Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน23 กุมภาพันธ์ 2552
หุ้นปันผลยังเสี่ยงปี52ยังเสี่ยงบจ.กำไรทรุด             
 


   
search resources

Investment
สุกิจ อุดมศิริกุล




โบรกเกอร์เตือนนักลงทุนเก็บหุ้นปันผลต้องทำใจ ประสานเสียงเทขายทำกำไรก่อนจะขึ้นเครื่องหมาย XD จะเหมาะสมกว่า หวั่นราคาหุ้นร่วงตามภาวะตลาดหุ้นขาลงหากจะถือยาวรอรับเงินปันผล ระบุหากต้องการถือยาวแนะนำให้เลือกหุ้นพื้นฐานดี อัตราผลตอบแทนเงินปันผลขั้นต่ำ 7% ชี้เหนือกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก-ตราสารหนี้-พันธบัตรรัฐ พร้อมคาการณ์ผลงานปี 51 หลายบริษัทจ่ายปันผลมากกว่า10% โดยเฉพาะกลุ่มพาณิชย์ – สื่อสารโดดเด่น ขณะที่ 52 เลิกหวังเงินปันผลสูง หลังเจอพิษเศรษฐกิจฉุดกำไรบจ.วูบ

จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างชะลอการลงทุน เพื่อรอดูทิศทางมาตรการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงของประเทศไทยด้วย กดดันให้ตลาดหุ้นไทยซบเซามาตั้งแต่ต้นปี 2552 ทำให้ความสามารถในการทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นได้ยากขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่จึงหันไปลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีมากขึ้น

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นครหลวงไทย จำกัด กล่าวถึง การลงทุนในหุ้นที่จะมีการจ่ายปันผลในเร็วๆ นี้ ว่า ประเด็นนี้สามารถมองได้ 2 ทาง ประเด็นแรกคือการเข้าซื้อหุ้นก่อนที่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD จะเป็นจังหวะที่ดี หากไม่ต้องการถือยาวเพื่อรอเงินปันผล (Dividend Yield : DIY) สามารถขายทำกำไรก่อนได้ไม่ต้องรอให้หุ้นดังกล่าวขึ้น XD แล้ว ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยในตลาดหุ้นที่ยังผันผวนตามวิกฤตเศรษฐกิจ ดังนั้นมองว่าเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้นจึงขายทำกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นที่สอง สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากขายหุ้นและต้องการรับเงินปันผล สามารถถือได้ เนื่องจากเชื่อว่าผลดำเนินงานในปีที่ผ่านมา (2551) บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะสามารถจ่ายปันผลได้ในระดับที่สูง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่น่าจะมีอัตราการจ่ายปันผลมากกว่า 6 -10% ขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามในรอบผลดำเนินงานปีนี้ (2552) หลายฝ่ายเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะลดต่ำลง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ต้องการถือหุ้นระยะยาวเพื่อรอรับเงินปันผลของรอบปี 2552 ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลงไปด้วย โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5-6%

นางสาวจิตรา อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ SYRUS กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีจากการที่มีนักลงทุนหลายรายทยอยเข้าซื้อหุ้นของในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล เพราะการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ แต่จากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนนั้นนักลงทุนอาจจำเป็นต้องถือหุ้นในระยะยาวไม่เช่นนั้นอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาที่ผันผวนได้

ทั้งนี้ จากการประเมินผลการดำเนินงานในช่วงปี 2551 พบว่าหุ้นของบมจ.ซีเอส ล็อกซอินโฟ หรือ CSL น่าจะเป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลค่อนข้างสูง ซึ่งจะเห็นได้จากการประกาศจ่ายเงินปันผลเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งกำหนดจ่ายปันผลหุ้นละ 0.27 บาท หรือคิดเป็น 9%ของกำไรสุทธิ เพระธุรกิจหลักของบริษัทนี้คือการให้บริการอินเตอร์เน็ตและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ตลอดจนได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจน้อย อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในปีที่ผ่านยังพบว่าไม่มีบริษัทแห่งมีการจ่ายเงินปันผลเกินกว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น

สำหรับในปี 2552 แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีหุ้นบางกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกลุ่มค้าปลีกเช่น บมจ.ซีพีออล์ หรือ CPALL บมจ.บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ หรือ BIGC และบมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ขายสินค้าประเภทการอุปโภคและบริโภคซึ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ประกอบกับได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศเป็นหลัก จึงเชื่อว่าผลตอบแทนของกลุ่มค้าปลีกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5%

ด้านนางสาวจิตติมา อังสุวรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการเข้าลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะหุ้นของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งสามารถผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น การฝากเงินกับแบงก์ ฯลฯ แต่การให้ผลตอบแทนที่ดีนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงของราคาหุ้นที่สามารถปรับขึ้นลงทุกเวลาเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการลงทุนก็จะต้องยอมรับกับปัจจัยดังกล่าวให้ได้

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาปรากฏว่ามีบริษัทจดทะเบียนหลานยแห่งมีการจ่ายเงินปันผลอยู่ในเกณฑ์ดี เช่น บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น หรือ AMATA บมจ.ศุภาลัย หรือ SPALI และบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KK อันเป็นผลมาจากบริษัทเหล่านี้มีฐานการเงินที่แข็งแกร่งและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ขณะเดียวจากการสำรวจยังไม่พบว่าบริษัทจดทะเบียนแห่งใดมีการจ่ายเงินปันผลเกินกว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น โดยมีแต่เพียงบริษัทที่จ่ายเงินปันผลใกล้เคียงกับกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่านั้น คือ บมจ.แอ๊ดว๊าน อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC

โบรกฯแนะทางเลือกหุ้นปันผล

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนิตี้ ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า หากต้องการลงทุนในหุ้นเพื่อรอเงินปันผล ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยใช้เงินสดเป็นหลักเพราะมีหนี้เสียน้อย ขณะเดียวกันธุรกิจที่ทำต้องมีหนี้สินและการกู้ยืมเงินไม่เยอะ ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ลงต่ำลง ต้นทุนในการดำเนินงานมีความยืดหยุ่น เมื่อรายได้ที่จะรับลดลง ต้นทุนก็ควรลดลงไปด้วย จึงมองว่าบริษัทที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค ที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ เช่นโทรศัพท์มือถือ ค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย และจะทำให้มีความสามารถจ่ายปันผลในระดับสูง รวมทั้งหุ้นโรงภาพยนต์อย่างMAJOR ก็มีความน่าสนใจเพราะรายได้ 70% มากจากเงินสด อีกทั้งยังมีรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจเสริมที่เกี่ยวข้อง เช่นค่าเช่า โบว์ลิ่ง ฯลฯ โดยคาดว่าปี2551 ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลจะสูงถึงประมาณ9% และปี 2552 มีโอกาสเพิ่มขึ้นถึงประมาณ10%

“ถ้าต้องการจะลงทุนในหุ้นปันผล ต้องดูข้อมูลย้อนหลังด้วยว่ามีการจ่ายปันผลต่อเนื่องหรือไม่ ไม่ใช่จ่ายครั้งนี้แค่รอบเดียว กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็น่าสนใจแต่ต้องดูเป็นรายตัว ส่วนพลังงานต้องยกเว้นกลุ่มโรงกลั่น เพราะมีวัฏจักรทางธุรกิจน้อยกว่ากลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ในที่นี้ต้องมองดูหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง HANA และ DELTAไว้พิจารณาด้วย เพราะแม้ตัวเลขส่งออกจะไม่ดี แต่ที่ผ่านมากลุ่มนี้มีหนี้สินน้อยและผลดำเนินงานในอนาคตยังมีโอกาสเติบโตด้วยคุณภาพการผลิต ปีนี้น่ามีDIYอยู่ในระดับสูง”

พร้อมกันนี้ จากการสอบถามนักวิเคราะห์ และข้อมูลงานวิจัยของสถาบันต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่ให้ความเห็นคล้ายกัน คือ ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่ให้ Dividend Yield อย่างต่ำที่7% และตอนนี้หลังจากที่มีการประกาศจ่ายปันผลแล้ว พบว่าหุ้นบางตัวให้อัตราการปันผลได้ในระดับสูง เช่น TICON DELTA ADVANC CPALL KSL PS AP LPN SPALI SCCC SHIN TOP PTT PTTCH PTTAR แต่จากที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2551 และทั้งปี 2551ของบจ. ที่จะออกมาไม่ดีนัก ทำให้คาดว่ากำไรต่อหุ้นเฉลี่ยของบจ.ในปีนี้จะเติบโตเพียง 1.89% โดยปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในหุ้นช่วงนี้คือ มูลค่าหุ้นในปัจจุบันจะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในเกณฑ์ดี ถึงดีมาก ทั้งในแง่ กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gains) และเงินปันผล รวมถึงดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่น้อย เพียงไม่ถึง 2.00% และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.25% หลังดอกเบี้ยนโยบายลดลงเป็น 1.50% จากระดับปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.00% จะทำให้นักลงทุนมองเงินปันผลที่ 6-8% น่าจูงใจในการลงทุน อีกทั้งสภาพคล่องที่จะฟื้นตัวในไตรมาส 2 เนื่องจากเงินอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจำนวน 1.15 แสนล้านบาท

ขณะที่บทรวมประมาณการโดยนักวิเคราะห์ให้10 หุ้นแรกที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงสุดโดยใช้ประมาณการของปี 2009 ได้แก่ CIG 17.4% CSL 16.2% SPALI 15.1% LPN14.7% PLE14.0% PSL 13.7% UMS 13.36% SHIN 13.6% TICON 13.6% UEC 13.4% ส่วนสถิติที่ผ่านมาพบว่า การลงทุนก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนหลังขึ้น XD เพราะผู้ลงทุนมีโอกาสทำกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับลดน้อยกว่าอัตราเงินปันผลที่จ่าย

ด้านบล. เกียรตินาคิน จัดทำบทวิเคราะห์ถึง PTTAR ว่า บริษัทมีผลขาดทุนรวม 8,465 ล้านบาท เป็นไปตามทิศทางของอุตสาหกรรมโรงกลั่น ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของราคาขายปิโตรเคมี และราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง2551 จำนวน 0.50 บาท (Div. Yld. 4.9%) ทำให้ทั้งปี 51 บริษัทประกาศจ่ายปันผลรวม 0.18 บาท (Div. Yld. 9.38%) โดยบริษัทจะทำการขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 มี.ค. 52 และจ่ายเงินปันผล 24 มี.ค. 52 โดยประเมินราคาที่เหมาะสมไว้ที่ 11.75 บาท เพราะราคาที่เหมาะสมของ PTTAR มี Upside Gain กว่า 15% ทำให้ยังคงแนะนำ ซื้อลงทุน

บลจ.ย้ำคำนึงถึงความสม่ำเสมอ

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวว่าสำหรับการลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล นักลงทุนจะต่องศึกษาถึงผลตอบแทนของกองทุนใน 2 รูปแบบ คือนักลงทุนต้องดูในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่เข้าไปลงทุน และจะต้องพิจารณาถึงส่วนต่างของราคาหุ้นว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจที่ผันผวน นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความแปรปรวนน้อยตามเศรษฐกิจ ทำให้การจ่ายเงินปันผลของ บริษัทมีความน่าสนใจมากขึ้น หรือบริษัทที่เข้าลงทุนควรที่จะมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเก็บและไม่ต้องรีบใช้จ่าย การลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาวถือว่ามีความน่าสนใจมากที่เดียว เพราะความสามารถในการจ่ายปันผล คือการทำกำไรอีกทางของการลงทุนในหุ้น และบริษัทที่เลือกเข้าไปลงทุนจะต้องมีกระแสเงินสดมากพอด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us