Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2531
สัมผัสโลกนักวางแผนอย่าง ดร. เสนาะ อูนากูล             
โดย สุรพล ธรรมร่มดี
 


   
www resources

โฮมเพจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
โฮมเพจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

   
search resources

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
เสนาะ อูนากูล
Political and Government




ในมันสมองของ ดร. เสนาะ อูนากูล เลขาธิการสภาพัฒน์และประธานสภาทีดีอาร์ไอ ไม่ทราบมีรอยยับย่นกี่ร่องรอย แต่ฐานะบทบาทและศักยภาพของเขาเป็นที่เลื่องลือ (ทั้งที่เชื่อในฝีมือและที่วิพากษ์วิจารณ์) "ผู้จัดการ" มีโอกาสสัมภาษณ์อย่างเต็มที่ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงเปิดเผยให้เห็นถึง "โลกของนักวางแผน" อย่าง ดร. เสนาะ อย่างแจ่มชัดที่สุด

การสร้างทีดีอาร์ไอ

ก็คิดว่าน่าจะมีสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่มีประสบการณ์และความสามารถเฉพาะที่เรียกว่า การวิจัยด้านนโยบายเพื่อที่จะได้สนับสนุนการกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศและในเรื่องการวางแผนพัฒนาประเทศคือในระหว่างที่วางแผน 5 อยู่นี่มองเห็นค่อนข้างชัดว่าระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ไล่มาตั้งแต่แผนหนึ่งยิ่งเห็นชัดขึ้นในแผน 5 ว่าเปลี่ยนแปลงเร็วมากแล้วก็มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นทุกที มีสิ่งสัมพันธ์ซึ่งกันและกันมากขึ้นทุกที จนกระทั่งมีความรู้สึกว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีระบบข้อมูลที่ไม่ใช่ว่าจะทำแผนที่กำหนดนโยบายแต่ละทีก็ต้องไปเริ่มหากันใหม่ พอหาเสร็จไปถึงขั้นทำนโยบายก็คงจะหมดแรงแล้ว ส่วนที่เป็นสาระด้านนโยบายจริงๆ ก็อาจจะน้อย เพราะต้องไปใช้เวลากับระบบข้อมูลมากมายเหลือเกิน เพื่อเป็นการประหยัดเวลาให้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ด้วยนักวิชาการที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษด้านนั้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องมาแยกแยะวิเคราะห์วิจัยออกมาให้ ผู้ใช้คือรัฐบาลได้สามารถเลือกใช้ได้เพราะมีทั้งข้อมูลและทางเลือกต่างๆ ซึ่งแยกได้เป็นสองประเภท คือ ประเภทที่หนึ่ง ต้องการคำตอบเร็วๆ รวบรวมข้อมูลเหมือนกัน แยกแยะประเภทเหมือนกัน หาทางออกเหมือนกัน แต่สามารถทำได้โดยไม่มีข้อมูลครบก็ทำได้ หรือจะสามารถตั้งประเด็นในระดับจะตัดสินเบื้องต้น ซึ่งหน่วยราชการต่างๆ หรือสภาพัฒน์ก็สามารถทำได้ แต่ว่ามันมีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องโครงสร้างซึ่งจำเป็นจะต้องเจาะลึกลงไป เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมต้องหาข้อมูลหลายด้านต้องมีกลุ่มคนที่มาศึกษาวิเคราะห์วิจัยจึงจะเสนอผลได้ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสถาบันขึ้น ได้ไปเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ ซึ่งประสบความสำเร็จด้านการพัฒนามาก่อน อย่างเกาหลีเขามีสถาบันหนึ่งเรียกว่าเคดีไอกับคณะกรรมาธิการวางแผนเศรษฐกิจเขาทำงานประสานกันดี กระทรวงการวางแผนของเขาก็มีรัฐมนตรีว่าการและเป็นรองนายกฯ ด้วย โมเดลของเกาหลีเป็นโมเดลที่น่าสนใจมาก เจ้าหน้าที่ในกระทรวงก็มีหน้าที่ที่สำคัญมากที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล ต้องได้รับความต้องการจากรัฐบาลว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการคำตอบ เมื่อได้คำถามมาเขาก็เอาไปป้อนกับหน่วยงานต่างๆ เขาก็มีเป็นสถาบันอิสระ ที่รัฐออกกฎหมายพิเศษ มีเงินเป็นจำนวนมากมาสนับสนุนให้เป็นสถาบันเคดีไอขึ้นมา สถาบันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก สามารถดึงดูดนักวิชาการที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ไปทำงานอยู่ต่างประเทศในองค์การระหว่างประเทศกลับเข้ามาทำงานร่วมกัน หลายๆ ประเทศก็สนใจขณะนี้ไต้หวันก็ตั้ง "ชุนหัว" อินสติติวขึ้นมาแล้ว ในอาเซียนก็สนใจพวกที่ทำงานวางแผนจะรู้ว่าสถาบันนี้เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งนี้จึงทำให้คิดจะสร้างทีดีอาร์ไอขึ้นจะเห็นได้ว่าทีแรกเราไม่ได้ใช้ชื่อทีดีอาร์ไอ เพราะดูจะไปใกล้กับเคดีไอมากไปหน่อยซึ่งก็ยังไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีตัวอาร์อยู่ด้วยก็จะเป็นสถาบันแอคชั่นที่เน้นด้านการปฏิบัติ แต่นี่เราจะเน้นในเรื่องของการวิเคราะห์วิจัยเท่านั้นจึงเติมตัวอาร์เข้าไปจึงเป็นทีดีอาร์ไอ

สภาพัฒน์กับทีดีอาร์ไอ

สภาพพัฒน์เป็นกองหน้าที่มีสต๊าฟใกล้ชิดกับรัฐบาลและเป็นข้าราชการรับผิดชอบการวางแผนพัฒนาประเทศ วิเคราะห์โครงการ หรือเสนอนโยบายในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยตรง ส่วนทีดีอาร์ไอเรียกได้ว่าเป็น BACK ROOM สนับสนุนข้อมูลในระยะยาว แต่จะไปเรียกเขาว่าเป็น BACK ROOM ก็คงไม่ได้ เพราะเขาเป็นมูลนิธิอิสระ แต่โดยที่มีการจัดตั้งขึ้นมาก็อยากให้เป็นประโยชน์กับราชการด้วย แนวนโยบายของทีดีอาร์ไอจึงเป็นไปในทางเพื่อการวางแผนพัฒนาประเทศ ในช่วงแผน 5 แผน 6 นี่ไม่ทัน ในช่วงแผน 7 คงใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

สองสถาบันนี้เป็นอิสระจากกัน ผมเป็นประธานสภาสถาบัน ส่วน ดร. ไพจิตรก็เป็นประธานสถาบัน การบริหารผมก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องก็ดูแต่เพียงด้านนโยบายและทิศทางเท่านั้น สภาพัฒน์อาจใช้บริการของทีดีอาร์ไอได้แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละเรื่อง ทีดีอาร์ไอเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะสนองความต้องการของสภาพัฒน์ได้ ไม่ใช่ว่ามาสนองได้หมด เพราะสภาพัฒน์นี่ความต้องการข้อมูลต่างๆ ก็ดี กิจกรรมที่จะตอบรัฐบาลมันมีมากเหลือเกิน แล้วส่วนมากอาจจะต้องเร็วด้วย ต้องไปทำงานกับหน่วยงานของรัฐบาลด้วยกันหรือว่าทำงานกับหน่วยงานด้านวิชาการซึ่งเขามีความชำนาญเฉพาะ เพราะฉะนั้นของเรามันไม่เหมือนอย่างเกาหลี อย่างของเขานี่เคดีไอกับกระทรวงวางแผนต้องไปด้วยกันเลย อย่างวางแผนของเกาหลีนี่เกือบจะมอบให้เคดีไอไปเลย แต่ของเราไม่ใช่อย่างนั้น การวางแผนยังต้องเป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในจำนวนการวางแผนอาจมีบางส่วนที่ต้องมอบให้กับทีดีอาร์ไอ

เราคงไปหวังเป็นอย่างเคดีไอไม่ได้เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะทีดีอาร์ไอก็ก่อตั้งขึ้นในรัฐบาลชุดหนึ่งสมัยหนึ่งในชุดต่อๆ ไปก็คงแล้วแต่ว่าท่านจะคิดอย่างไร ผมคงตอบไม่ได้ แต่ว่าถ้าดูวัฒนาการกันไปข้างหน้า ความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรที่เข้ามาสนับสนุนระบบข้อมูลการวิเคราะห์วิจัยเรื่องของ RESEARCH DEVELOPMENT มันจะต้องมีมากขึ้น แต่ของเราคงต้องเป็นลักษณะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปมากกว่า ถ้าไปถึงจุดๆ หนึ่งพิสูจน์ผลงานมีว่ามีประโยชน์ ทางฝ่ายรัฐบาลมีกำลังพอที่จะดูแลได้นอกเหนือไปจากงานเฉพาะหน้ามากขึ้นก็อาจมีการพิจารณาไปในแนวอื่นก็ได้

สภาพัฒน์ถ้าหากได้สร้างคนที่มีความรู้ด้านการทำวิจัยระยะยาวได้มากขึ้น ก็จะสามารถบริหารงานได้ และการจะติดต่อคนของทีดีอาร์ไอก็เป็นเรื่องที่คุมกันได้ อย่าใช้คำว่า "คุม" เลยมันไม่เหมาะสม เป็นการที่จะร่วมมือกันในสิ่งที่ร่วมกันได้ หรือกับสถาบันอื่นๆ ก็ทำได้มากขึ้นเพราะในฐานะผู้บริหารโครงการสามารถที่จะแจกงาน หรือหลีกงาน คือเป็นผู้นำในเรื่องของแนวความคิด การใช้ประสบการณ์หรือข้อมูลซึ่งคนอื่นไม่มีเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดเป็นสต๊าฟของรัฐบาลเข้ามาทำให้งานนั้นดีขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างคนเป็นคนรุ่นใหม่ ต่อไปคนของสภาพัฒน์จะมีคนที่จบปริญญาเอกมาเป็นจำนวนมาก แต่ละคนก็เรียนมาเฉพาะด้าน ไม่ใช่รู้ไปหมดเหมือนรุ่นเก่าๆ เดี๋ยวนี้รุ่นพวกเราก็ถือว่าต้องผ่านไปทั้งนั้น ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้รับงานต่อไป

ทิศทางการพัฒนา

การประชุมปลายปีของทีดีอาร์ไอปีนี้กำหนดหัวข้อว่า INCOME DISTRIBUTION LONGTERM GROWTH PROSPECT OF THAI ECONOMY ซึ่งแสดงว่าทีดีอาร์ไอต้องการจะเจาะลงไปว่า GROWTH ของเราในอัตราสูงยังจะไปได้อีกจนกระทั่งเราขึ้นไปได้อีกระดับเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงกันอยู่อีกทางด้านหนึ่งที่เรียกว่า SOFT SECTOR เรื่องการกระจายรายได้ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเทคโนโลยี สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะผมพูดหลายครั้งแล้วว่าตอนนี้เรื่อง EXPORT ก็ดี เรื่อง INVESTMENT ก็ดี เรื่อง TOURISM ซึ่งเคยใช้เวลามากตอนนี้ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาแล้วเพราะเขากำลังขยายตัว แต่ว่าเราต้องหันมาสนใจกับสิ่งที่เป็นปัญหาพื้นฐานของบ้านเมืองเรา ถ้าเราขยายตัวสูงขึ้นเราจะขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันผลประโยชน์ของการพัฒนาอย่างนี้ทำอย่างไรจึงจะกระจายให้มันทั่วถึงมากขึ้น ทำอย่างไรไม่ให้การขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่ไปทำลายคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนไทยด้วยกันเอง การสัมมนาอันนี้มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ CONCEPT ของเรื่อง INCOM DISTRIBUTION ให้มันถูกต้องในประเทศไทย เพราะว่าบางทีพูดกันไปโดยไม่มีข้อมูลไม่มีกรอบทางทฤษฎีมองแล้วมันจะเป็นภาพตัด แต่ถ้ามองเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต มันจะช่วยให้เรามองเห็นความเป็นจริงได้ดีขึ้น เช่นจะเห็นได้จากประวัติการพัฒนาของทุกประเทศเป็นยังไง ตอนที่เริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็วจะเกิดการกระจายรายได้มันอาจทรุดตัวลงระยะหนึ่ง แต่ถ้าพัฒนาไปจนสำเร็จแล้ว การกระจายรายได้จะเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ ทีนี้ของเราต้องพยายามดูว่าเราจะทำให้ส่วนนี้สั้นเข้ามาได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น อีกทางหนึ่งในเรื่องการวางแผนพัฒนาประเทศโดยไม่ใช้ ECONOMIC MODEL อย่างแต่ก่อน แต่จะใช้ SOCIOECONOMIC MODEL เป็นหลัก หมายความว่าใช้เรื่องของ "คน" และสังคมเป็นหลัก ซึ่งอันนี้จะเป็นการริเริ่มของประเทศพัฒนาประเทศแรกเท่าที่ดูยังไม่มีใครทำ โดยเฉพาะดูจากโครงสร้างของประชากรของเรามีลักษณะพิเศษ สามารถลดอัตราการเพิ่มของประชากรใน 15 ปี จาก 3.3 ลงมาเหลือ 1.5 ซึ่งน้อยประเทศที่มีอย่างนี้ และผลที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเพิ่มประชากรมันมีมากเหลือเกินต่อในเรื่องการใช้ที่ดิน การเกษตร เรื่องชนบท เรื่องของเมือง ร้อยแปดมาจากการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่ดูให้ดี ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปก็ได้อย่างเช่นกรณีที่ 5-10 ปีที่แล้ว เรามีปัญหาเรื่องเด็กมากเหลือเกิน เรามีปัญหาต้องสร้างโรงเรียนอย่างมากมาย ต้องเพิ่มจำนวนครูอย่างมโหฬารเลย เด็กเข้าประถมกันมาก ตอนนี้เข้าโรงเรียนมัธยมเริ่มน้อยแล้ว ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทยขณะนี้คือเราต้องพัฒนามัธยมให้ดีขึ้น แต่เราก็ต้องดูว่าจำนวนประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจะได้ไม่พัฒนาเกินตัว การที่เราลงทุนในเรื่องฝึกหัดครูเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องว่างงาน ก็เลยต้องหาทางปรับดูให้เป็นมหาวิทยาลัยกันหมดแล้วก็มีปัญหาไปอีกแบบ นี่ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ผลของการเพิ่มประชากร การเคลื่อนย้ายประชากร โครงสร้างของอายุ ความต้องการของคนไม่เหมือนกัน เด็กก็ต้องการอย่างหนึ่ง พอระยะนี้ปัญหาใหญ่ที่เริ่มออกมาสู่ตลาดแรงงานก็เกิดปัญหาการว่างงาน ตอนนี้เราพัฒนาอุตสาหกรรมกันใหญ่ ปัญหาการว่างงานก็เริ่มลดลงแล้ว อีก 5 ปีข้างหน้าอาจเป็นว่าเราไม่มีแรงงานพอ เราจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมของเราให้ทันเพื่อว่าเราจะยืนบนขาตัวเองได้ ต้องมีเทคโนโลยีของเรา เราสามารถแข่งขันกับประเทศที่ตามจี้หลังเรามา สิ่งต่างๆ เหล่านี้มาจากปัญหาเรื่องคนทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นโมเดลที่ทีดีอาร์ไอคิดทำอยู่นั้น เป็นโมเดลที่เหมาะสมกับประเทศไทย ถ้าจะมีการวางแผนพัฒนาฉบับที่ 7 ต่อไป โมเดลอย่างนั้นน่าจะเป็นโมเดลที่เราเริ่มใช้สำหรับแผน 7 เพราะว่าจะเป็นเรื่องที่ตอบสนองความรู้สึกของคนในเวลานี้ว่าเศรษฐกิจขยายตัวเร็วจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่คนทั่วไปดีขึ้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเราจับในเรื่องของคนเป็นหลัก เราก็จะได้คำตอบต่อปัญหานี้มากขึ้นๆ ส่วนปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะนี้ทีดีอาร์ไอเขาก็ไปทางด้านทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก เรื่องคุณภาพชีวิตก็อยู่ในนี้อยู่ด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าเรามี VISION ที่ไกลพอมองภาพที่มันไกลเราก็จะเตรียมตัวเตรียมใจปรับตัวรับกับปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น หน้าที่ของทีดีอาร์ไอส่วนหนึ่งก็คือต้องให้ความรู้อันนี้กับทางฝ่ายที่วางแผนหรือทำนโยบายต่อไปข้างหน้า เพื่อว่าเราอาจจะมีเวลาพอได้ปรับตัวปรับใจก่อให้เกิดความเข้าใจภายในประเทศของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็จะตกอยู่ใน CRISIS MANAGEMENT เป็นลักษณะที่เรียกว่า LONGTERM PERSPECTIVE ช่วยให้เตรียมปรับตัวปรับใจไม่ใช่คนเดียว แต่ของคนทั้งประเทศให้รับกับสถานการณ์ต่างๆ มองในแง่ของ VISION แล้วทีดีอาร์ไอจะต้องทำ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us