ความตื่นตัว ที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน และก๊าซขึ้นมาใช้ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นแรงจูงใจดึงดูดให้แคนาดอยล์ กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจของชาวอิตาลี
แต่มีฐานใหญ่อยู่ในแคนาดา ตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตข้อต่อท่อขนาดใหญ่ในประเทศไทย
โรงงานดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ในนิคมอุตสาห-กรรมอมตะซิตี้
จังหวัดระยอง โดยใช้เงินลงทุนรวม 23.2 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,040
ล้านบาท
การก่อสร้างโรงงานจะเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2544 และจะเสร็จ และเริ่มผลิตได้ในเดือนพฤศจิกายน ที่จะถึงนี้
โดยผลผลิตจากโรงงานในขั้นต้นเป็นข้อต่อท่อขนาดใหญ่สำหรับ ใช้ในการขนส่งก๊าซธรรมชาติ
น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และขณะนี้แคนาดอยล์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสำนักงาน
คณะกรรมการนโยบายพลังงาน ซึ่งหากการเจรจา มีผลคืบหน้า อาจมีการขยายสายการผลิตไปยังสินค้าประเภทอื่นได้อีก
แคนาดอยล์ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ใหญ่
1 ใน 5 อันดับของโลก ผลผลิตส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง เช่น
ท่อ ข้อต่อ และวาล์วสำหรับท่อขนาดใหญ่ มีส่วนแบ่งการตลาดรวมประมาณ 12% แต่เฉพาะในภูมิภาคอเมริกา และแคนาดา
แคนา ดอยล์ถือเป็นรายใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%
สำหรับในประเทศไทย แคนาดอยล์เป็นผู้จัดส่งข้อต่อท่อขนาดใหญ่ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก และโครงการวางท่อก๊าซจากราชบุรีมายังอำเภอวังน้อย
จังหวัดอยุธยา และเตรียมจัดส่งข้อต่อท่อให้สำหรับโครงการท่อส่งก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วม
ไทย-มาเลเซีย ซึ่งยังมีปัญหาจุดขึ้นของท่อก๊าซธรรมชาติ ที่ กำลังถูกต่อต้านจากชาวสงขลาอยู่ในขณะนี้
"ในเมืองไทย เราอาจกล่าวได้ว่าเราครองส่วนแบ่งตลาด ทั้งหมด" จาโคโม
ซอซซี่ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแคนาดอยล์ เอเชีย บริษัท ที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้น
เพื่อเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่แคนาดอยล์ ก็ยังเป็นธุรกิจครอบครัว
โดยก่อตั้งขึ้นโดยคน ในตระกูลซอซซี่ เมื่อปี 2514 ทางตอนเหนือของประเทศ อิตาลี
ก่อน ที่จะขยายการลงทุนเข้าไปในแคนาดา เมื่อปี 2525 และปัจจุบันตระกูลซอซซี่ก็ยังครองหุ้นส่วนใหญ่
และอำนาจการบริหารอยู่ในมือทั้งหมด
ปัจจุบันฐานการผลิตของแคนาดอยล์กรุ๊ป นอกจากในอิตาลี แคนาดาแล้ว ยังมีโรงงานอยู่ในเวเนซุเอลา
และคลังสินค้าในสหรัฐอเมริกา การเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย จึง ถือเป็นการขยายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก
"การบริโภคพลังงานในภูมิภาคนี้ มีแนวโน้ม ที่จะขยาย ตัวได้อีกมาก" เขายกตัวอย่างในอินเดีย
และจีน ซึ่งยังต้องนำเข้า ก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะในจีน ซึ่งมีโครงการวางท่อก๊าซขนาด
ใหญ่ถึง 3 โครงการ ระยะทาง 12,000 กิโลเมตร "เทียบกับโครง การราชบุรี-วังน้อย
ที่ยาวเพียง 253 กิโลเมตรแล้วใหญ่กว่ามาก"
การเข้ามาตั้งโรงงานครั้งนี้ เป้าหมายจึงมุ่งส่งออกเป็นหลัก โดยผลผลิต ที่ออกจากโรงงาน
ซึ่งเมื่อผลิตได้เต็มที่ จะมีกำลังการผลิตข้อต่อท่อขนาดใหญ่ 6,500 ตันต่อปี
ในจำนวนนี้ 95% จะส่งออก โดยมากกว่า 60% จะส่งเข้าไปขายในประเทศย่านเอเชีย
ออสเตรเลีย อีก 15% ส่งไปตะวันออกกลาง ส่วน ที่ขายในประเทศ จะมีไม่เกิน 5%
เท่านั้น
ก่อนตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน แคนาดอยล์ กรุ๊ป ได้ไปสำรวจพื้นที่ตั้งมาแล้ว
ทั้งในอินโด นีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม จีน และอินเดีย การตัดสินในการเลือกประเทศไทยมีสาเหตุอยู่
3 ประการ คือ 1. ที่ตั้งของประเทศไทยดีที่สุด 2. ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนัก
งานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ 3. คุณภาพของคนไทยมีความสามารถ
แต่ดูเหมือนเหตุผลประการที่ 2 คือ การได้รับการส่งเสริมจาก BOIจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดในจำนวน
เหตุผลทั้ง 3 ประการ เพราะเดิมแคนาดอยล์มีความ สนใจประเทศจีน แต่ติดเงื่อนไขการลงทุนจากต่างชาติจะต้องหาผู้ร่วมทุนท้องถิ่น
ซึ่งแคนาดอยล์ไม่ต้องการ
"เราเป็นธุรกิจในครอบครัว และการลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ เป็นการลงทุนระยะยาว
ค่อนข้างใช้เวลาสำหรับการ คืนทุน" ซอซซี่ให้เหตุผล
การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เงื่อนไข ที่ได้รับจาก BOI นอกจากจะได้ถือหุ้นเต็ม
100% โดยไม่ต้องมีผู้ร่วมทุนท้องถิ่นมาแบ่งกำไร และได้รับงดเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
เป็นระยะเวลา 8 ปีแล้ว ยังได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่เป็นที่ตั้งโรงงานอีกด้วย
ซึ่งเป็นเงื่อนไข ที่ดึงดูดใจมากกว่า
นอกจากนี้ เงินลงทุน ที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างโรงงาน มูลค่า 23.2 ล้านดอลลาร์นั้น
เป็นเงินทุนนำเข้าเพียง 10 ล้านดอลลาร์เท่านั้น อีก 13 ล้านดอลลาร์ ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย
สาขาประเทศไทย ซึ่งเป็นธนาคารสัญชาติแคนาดาเช่นกัน
คงต้องคอยดูกันต่อไปว่า ประเทศไทยจะได้รับผลดีอย่างไรบ้าง สำหรับการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตข้อต่อขนาดใหญ่ของแคนาดอยล์
กรุ๊ปในครั้งนี้ นอกเหนือจาก ที่จาโคโม ซอซซี่ บอกว่าผลผลิต ที่ออกมาจากโรงงาน
จะมีราคาถูกกว่าสั่งนำเข้า มา 30%