้ผู้บริหารภายนอกดำเนินงาน ส่วนเขายังดูแลโรงงานเพราะมีความรู้ความชำนาญมากที่สุด ดังนั้นบริษัทยังต้องพึ่งพาเขาอยู่
เขาคาดหวังจะเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี เพราะเขาเริ่มต้นทำงานเมื่ออายุเพียง 14 ปี ทำให้สุวีมีช่วงเวลาทำงานมากกว่าหลายๆ คน เขาทำงานร่วม 47 ปีตอนนี้อายุ 57 ปี ซึ่งเหลืออีก 3 ปี จากนี้ไปก็จะเริ่มวางมือและดูแลอยู่ห่างๆ
แม้ว่าสุวีจะบอกว่าได้เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาทำงานมากขึ้น แต่ลูก 2 คนที่เข้ามาทำงานในส่วนของต่างประเทศและออกแบบจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจ และหนึ่งในนั้นจะต้องก้าวขึ้นมารับตำแหน่งของเขาในอนาคต
แม้ว่าสุเวสพี่ชายคนที่สองอายุ 62 ปี จะบอกว่าสุวีเป็นคนที่จริงจังในการทำงานและค่อนข้างดุ แต่ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนจริงใจและยุติธรรม จึงทำให้ลูกน้องหลายๆ คนทำงานร่วมกับเขาหลายสิบปี และหลายๆ คนก็เรียกเขาว่า "เฮีย" จนติดปาก
การทำงานย่อมมีอุปสรรค แต่ทุกคนต้องรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร และทำอย่างไรให้สำเร็จ การทำงานกับเพื่อนร่วมงานต้องมีความจริงใจ
"อย่างวันนี้ อยากเป็นหนึ่งในเรื่องก๊อกน้ำ ส่วนคำว่าสเตนเลส ผมกล้าพูดว่าผมเป็นหนึ่งในตอนนี้ แต่อย่างอื่นไม่แน่ใจ" สุวีบอกถึงความฝันแต่ฝันของเขาจะเป็นจริงได้เพียงใด ลูกๆ ของเขาเท่านั้นที่จะช่วยสืบสานให้เป็นจริง
|
|
 |
|
|