ขายตรงสบช่องเศรษฐกิจซึม เร่งดันแผนอินเทนซีฟกระตุ้นสมาชิก ออริเฟลมอัดฉีด 75 ลบ.แจกรถ-เที่ยวต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับไดมอนหวังดึงดูดนักขาย พร้อมจัดโครงการบริษัทจำลองเจาะกลุ่มนักศึกษา ตั้งเป้าปีนี้ทั้งยอดขายและตัวเลขสมาชิกโตพรวด 50% ด้านนู สกิน ปล่อยทีเด็ดมัดใจผู้ทำธุรกิจใหม่ ด้วยผลตอบแทนการันตีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน มั่นใจสิ้นปีกวาดสมาชิกเพิ่มอีก 30%
ปีนี้ธุรกิจขายตรงดูเหมือนจะคึกคักมากสุดเมื่อเทียบกับธุรกิจกลุ่มอื่น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในบ้านเราตอนนี้อาจดูซบเซา เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นและชะลอการจับจ่ายใช้สอย ทว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงกลับมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าหาลูกค้าหน้าใหม่ที่ต้องการอาชีพและรายได้เสริมในภาวะเช่นนี้
“ธุรกิจขายตรงมีโอกาสขยายตัวอย่างมาก เพราะเราให้ผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆกับโอกาสทางธุรกิจ โดยปีนี้คาดว่าธุรกิจขายตรงมูลค่ากว่า 4,5000 ล้านบาทจะเติบโตกว่า 5 – 10%ใกล้เคียงกับปีก่อน” เป็นคำกล่าวของ ศุภราภรณ์ เอส ซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้นภายใต้แบรนด์ออริเฟลม
ด้วยลักษณะของธุรกิจขายตรงที่มีจุดขายเรื่องการให้โอกาสทางธุรกิจ หรือการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคในบ้านเราตอนนี้หันมาให้ความสนใจรูปแบบของธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ในยุคนี้ที่อาจต้องพบปัญหาการว่างงาน หรือแม้แต่ลูกจ้างคนทำงานทั่วไปที่ต้องการรายได้เสริมมาสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวมากยิ่งขึ้น
จึงไม่แปลกที่ปีนี้ ผู้เล่นในตลาดทั้งรายเล็กรายใหญ่จะเปิดฉากรุกอย่างเต็มที่ ด้วยการทุ่มงบจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดตั้งแต่ต้นปีชนิดที่ไม่มีใครคอยใคร เริ่มตั้งแต่ “ออริเฟลม” แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นที่ติด 1 ใน 3 ของธุรกิจขายตรงในไทย ทว่า ค่ายนี้ก็ทำการเปิดตัวแคมเปญและเผยแผนการตลาดเป็นรายแรกๆ โดยปีนี้ออริเฟลมเตรียมอัดฉีดเงินสำหรับการให้สิทธิประโยชน์หรือผลตอบแทน (Incentive) กับนักธุรกิจมากขึ้นจากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 76 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากมองเพียงเม็ดเงินที่ค่ายนี้หว่านลงไปอาจไม่ใช่เงินก้อนโตมากนัก เมื่อเทียบกับผู้นำอย่างแอมเวย์ หรือ กิฟฟารินที่ใช้เป็นหลักร้อยล้านในแต่ละปี ทว่า ความน่าสนใจของการให้ผลตอบแทนของออริเฟลมในครั้งนี้อยู่ตรงที่ การให้นักธุรกิจของตนเองมีโอกาสได้รับผลตอบแทนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรางวัลใหญ่ เช่น ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือ รถยนต์ที่ปีนี้ตั้งเป้าแจก 3 คัน ได้แก่ โตโยต้า วิช, คัมรี่ และฟอร์จูนเนอร์ ต่อเนื่องจากปีก่อนที่แจกไปแล้ว 5 คัน โดยที่ผ่านมานักขายที่จะได้รับรางวัลใหญ่ดังกล่าวส่วนใหญ่จะต้องมียอดขายอยู่ในระดับเพรสซิเดนท์ ยกตัวอย่าง การแจกรถยนตร์ เดิมผู้ที่ได้ต้องอยู่ในระดับเพรสซิเดนท์ ที่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย แต่ในปีนี้ ศุภราภรณ์ เอสซี เปา อธิบายว่า ออริเฟลมได้มีการปรับรูปแบบการให้ผลตอบแทนที่ง่ายขึ้น โดยนักขายที่อยู่ในระดับไดมอนขึ้นไปก็มีโอกาสได้รับรางวัลเป็นรถยนตร์เช่นกัน จากแผนกระตุ้นดังกล่าวทำให้ผู้บริหารออริเฟลมมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถเพิ่มตัวเลขสมาชิกได้อีก 50% เท่ากับปีก่อนที่เริ่มทดลองปรับแผนอินเซนทีฟเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี โดยปัจจุบันออริเฟลมมีเครือข่าย 20,000 คน (นับเฉพาะสมาชิกแอคทีฟที่มีการสั่งซื้อสินค้าทุก 3 เดือน)
นอกจากนี้ ออริเฟลมยังวางเป้าหมายเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง หลังจากสำรวจพบว่า ลูกค้าหลักของออริเฟลมจะเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ส่วนคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มนักศึกษาจะไม่คุ้นเคยหรือรู้จักแบรนด์ ดังนั้นปีนี้ค่ายนี้จึงวางแผนบุกฐานลูกค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจัง ด้วยโปรดักส์กลุ่ม “วิชั่น” ผลิตภัณฑ์ 1 ใน 3 กลุ่มของออริเฟลม ที่แบ่งเป็น โอ บิวตี้ วางราคา 249 – 590 บาท เป็นสินค้าแนวแฟชั่น ซึ่งเป็นหัวหอกที่ทำรายได้มากสุด 65-70% และกลุ่มจีออร์ดานี่ ราคา 349 – 799 บาท เป็นสินค้าระดับลักชูรี่ส์ มีสัดส่วนประมาณ 25% ขณะที่สินค้ากลุ่มวิชั่น ราคา 99 – 300 บาท ที่เน้นจับกลุ่มนักศึกษายังมีสัดส่วนไม่มากประมาณ 5% ทั้งที่สินค้ากลุ่มนี้มีการเปิดตัวและทำตลาดมานานกว่า 10 ปี
“ปีนี้วิชั่นจะเป็นตัวเสริมที่เราจะรุกเพื่อขยายฐานกลุ่มวัยรุ่น ส่วนกลุ่มโอ บิวตี้จะเป็นเรือธงในการบุกตลาดโดยรวมต่อไป”
ฉะนั้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มนักศึกษาอย่างรวดเร็ว ออริเฟลมจึงจัดโครงการบริษัทจำลอง ภายใต้ชื่อ “Good Vision With Oriflame” เป็นครั้งแรก ในรูปแบบการจัดประกวดผลงานการขายในระดับทีม ในแนวคิด “Best Vision Best Seller” เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท โดยรับสมัครผ่านช่องทางการจัดโรดโชว์ตามสถาบันอุดมศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 10 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, จันทรเกษม, รัตนบัณฑิต, ราชภัฏมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลยุทธ์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครั้งนี้ นอกจากออริเฟลมจะได้เข้าไปทำความรู้จักกลุ่มนักศึกษามากขึ้นแล้ว การกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการที่ต้องเป็นนักศึกษาปีที่ 4 ยังช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความคุ้นเคยและนึกถึงแบรนด์ออริเฟลมเป็นอันดับต้นๆเมื่อจบการศึกษา และที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ รูปแบบการจัดประกวดผลงานการขาย ที่ออริเฟลมจะกำหนดให้ทำการขายสินค้ากลุ่มวิชั่น ซึ่งนอกจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ค่ายนี้ยังได้เรียนรู้กลยุทธ์การขายใหม่ที่คิดโดยกลุ่มนักศึกษา และสามารถนำมาพัฒนาและถ่ายทอดไปสู่นักธุรกิจของตนเองได้อีกด้วย
กลับมาที่ตัวสินค้ากลุ่มวิชั่น สาเหตุที่ออริเฟลมเลือกใช้สินค้ากลุ่มนี้เจาะตลาดวัยรุ่น โดยเป็นสินค้าที่วางราคาไม่สูงนักโดยอยู่ในระดับ 99-300 บาท อีกทั้งเป็นสินค้าที่มีจุดแข็งเรื่องการเป็นสินค้านำเข้า 100%จากยุโรป แต่มีราคาถูกกว่าสินค้าคู่แข่งที่นำเข้าประมาณ 30% อีกทั้งยังเป็นสินค้าตามแฟชั่น เพราะนำเข้าหลังจากลอนช์ในต่างประเทศเพียง 4 เดือน ขณะที่สินค้าบางรุ่นก็เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลก ด้วยแผนเชิงรุกที่ออริเฟลมวางไว้ในปีนี้ ทำให้ผู้หารค่ายนี้มั่นใจว่าจะสามารถปั๊มยอดขายรวมให้เติบโตพร้อมขยายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 50%เทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้เฉพาะลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น นักศึกษาจะเพิ่มเป็น 15%
ด้าน นู สกิน เบอร์ 3 ในขายตรงบ้านเรา ก็เตรียมรับมือด้วยการเปิดตัวแผนนิวบิซิเนสแพลนใหม่ ในเซาส์อีสเอเชียเพื่อขยายฐานตัวแทนจำหน่าย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 2 ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ขณะที่ประเทศไทยจะเริ่มในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
สำหรับนิวบิซิเนสแพลนดังกล่าว จะเป็นเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถวัดผลยอดขายสินค้า และเป็นเน็ตเวิร์คที่ช่วยสร้างเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มค่าตอบแทนให้กับตัวแทนจำหน่ายได้มากขึ้น ชนิดที่สามารถการันตีรายรับขั้นต่ำที่ 20,000 บาทต่อเดือน เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แผนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30% จากตอนนี้ที่มีอยู่กว่า 2.3 แสนรายชื่อ และโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่เกษียณการทำงานจะให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น
ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นู สกิน จะเน้นรุกในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นสินค้าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ที่ใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น และเป็นสินค้ากลุ่มสำคัญที่ทำรายได้ให้บริษัท โดยปัจจุบันสินค้ากลุ่มเพอซันนัล แคร์ มีสัดส่วน 46% และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 54% ภควรรณ ลีวุฒินันท์ ผู้จัดการทั่วไป ของค่ายนู สกิน บอกว่า ตอนนี้เตรียมเปิดตัวนวัตกรรมความงามลดเลือนริ้วรอย ที่เรียกว่า “ทรูเฟรช เอสเซ้นส์ อัลตร้า” ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเชื่อว่าจะได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และสิ้นปีจะสามารถเติบโตได้ถึง 20% สูงกว่าปีก่อนที่เติบโตเพียง 10%
|