แปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนคืบหน้ากว่าเป้าที่ตั้งไว้จากกำหนดการเดิม ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่
1 มกราคม 2547 เป็นเริ่มได้ทันที ส่งผลให้คนเป็นเจ้าของความคิดทางปัญญามีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เลย
เผยล่าสุด"พาณิชย์"เตรียมลงนามร่วมกับ IFCT และธพว.เพื่อปล่อยกู้ให้กับทรัพย์สินทางปัญญาที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันแล้ว
"ยรรยง"ระบุการไปขอกู้ควรจะมีการทำแผนธุรกิจให้ชัดเจน
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนว่า
ล่าสุดกรมฯ จะมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมฯ กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(ธพว.) และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถนำสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่มาใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจได้
"ตอนนี้เป็นอีกขั้นของการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน เพราะก่อนหน้านี้กรมฯ
ได้มีการ เปิดให้ขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์
สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การออกแบบผังภูมิวงจรรวม ความลับทางการค้า
ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่มีโฉนด
มีหลักฐานอ้างอิง และจากนี้ไป จะเป็นการนำสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ นำมาแปลงเป็นทุน
โดยมีธนาคารรัฐ 2 แห่งเป็นผู้ร่วมในการปล่อยกู้" นายยรรยงกล่าว
นายยรรยงกล่าวว่า การลงนามในบันทึกความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นการกำหนดบทบาท หน้าที่ของกรมฯ
ของ IFCT และของธพว. ว่าใครมีหน้าที่ทำอะไร เพื่อให้การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนมีความคืบหน้าโดยเร็ว
เพราะหากให้ต่างคนต่างทำคงจะมีความล่าช้า และการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนตามเป้าหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ได้กำหนดไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2547 จะต้องเริ่มดำเนินการได้นั้น
คงจะลำบาก แต่เมื่อกำหนดหน้าที่ชัดเจนจะทำให้เริ่มแปลงเป็นทุนได้ทันที
สำหรับหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานนั้น กรมฯ รับผิดชอบในด้านการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้มีหลักฐานอ้างอิง
ซึ่งขณะนี้ได้มีการรับขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ แล้ว ทำหน้าที่ประเมินสถานะของทรัพย์สินทางปัญญา
ซึ่งได้มีการหารือการประเมินมูลค่า ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ แล้วเช่นเดียว
กัน เพราะการจะนำทรัพย์สินทางปัญญาไปค้ำประกันขอกู้เงินจะต้องสามารถประเมินมูลค่าได้
รวมทั้งทำหน้าที่ประสานงานกับ IFCT และธพว. ในการพิจารณาปล่อยกู้ให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา
นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดระบบเคลียริ่ง เฮาส์ ระหว่างธนาคารกับผู้กู้ เพื่อป้อง
กันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงิน เช่น กรณีผู้กู้เงินไม่สามารถชำระหนี้ได้จะดำเนินการอย่างไร
หรือกรณีผู้กู้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นมายึดกิจการ เพราะกู้เงินมาจากหลายสถาบันการเงิน
หรือการบังคับใช้สิทธิ์จะดำเนินการอย่างไร กรณีผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้
กรมฯ จะต้องเข้าไปช่วยวางแนวทางไว้ก่อน เพราะในแต่ละปัญหา แนวทางแก้ไขอาจจะไม่เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ แบงก์จะทำอะไรได้บ้าง แนวทางก็อาจจะบังคับให้ผู้กู้นำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินทางปัญญามาชำระคืนให้กับแบงก์
เช่น การกู้เงิน ทำบ่อบำบัดน้ำเสีย แน่นอนว่าเจ้าของสิทธิ์ก็ต้องมีสัญญาทำบ่อบำบัดน้ำเสียกับหลายๆ
แห่ง จุดนี้สามารถบังคับให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นมาใช้หนี้ได้ หรือกรณีน้ำพริกแม่ประนอม
หากไม่ชำระหนี้ แบงก์ก็สามารถบังคับให้ผลิตสินค้าออกขายเพื่อ นำเงินใช้หนี้ได้
หรือกรณีครูเพลง ก็สามารถที่จะบังคับให้ผลิตซีดีออกขายตามเครือข่ายที่มีอยู่ เพื่อนำเงินมาคืนได้
หรือหนักสุดก็บังคับให้โอนสิทธิ์ที่มีอยู่เป็นของแบงก์ จากนั้นแบงก์สามารถนำออกขายทอดตลาด
แล้วให้คนอื่นซื้อไปทำต่อ โดยในระยะยาวอาจจะมีตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น
ส่วน IFCT และธพว. มีหน้าที่ในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ขอกู้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่
โดยเฉพาะการให้ความร่วมมือในการปล่อยกู้ในโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน
โดยจะต้องทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางการ แสวงหาประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญา
การช่วยหาผู้ร่วมทุน พร้อมกันนี้ ในกรณีมีการบังคับใช้สิทธิ์ จะต้องจัดหาบุคคลที่เหมาะสมเข้า
สวมสิทธิ์ การกำหนดข้อสัญญาการบังคับชำระหนี้ การดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ละเมิดในทรัพย์สินทางปัญญา
นายยรรยงกล่าวอีกว่า จากนี้ไปผู้ที่เป็นเจ้า ของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถที่จะนำทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ไปขอกู้เงินจาก
IFCT และธพว.ได้ แต่อยากจะแนะนำว่าในการไปขอกู้เงิน เบื้องต้นควรจะมีการจัดทำแผนธุรกิจให้ชัดเจน
โดยเตรียมความพร้อมด้านโครงการระบบการบริหารความเป็นไปได้โอกาสทางการตลาด เพื่อ
ให้สถาบันการเงินพิจารณา เพราะหากมีแผนธุรกิจที่ดี โอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปล่อยเงินกู้ก็มีสูง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันการเงิน ก็ควรจะปรับทัศนคติในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่
ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว แต่ต่อไปควรจะทำหน้าที่ในลักษณะของกองทุนร่วมทุน
(Venture Capital) เพราะหากทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ใช่แค่การปล่อยกู้แล้วก็จบ แต่จะเป็นการเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางการทำธุรกิจ
การวางแผนด้านการตลาดร่วมกับผู้เป็นเจ้า ของทรัพย์สินทางปัญญา โดยหวังว่าในอนาคตจะมีแผนกสินเชื่อทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น