Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์15 ธันวาคม 2551
S&Pลดเครดิต 6 บริษัทไทย โบรกฯชี้แค่กระทบจิตวิทยาช่วงสั้น             
 


   
search resources

Commercial and business




6 ธุรกิจพลังงานไทยความเสี่ยงเข้าขั้นโดนใจ S&P ถูกจัดชั้นความย่าเชื่อถือตราสารหนี้สู่เชิงลบ ด้านโบรกฯประเมินกระทบแค่จิตวิทยา ส่วนผลดำเนินงานไม่ระคายผิวจากฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมแนะ PTTEP-PTT หุ้นเด่นน่าลงทุน ฟื้นตัวเร็วหลังเศรษฐกิจเข้ารูปเข้ารอย

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ประกาศทบทวนแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศของบริษัทไทย 6 แห่ง ลงสู่ “เชิงลบ” คือ กฟผ(EGAT)., PTT, PTTEP, PTTCH, TOP และ PTTAR หลังจากปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศของไทยลงสู่ “เชิงลบ”ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ปัจจัยที่ S&P ต้องมีการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของ 6 บริษัทขนาดใหญ่มาจากแนวโน้มเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ที่ว่า เหตุการณ์ในระยะนี้มีความเป็นไปได้น้อยลงที่ระบบการเมืองของไทยจะกลับมามีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในระยะอันใกล้ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางของประเทศ โดยพัฒนาการเหล่านี้ผนวกกับภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกต่างก็เป็นแรงกดดันในทางลบต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้อันดับความน่าเชื่อถือของ กฟผ. และบริษัทในเครือของ PTT ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ด้วยเหตุที่บริษัทมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อนโยบายพลังงานของรัฐบาลไทย ตลอดจนมีบทบาทด้านนโยบายสาธารณะที่สำคัญ และด้วยเหตุที่รัฐบาลมีอิทธิพลอย่างสูงในบริษัทเหล่านี้

ขณะเดียวกัน PTTCH, TOP และ PTTAR ได้รับการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์จาก PTT และมีความเกี่ยวดองกันอย่างมากกับ PTT ดังนั้น อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทกลุ่มนี้จึงมีความอ่อนไหวต่ออันดับความน่าเชื่อถือและแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า การประกาศทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศของบริษัทในเครื่อ PTT นั้น มองว่าจะส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อการลงทุนหุ้นในเครือ PTT ในช่วงสั้นๆเท่านั้น

ทั้งนี้มองว่าการทบทวนความน่าเชื่อถือในส่วนของตราสารทั้งสกุลเงินบาท และต่างประเทศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการออกหุ้นกู้ หรือการรีไฟแนนซ์หนี้ของบริษัทในเครื่อ PTT ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะกลุ่มบริษัทในเครือ PTT มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยการรีไฟแนนซ์หนี้ระยะยาวทางเครือ PTT ได้มีการออกหุ้นกู้ไปหมดแล้วในช่วงก่อนหน้านี้

ส่วนหนี้ระยะสั้น มีบ้างในส่วนของธุรกิจโรงกลั่น คือ PTTAR ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.25-0.50% จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นเพิ่มสูงขึ้น หรือคิดเป็น 2-4% ของกำไรของ PTTAR อีกทั้งอาจจะส่งผลให้การหาแหล่งเงินกู้ เพื่อนำมาใช้ในการขยายกิจการ หรือการเพิ่มสภาพคล่องของ PTTAR ในอนาคตอาจจะมีต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นได้

ขณะที่บริษัทในเครือ PTT ที่มีแผนการขยายธุรกิจ และมีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ เพื่อนำมาใช้ในการรีไฟแนนซ์หนี้ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้านั้นมีอยู่ 2 บริษัท คือ PTTEP ซึ่งมีการดำเนินการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในแหล่ง M9 ที่ประเทศเวียดนามเพิ่มเติม แต่จากสภาพคล่อง และกระแสเงินสดในมือของ PTTEP ที่มีสูงถึง 36,000 ล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ หรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในระยะเวลาอันสั้นนี้

นอกจากนี้ PTTCH ก็มีการขยายการลงทุนเช่นกัน แต่ได้มีการออกหุ้นกู้ไปแล้วประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินทั้งหมดที่ขอออกหุ้นกู้ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้หุ้นกู้เหลือเพียง 5,000 ล้านบาท โดยมองว่าไม่ส่งผลกระทบหากการปรับเครดิตลดลง

ดังนั้นหากมองในแง่ของลยุทธ์การลงทุนหุ้นในเครือ PTT ยังคงน่าสนใจลงทุน โดยเน้นในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP และ PTT เป็นตัวเด่น เพราะจะฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศมีความชัดเจน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับประมาณการณ์ราคาเป้าหมายของ PTTEP ใหม่ จากราคาเป้าหมายเดิม 122 บาท ส่วน PTT ให้ราคาเป้าหมาย 268 บาท   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us