Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน1 เมษายน 2552
ADB ห่วงจีดีพีไทยลบ4%จี้รัฐแก้การเมือง-อัดงบ             
 


   
search resources

Economics
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย




เอดีบีชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว 2% คนตกงาน 2 ล้านคน หากเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า ปัจจัยภายนอกเม็ดเงินภาครัฐล่าช้า-การเมืองในประเทศไม่คลี่คลาย อาจมีโอกาสได้เห็นติดลบ 4-5% ระบุรัฐบาลไทยชุดนี้มีมาตรการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เอดีบีพร้อมร่วมมือปล่อยกู้ เผยรัฐบาลไทยมีโครงการลงทุนจ่อคิวเพียบจนถึงปีหน้า

นายฌอง ปิแอร์ เวอร์บิสท์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยเมื่อวานนนี้ (31 มี.ค.) ว่า เอดีบีได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวติดลบ 2% ภายใต้มุมมองที่ดี ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตปี 2541 ส่งผลให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม หากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐลงสู่ระบบล่าช้าอาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 4% ถึงลบ 5% ซึ่งขณะนี้ปัจจัยภายนอกยังไม่มีความแน่นอน และหากการแก้ไขปัญหาการเมืองยังไม่คลี่คลายอาจส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนโยบายหรือโครงการต่างๆ ล่าช้าไปอีก ซึ่งอาจกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

ขนาดของมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลไทยค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศในแถบภูมิภาค แต่เชื่อว่ารัฐบาลไทยยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก และมองว่าภาครัฐควรมีทั้งการลงทุนสาธารณูปโภคภาครัฐ และการช่วยเหลือผู้บริโภคควบคู่กันไปด้วยถึงจะได้ผลดี จึงไม่ใช่แค่มาตรการเช็คช่วยชาติเท่านั้น ส่วนมาตรการที่ออกมาจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและขนาดของมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมด้วยของรัฐบาลแต่ละประเทศ

"เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่ควรมีการลงทุนเพื่อหนุนเศรษฐกิจในวงกว้างและมีผลในระยะยาว รัฐบาลไทยชุดนี้รู้ดีว่าผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลมายังไทยรุนแรงแค่ไหน การเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะเนื้อในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ บางเรื่องเป็นเรื่องต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ดังนั้น คงบอกว่านโยบายไม่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนคงไม่ได้" นายฌอง ปิแอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามไทยมีการพึ่งพาการส่งออกมากจากตลาดต่างประเทศ รองจากสิงคโปร์ โดยโครงสร้างสินค้าส่วนใหญ่ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเครื่องนุ่งห่ม ทำให้อ่อนไหวมากเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงคาดว่าในปีนี้การส่งออกหดตัว 18% และนำเข้าหดตัว 28% ทำให้ดุลการค้าเกินดุลมากถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 8%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และปีหน้าเหลือ 4% และคาดว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.5% แม้ไม่ถึงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแต่ลดลงค่อนข้างมากในบางเดือน อีกทั้งด้านการลงทุนเอกชนปีนี้มีโอกาสติดลบ จึงจำเป็นต้องพึ่งการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก

แนะร่วมมือสร้างความสมดุลใหม่

นอกจากนี้ ความร่วมมือกันระดับภูมิภาคเอเชียควรมีมากขึ้นและหลากหลายรูปแบบ โดยนโยบายการเงินและการคลังในภูมิภาคต้องสอดคล้องกัน ขณะที่ตลาดทุนควรมีการเชื่อมโยงมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งดีต่อผู้ระดมทุนให้มีตัวเลือกมากขึ้น ต้นทุนต่ำ เพื่อให้การลงทุนเหมาะสมกับความต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ทางรัฐบาลในแต่ละประเทศควรมีแผนจัดการงบประมาณขาดดุลสูง หลังจากที่พยายามต่อสู้ความถดถอย และหลังจากนั้นควรสร้างความสมดุลให้แก่เศรษฐกิจเอเชีย โดยหันมาพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศแทนการส่งออกน้อยลง

ปล่อยกู้อภิมหาโครงการรัฐ

สำหรับความช่วยเหลือของเอดีบีในการสนับสนุนเงินกู้ให้แก่รัฐบาลไทยนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย เอดีบี กล่าวว่า ในปีนี้นอกเหนือจากการให้เงินกู้ร่วมกันของเอดีบี ไจก้า และธนาคารโลกที่ให้แก่รัฐบาลไทยจำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินดังกล่าวได้ผ่านงบประมาณและรัฐบาลได้ไปจัดสรรผ่านโครงการสาธารณูปโภคต่างๆไปแล้ว และขณะนี้เอดีบีกำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับรัฐบาลไทยถึงเงินกู้เพิ่มเติมอีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 15-18 ปี ซึ่งจะนำเงินนี้ไปลงทุนโดยตรงกับโครงการสาธารณูปโภคในการสร้างทางหลวงสู่ต่างจังหวัด อีกทั้งกำลังหารือแผนเงินกู้ในปี 2553 อีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินและระบบรางด้วย

หลายประเทศเอเชียเข้าสู่ถดถอย

สำหรับการเติบโตเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเอเชียค่อนข้างต่ำในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.4%จากปกติที่โตประมาณ 7-8% และคาดว่าปี 53 เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวบ้าง แต่ก็ยังคงต่ำกว่าระดับปกติอยู่ โดยในปีนี้เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตได้ดีถึง 7% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียเข้าสู่ภาวะถดถอย “การขยายตัวของภาคส่งออกในทุกประเทศทั่วโลกลดลง แต่การนำเข้าลดลงมากกว่า จึงคาดว่าปีนี้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล ทำให้การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยหากจีดีพีลง 1% ส่งผลให้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 4 แสนคน ทำให้กำลังการบริโภคลดลงเห็นได้จากการค้าปลีกในเอเชียหดตัว ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจในเอเชียกำลังหดตัวลง”   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us