|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
รมว.คลังลงนามความร่วมมือ 5 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน "ไทย-สิงคโปร์-มาเลย์-อินโด-ฟิลิปปินส์" จัดทำกระดานซื้อขายหุ้น (อาเซียนบอร์ด) หวังใช้เป็นฐานเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เชื่อจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเตรียมจัดตั้ง “อาเซียน ลิงก์เกท” ดึงบจ.ยักษ์ใหญ่ประเทศสมาชิก 150 บริษัทเทรดมาร์เก็ตแคปกว่า 60% ของทั้งภูมิภาค
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยวานนี้ (23 ก.พ.) ว่า มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MOU)ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges)ประกอบด้วยไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย พร้อมทั้งพิธีลงนามต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์ไทย
ความร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศอาเซียนจะอยู่ภายใต้ ASEAN Linkage ที่จะนำไปสู่การจัดทำกระดานซื้อขายหุ้นอาเซียน (อาเซียนบอร์ด) หรือ ASEAN Exchanges ซึ่งในเบื้องต้นมีเพียง 5 ชาติเข้าร่วม แต่เวียดนามยังไม่ได้ลงนาม MOU ในวันนี้ เนื่องจากติดปัญหาบางประการทำให้ไม่พร้อม ซึ่งเวียดนามยืนยันว่าจะดำเนินการความร่วมมือดังกล่าวกับประเทศสมาชิกทั้ง 4 ในอนาคตอย่างแน่นอน คาดว่าจะสามารถเปิดให้มีการทำธุรกรรมด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียนได้ในปี 2553 ซึ่งในไตรมาส 4 ปีนี้ เชื่อว่าจะได้เห็นรูปแบบของกระดานหลักทรัพย์และระบบการซื้อขายก่อน
"ขณะนี้ ตลท.อยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับบริษัทสมาชิก ซึ่ง ตลท.จะลงทุนด้าน Common Network ส่วนระบบอื่นๆ นอกเหนือจากนี้จะต้องหารือกันระหว่างประเทศที่เซ็น MOU ว่าแต่ละประเทศจะแบ่งการลงทุนกันอย่างไร ตลท.จึงจะมาคิดค่าใช้จ่ายว่าจะต้องคิดกับโบรกเกอร์ด้วยหรือไม่" นางภัทรียกล่าว
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์จะเป็นคนให้ช่วยเหลือเฉพาะระบบพื้นฐานของโบรกเกอร์ไทย โดยต้องมาทำงานร่วมกันในเรื่องการเชื่อมโยงระบบ เนื่องจากต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และในขณะเดียวกันมองว่าการเปิดระบบซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างกลุ่มอาเซียน จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับโบรกเกอร์ เพื่อให้มีรายได้จากธุรกรรมอื่นๆ นอกจากตลาดหุ้น ตราสารหนี้ในประเทศ และการลงทุนหุ้นในต่างประเทศ
"ในมุมมองนักลงทุนต่างประเทศหลังที่ตลาดหลักทรัพย์เพิ่งกลับจากโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอข้อมูลผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนประเทศญี่ปุ่นได้รับทราบถึงความร่วมมือในอาเซียนลิงค์เกตนี้แล้ว และได้รับความสนใจจากผู้จัดการกองทุนค่อนข้างมาก จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเปิดให้ทำธุรกรรมจริงในปีหน้านักลงทุนต่างประเทศจะให้ความสนใจ"
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้จะช่วยพัฒนาตลาดหุ้นในอาเซียน รวมถึงหุ้นไทยให้มีสินค้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศจะคัดเลือกบริษัทขนาดใหญ่ประเทศละ 30 แห่ง เข้ามาเทรดใน ASEAN Exchanges รวมเป็น 150 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมถึง 60% ของมูลคาการซื้อขายตลาดรวม 5 ประเทศ น่าจะสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุน และดึงดูดเงินทุนและนักลงทุนต่างชาติมาลงทุน ASEAN Exchanges ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องและค่านายหน้าของบริษัทสมาชิก
ส่วนการต่ออายุความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX: Singapore Exchange Limited) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านตลาดทุนและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการทำธุรกรรมข้ามตลาด โดยจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการซื้อขายหลักทรัพย์ของทั้งสองตลาด การสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานและกฎเกณฑ์ข้อบังคับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนของทั้งสองประเทศและเพื่อส่งเสริมการลงทุนในหลักทรัพย์ของสิงคโปร์และประเทศไทยต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการที่ตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการทำธุรกรรมข้ามตลาดระหว่างกันอีกด้วย
นายเชีย ฟูหัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยและสิงคโปร์มีความเห็นตรงกันในการให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเน้นย้ำถึงเป้าหมายร่วมกันในเรื่องนี้
อนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ไทยและสิงคโปร์ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 46 และในครั้งนี้ได้ต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือไปอีกเป็นเวลา 5 ปี จนถึงปี 2556
|
|
 |
|
|