|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชะลอแผนขยายช่วงเวลาซื้อขายหุ้นเพิ่ม หลังบอร์ดเสนอให้คณะทำงานกลับไปศึกษาเพิ่มเติม เหตุช่วงจังหวะไม่เหมาะสม อาจทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนขยายระบบงาน ด้าน “ภัทรียา” เผยอาจนำกลับมาพิจารณาใหม่หากสถานการณ์ตลาดหุ้นเริ่มดีขึ้น ขณะที่โบรกเกอร์ ออกตัวไม่เกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นซบ ส่วนตลาดหุ้นวานนี้ (8 ม.ค.) ยังแกว่งตัวในกรอบแคบตามตลาดหุ้นทั่วโลก พร้อมแนะนำให้จับตาทิศทางราคาน้ำมัน-ตลาดหุ้นทั่วโลก
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายหุ้น อีก 1 รอบ จากปกติที่มีการซื้อขาย 2 ช่วงเวลา คือช่วงเช้า 10.00-12.30 และช่วงบ่าย 14.30-16.30น ซึ่งที่ประชุมมีมติยังไม่ให้มีการเพิ่มช่วงเวลาซื้อขาย หลังจากที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (บอร์ด) ให้คณะทำงานแก้ไขหลักเกณฑ์นำกลับไปศึกษาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบก่อน
สำหรับสาเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่เพิ่มช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากจังหวะในการเปิดช่วงเวลาซื้อขายยังไม่เหมาะสม ซึ่งหากเปิดไปแล้วอาจจะมีปริมาณการซื้อขายไม่มากนัก ซึ่งเดิมที่จะเปิดช่วงเวลาเทรดเพิ่มเพื่อที่จะสร้างปริมาณการซื้อขายให้มากขึ้น ดังนั้นจึงยังไม่คุ้มค่าที่จะมีการลงทุนในเรื่องระบบงานของโบรกเกอร์
นอกจากนี้ ยังประเมินว่าระยะเวลาในการเปิดซื้อขายหุ้นในปัจจุบันมีระยะเวลายาวนานพอและครอบคลุมแล้ว หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนไปและเป็นจังหวะที่เหมาะสมตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำเรื่องการเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายหุ้นกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประชุมเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้ข้อสรุปจะยังไม่มีการเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายหุ้น หลังจากที่ให้คณะทำงานไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะมองว่าจังหวะยังไม่เหมาะสม ซึ่งเดิมมีแผนที่จะเพิ่มช่วงเวลาเทรดเพื่อให้เกิดกิจกรรมการซื้อขายมากขึ้น แต่จากหารือกับโบรกเกอร์แล้วเชื่อว่าจะยังไม่คุ้มค่าที่จะมีการทำเรื่องดังกล่าว เพราะโบรกเกอร์อาจจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม และมองว่าระยะเวลาการเปิดซื้อขายของตลาดหุ้นไทยขณะนี้มีระยะเวลาที่นานเหมาะสมแล้ว” นางภัทรียา กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พิจารณาในเรื่องการเพิ่มช่วงเวลาเทรดนั้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และมีมติให้ทางคณะทำงานแก้ไขกฎเกณฑ์ฯ นำเรื่องดังกล่าวกลับไปศึกษาเพิ่มเติมถึงข้อดีข้อเสียของการดำเนินการดังกล่าวให้รอบคอบก่อนนั้น คณะทำงานดังกล่าวอาจจะประเมินว่าอาจจะยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการทำ เพราะการที่จะเพิ่มช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้นอีกช่วงหนึ่งนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ในเรื่องเวลาการเปิดปิด ระบบการซื้อขายหุ้นของโบรกเกอร์ซึ่งอาจจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม ระบบงาน และเจ้าหน้าที่ต้องมีการดูแลการซื้อขาย เป็นต้น
“บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้คณะทำงานฯนำเรื่องการเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายไปศึกษาเพิ่มเติมถึงข้อดีข้อเสียของการเปิดเวลาซื้อขายเพิ่ม ซึ่งคงมีผลสรุปออกมาว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะการเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่และกระทบต่อภาพรวม ในเรื่อง คนทำงาน เวลาการเปิดปิดตลาด การสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับภาวะตลาดหุ้นในปีนี้ที่ไม่ดี จึงต้องให้หยุดแผนการดำเนินการเรื่องนี้ออกไป”
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการศึกษาแก้ไขกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการเสนอเรื่องเพิ่มช่วงเวลาการซื้อขายหุ้นอีก 1 ช่วงเวลาคือตั้งแต่ 19.00-21.00 น แต่จะเปิดให้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ให้ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ(บอร์ดตลท.)พิจารณาในการประชุมในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดให้มีการซื้อขายหุ้น2 ช่วงเวลา คือช่วงเช้า 10.00-12.30 และช่วงบ่าย 14.30-16.30น. เนื่องจาก เพื่อเป็นการขยายฐานนักลงทุนกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานเพราะ ในช่วงระหว่างวันไม่สามารถที่จะส่งทำสั่งซื้อขายได้ เพราะ ต้องทำงานประจำ ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นในช่วงทำงาน
นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายเวลาให้นักลงทุนต่างประเทศได้เข้ามาซื้อขายตลาดหุ้นได้ ซึ่งจะเป็นการการเพิ่มมูลค่าการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้น โดยมูลค่าการซื้อขายและดัชนีปิดในช่วง 21.00 น.นั้นจะนับเป็นการซื้อขายของเช้าของวันต่อไป ซึ่งการที่คณะกรรมการเสนอเรื่องการเพิ่มช่วงเวลาซื้อขายหุ้นในช่วงนี้ เพราะ มองว่าปัจจุบันระบบการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นมีประสิทธิภาพเป็นระบบสากลสะดวกและ ทันสมัยสามารถซื้อขายหุ้นได้ง่ายและไม่เป็นการเพิ่มทุนให้กับโบรกเกอร์ เพราะมีเจ้าหน้าการตลาด (มาร์เกตติ้ง) ที่ประจำสำนักงานเพียง 1-2 คน ก็สามารถที่จะทำหน้าที่ได้แล้ว
หุ้นไทยแกว่งตัวตามตลาดภูมิภาค
ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย วานนี้ (8 ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลงในแดนลบเกือบตลอดทั้งวันตามปัจจัยต่างประเทศที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ยกเว้นในช่วงท้ายตลาดที่มีแรงซื้อเข้ามาทำให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นและสามารถยืนในแดนบวกได้ โดยมีดัชนีตลาดหุ้นต่ำสุดที่ 455.44 จุด และสูงสุดที่ 465.49 จุด ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 465.03 จุด เพิ่มขึ้น 2.07 จุด หรือคิดเป็น 0.45% มูลค่าการซื้อขายรวม 11,062.52 ล้านบาท
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างประเทศได้ทยอยขายหุ้นไทยออกมา โดยมียอดขายสุทธิอยู่ 24.78 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,524.87 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,549.66 ล้านบาท
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ราคาปิดที่ 115 บาท ลดลงจากวันก่อน 1 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,634.73 ล้านบาท บมจ.บ้านปู (BANPU) ราคาปิดที่ 248 บาท ลดลง 2 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,434.31 ล้านบาท และบมจ.ปตท. (PTT) ราคาปิดที่ 183 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,042.57 ล้านบาท
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ CNS กล่าวว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (9 ม.ค.) ดัชนียังคงแกว่งตัวทั้งในแดนลบและแดนบวก โดยช่วงเช้าตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลง
ขณะที่ในช่วงบ่ายนักลงทุนเริ่มมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หลังจากมีการคาดการณ์การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 14 มกราคมนี้จะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยจะยังคงเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน โดยนักลงทุนควรจับตาการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเสถียรภาพในการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดังนั้นจึงแนะนำให้ควรชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ ทั้งนี้ประเมินแนวรับอยู่ที่ 455 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 470 จุด
นายอดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการส่วนวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวยังคงปรับฐานหลังจากปรับตัวขึ้นแรงในวันเปิดทำการวันแรกหลังเทศกาลปีใหม่ แต่ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ปรับตัวลดลงประมาณ 1-3%
“การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเป็นการแสดงให้เห็นว่านักลงทุนไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น พิจารณาได้จากดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มไป 1 วัน แต่ปรับตัวลดลง 3 วัน นับตั้งแต่เปิดทำการของปี 2552”
สำหรับปัจจัยต่างประเทศนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นนัยสำคัญจึงไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่นักลงทุนจะต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นดัชนีที่กำหนดความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มพลังงานที่เป็นตัวนำตลาด และมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจจะส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มธนาคารได้บ้าง ขณะเดียวกัน จะต้องติดตามสัญญาณการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อหุ้นอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงซื้ออยู่ก็จะเป็นผลดี แต่ถ้าเริ่มขายออกมาติดต่อกัน จะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นไทย
|
|
 |
|
|