นับวันอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจและการเงินจะทวีความเข้มข้นและซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
ตำรวจชุดเฉพาะกิจปราบปรามคดีเหล่านี้จึงได้รับการจัดตั้งเป็นกรณีพิเศษ แต่ดูเหมือนว่า
ความคืบหน้าและความเติบโตของชุดเฉพาะกิจนี้จะเตาะแตะเต็มที่ อย่างไรก็ตามปลายปีนี้ทุกอย่างค่อนข้างจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น
ข้อสงสัยที่ตามมาก็คือ เหล่านักธุรกิจผู้สุจริตทั้งหลายจะพึ่งพา "มือปราบ"
ทีมนี้ได้สักเพียงไหน
ช่วงปี 2525 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2528 เป็นห้วงเวลาที่เมืองไทยประสบกับความ
ระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างหนัก นับแต่กรณี "ราชาเงินทุน"
ไล่เรื่อยไปถึง "พัฒนาเงินทุน" "เอเชียทรัสต์" ลามไปถึงวงการแชร์อย่าง
"ชม้อย ทิพย์โส" "แชร์ชาร์เตอร์" และ "เสมาฟ้าคราม"
สิ่งที่ตามมาหลังจากวิกฤติการณ์ดังกล่าวคือการไล่ล่าจับกุมผู้บริหารทรัสต์เจ้ามือแชร์และผู้ประกอบการสถาบันการเงินแห่งต่าง
ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีเค้าแห่งการสงสัยว่าจะฉ้อโกงประชาชนผู้ฝากเงินทั้งหลาย
ห้วงเวลานั้นเองที่ผู้บริหารระดับสูงในวงการตำรวจตระหนักว่า "ธุรกิจอาชญากรรม"
ที่ปรากฎขึ้นนั้นสลับซับซ้อนเกินไปกว่าที่จะมองคดีเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนคดทั่วไปเช่นคีดอาชญากรรมธรรมดา
ๆ เสียแล้ว
ความพิเศษของ "ธุรกิจอาชญากรรม" อยู่ที่ หนึ่งผู้ที่จะก่ออาชญากรรมประเภทนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้พิเศษเฉพาะด้านที่ตนจะดำเนินการเป็นอย่างดี
เช่น ต้องมีความรู้ด้านการเงิน การบัญชี การธนาคาร ฯลฯ ซึ่งแน่นอนที่ประชาชนทั่วไป
รวมไปถึงตำรวจ ที่ไม่มีโอกาสสัมผัสเงินเป็นสิบล้านร้อยล้านแบบผู้ฉ้อฉลพวกนั้น
ย่อมไม่มีสันทัดจัดเจนในเรื่องการเงินการบัญชีเช่นเหล่าอาชญากรเช่นนั้นอย่างแน่นอน
สองความซับซ้อนของคดีมีมากกว่าคดีอาชญากรรมทั่วไป
"คดีหลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ คุณเห็นชัดเจนว่ามีเจ้าทุกข์ มีของกลาง
ชี้ตัวจำเลยได้ง่ายแต่คดีทางเศรษฐกิจมันไม่ใช่แบบนั้น ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำคดีหนึ่ง
มีกระดาษมาเป็นหลักฐานชิ้นเดียว แล้วไปเริ่มต้นเอาเอง มันก็ต้องค่อย ๆ คลำ
ๆ กันไป" พ.ต.อ. สมพงษ์ บุญธรรม รองผู้กำกับปราบปราม ผู้มากด้วยประสบการณ์ในคดีเช่นนี้เล่าให้
"ผู้จัดการ" ฟัง
ในช่วงที่มไมีหน่วยงานใดรับผิดชอบคดีธุรกิจอาชญากรรมโดยตรง คดีเหล่านี้จะถูกระจัดกระจายไปตามหน่วยต่าง
ๆ เช่นกองปราบปราม กองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากร รวมไปถึงสถานีตำรวจท้องที่ต่าง
ๆ
ปัญหาก็คือแต่ละหน่วยงานมีภาระหน้าที่ล้นหลามอยู่แล้ว เช่น ที่กองปราบปรามมีคดีใหม่
ๆ และเป็นที่สนใจของผู้ใหญ่และสื่อมวลชนแทบทุกวัน เช่น คดีสังหารเจ้าพ่อ
แก๊งมาเฟีย แก๊งยาเสพติด เป็นต้น ทำให้บางครั้งต้องพักงานซึ่งมีความสลับซับซ้อน
ละเอียดอ่อนและต้อใช้เวลานาน เช่น คดีธุรกิจอาชญากรรมนี้ไป หรือตามสถานีตำรวจท้องที่ที่รับร้องทุกข์แจ้งความก็ไม่มีอำนาจกว้างขวางเพียงพอ
เพราะเจ้าทุกข์มีเป็นร้อย ๆ ราย และอยู่กระจัดกระจายหลายท้องที่ การติดตามสืบสวน
สอบสวน จึงทำด้วยความลำบากเพราะติดด้วยระเบียบราชการ จนดูไปว่าตำรวจไม่ให้ความใส่ใจ
ปี 2528 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ส่งเรื่องการปรับปรุงภารกิจและการแบ่งส่วนราชการของกองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากรมาให้กรมตำรวจพิจารณา
เพื่อพิจารณาปรับปรุงเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีธุรกิจอาชญากรรม ซึ่งต่อมากรมตำรวจได้มอบหมายให้คณะกรรมการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารงานของกรมตำรวจพิจารณา
ระหว่างที่ส่งเรื่องกลับไปกลับมาระหว่างหน่วยราชการด้วยกันนี้เอง กรมตำรวจในสมัยอธิบดีพล.ต.อ.ณรงค์
มหานนท์ พิจารณาเห็นว่า ขั้นตอนในการปรับปรุงโครงสร้างกองทะเบียนคนต่างด้าว
และภาษีอากรเป็น "กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ" จะต้องผ่านขั้นตอนและอาศัยเวลานานพอสมควร
เพราะต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรี แล้วจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขปรับปรุงส่วนราชการกรมตำรวจต่อไป
ซึ่งถ้าขืนรอจนป่านนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะหมักหมมและไม่ทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง
พล.ต.อ.ณรงค์ก็เลยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2530 จัดตั้ง "หน่วยเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงิน"
ขึ้น โดยมีพล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ ผู้ช่วย อ.ตร. ฝ่ายปราบปราม (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)
เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
"ผมว่าเหมาะสมมากที่ท่านมารับผิดชอบในหน้าที่นี้ เพราะท่านจบนิติศาสตร์ท่านใส่ใจในคดีทำนองนี้อยู่แล้ว
ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีมากในเวลานั้น และจนกระทั่งปัจจุบัน" ผู้ใหญ่ในกรมตำรวจท่านหนึ่งกล่าว
หน่วยเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินนี้ประกอบด้วย
3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 คณะกรรมการกำหนดนโยบายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจและการเงิน
ประกอบด้วยอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ซึ่งก็คือ
พล.ต.ท.แสวงและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกรมกองต่าง ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย,
กรมศุลกากร, กรมสรรพากร ฯลฯ
ส่วนที่ 2 ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินส่วนนี้ถือเป็นหน่วยปฏิบัติงานหลัก
มีที่ทำการใหญ่อยู่ที่กองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากรโดยมีพล.ต.ต.จงรักษ์
แสงทวีป เป็นผู้อำนวยการคนแรก และพล.ต.ต.อัสนี มกรานนท์ ผู้บังคับการกองทะเบียน
เป็นผู้อำนวยการศูนย์คนปัจจุบัน
ส่วนที่ 3 ชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงิน
ประกอบด้วยนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับผู้กำกับการขึ้นไปเป็นหัวหน้าชุดซึ่งมีทั้งสิ้น
5 ชุด หัวหน้าชุดและกำลังพล ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของกองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากร
สาเหตุที่กำลังพลของหน่วยเฉพาะกิจส่วนใหญ่หรือแม้แต่ผู้อำนวยการศูนย์จะเป็นตำรวจจาก
กองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากร เพราะโดยสายงานแล้วกองทะเบียนฯมีภาระหน้าที่ด้วยกัน
2 ด้าน คือ ด้านแรกคือเรื่องคนต่างด้าว อีกด้านคือเรื่องภาษีอากร ซึ่งงานส่วนนี้เองที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคดีทางด้านการเงินและการบัญชีอยู่บ้าง
หน่วยเฉพาะกิจจึงมีความเหมาะสมที่จะตั้งอยู่ ณ กองทะเบียนฯ นอกจากนั้น ทางกรมตำรวจก็ยังยืมตัวหรือแต่งตั้งตำรวจจากองปราบปรามมาเป็นระดับรองผู้อำนวจการศูนย์ด้วย
เช่น พ.ต.อ.สมพงษ์ บุญธรรม ซึ่งเคยติดตามสืบสวนคดีชม้อยและแชร์ชาร์ของกลุ่มเอกยุทธ์
อัญชัญบุตร
นับแต่ก่อตั้งเป็นหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมา คีดสืบสวนจับกุมในช่วงต้น ๆ มักเป็นเรื่องบัดตรเครดิต
ทั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งหมายของพล.ต.ท.แสวงในช่วงนั้น เพราะคดีบัตรเครดิตเป็นความผิดที่เห็นชัดเจนหลักฐานมีครบ
และเป็นคดีที่ทำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศไทยในสายตาชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก
มาในช่วงปี 2532 หน่วยเฉพาะกิจได้โชว์ฝีมือสืบสวนจับกุมคดีสำคัญได้หลายคดี
ดังที่จะเห็นได้จากสรุปผลการจับกุม
ปัญหาสำคัญของหน่วยเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินมีด้วยกันหลายประการคือ
หนึ่ง - ปัญหาบุคลากร ถ้าดูจากจำนวนตัวเลขอัตรากำลังพลอาจจะเห็นว่า หน่วยเฉพาะกิจนี้มีชุดปฏิบัติการถึง
5 หน่วยหน่วยละ 12 นาย รวม 60 นาย แต่เอาเข้าจริง พ.ต.อ.นภดล สมบูรณ์ทรัพย์รองผู้อำนวยการศูนย์กล่าวว่า
ล้วนนายตำรวจที่ยืมตัวมาหรือมีชื่อไว้เท่านั้น แต่ตัวตนจริงนั่งอยู่ที่อื่น
ดังนั้นกำลังพลจริงอาจจะเหลือไม่ถึงครึ่งเท่านั้น แต่กำลังคนจะว่ามากหรือน้อยอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ ความสันทัดจัดเจนในการสืบสวนสอบสวนคดีเหล่านี้ ซึ่งจะต้องเป็นนายตำรวจที่ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องการเงิน
การบัญชีมากพอสมควร แต่ในความเป็นจริง นายตำรวจที่มีความรู้ด้านมีไม่มากนัก
รวมไปถึงความรู้ด้านต่างประเทศ เพราะหลายคดีต้องติดต่อกับ กรมตำรวจหรือบริษัทต่างประเทศเพื่อสืบสวนหาเครือข่ายโยงใย
แต่กรมตำรวจก็ยังยาดแคลนนายตำรวจที่มีความชำนาญด้านนี้
แรก ๆ ของการก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจทางพล.ต.ท.แสวงก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดีจึงได้จัดอบรมเป็นการเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงาน
โดยเชิญวิทยากรจากสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องมาบรรยาย เช่น จากธนาคารแห่งประเทศไทย
ศุลากร บริษัทบัตรเครดิตผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นพื้นฐานที่ดีมาก
แต่ในแง่ความเป็นจริง การสร้างความชำนาญที่ดีที่สุดก็คือ การทดลองลงมือปฏิบัติจริงกับคดีต่าง
ๆ และค่อยสะสมไป และอาศัยเวลานานพอสมควร ดังนั้นนายตำรวจหลายคนจึงยังกล่าวยอมรับกับ
"ผู้จัดการ" ว่า ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของหน่วยงานนี้ และอาจเป็นอุปสรรคต่อไปในการทำคดีที่สลับซับซ้อนหรือคดีที่ต้องค่อย
ๆ แกะรอยติดตามไปเรื่อย ๆ
สอง - อำนาจการสอบสวน เนื่องจากตำรวจหน่วยนี้เป็นเพียงหน่วยเฉพาะกิจอำนาจการติดตามสืบสวนสอบสวนและจับกุมจึงต้องขออนุมัติตามขั้นตอน
ตั้งแต่ผู้อำนวยการศูนย์ ผ่านประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบาย จนถึงกรมตำรวจทำให้ล่าช้ามาก
จนผู้แจ้งความหรือเจ้าทุกข์บางรายเข้าใจไปว่าหน่วยนี้ไม่เอาจริง หรือไม่ใส่ใจ
จึงหันเหไปทางกองปราบปรามกันหลายราย เพราะกองปราบปรามมีอำนาจการจับกุมที่กระชับรัดกุมและรวดเร็วกว่าหรือหลายคดีก็เกิดความซ้ำซ้อนกับกองปราบปราม
เช่น คดีแชร์ฉางทอง ซึ่งมีเจ้าทุกข์มากมาย ต่างแห่กันไปร้องทุกข์กับทั้งสองหน่วยงานพร้อม
ๆ กัน ซึ่งในที่สุดกรมตำรวจก็อนุมัติให้ทางกองปราบปรามดำเนินการเพราะกระทำได้รวดเร็วกว่า
สาม - การติดตามสืบสวนสอบสวนคดีต่าง ๆ จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเพราะเรื่อทำนองนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยไม่เจตนา
"ช่วงที่มีทรัสต์ล้มบ่อย ๆ ผมเข้าไปสอบสวนกับผู้บริหารทรัสต์แห่งหนึ่ง
ซึ่งขณะนั้นมีเพียงเค้าเงื่อนงำน่าสงสัยอยู่บ้างเท่านั้น วันนั้นมีนายตำรวจแต่งชุดเต็มยศเข้าไปหลายคนเพื่อสอบถามหลักฐานบางอย่างกับผู้บริหารของทรัสต์นั้น
ปรากฎว่ามีคนมามุงดูที่ประตูทาทงเข้าหน้าออฟฟิศเต็มไปหมด แล้วก็ลือไปต่าง
ๆ นานา จนมีคนมาแห่ถอนเงินกันอลหม่านก็วุ่นไปพักหนึ่งเหมือนกันกว่าจะสงบ"
นายตำรวจท่านหนึ่งกล่าว
"ก็อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า ผู้กระทำผิดคดีทำนองนี้จัดว่าเป็นระดับ
WHITE-COLLAR หรือที่ขนานนามกันว่า พวกโจรในชุดสูทนั่นแหละ ดังนั้นการติดตามหรือการกระทำการใด
ๆ ต้องระมัดระวังมาก นอกจากจะไม่ให้เสียหายต่อสถาบันการเงินที่เขาบริหารอยู่โดยไม่ตั้งใจแล้ว
ต้องระวังไม่ให้เสื่อมเสียหายเขาไม่ได้กระทำผิดจริงหรือเราหาหลักฐานมายืนยันได้ไม่ครบถ้วน
มิฉะนั้นเราอาจะถูกฟ้องกลับได้ คดีแบบนี้จึงต้องระวังมาพ" พ.ต.อ.นพดลกล่าว
ดังนั้นคดีหลายคดีที่หน่วยเฉพาะกิจติดตามจับกุมมาได้หลายคดีมาจากการติดตามของเจ้าทุกข์เช่น
ธนาคารชาติมาก่อนเช่นคดี เช็คเดินทางปลอมของธนาคารแห่งอเมริกา คดีแลกเปลี่ยนเงินตราเถื่อนที่ธนาคารชาติติดตามมานาน
คดีคอมมูดิตี้หลายแห่ง ซึ่งไพศาล กุมาลย์วิสัยก็กล่าวกับ "ผู้จัดการ"
ว่า ทางธนาคารชาติก็มีหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตนเองเหมือนกันเพื่อร่วมมือกับกรมตำรวจจัดการกับธุรกิจประเภทนี้
แต่เป็นการกระทำอย่างลับ และไม่เปิดเผยตัว
"ปัจจุบันเราพยายามติดตามคดีที่เราคิดว่าเราเกี่ยวข้องเองโดยตรง เช่นมีคดีฆ่าชาวต่างประเทศตาย
และมีหลักฐานว่าผู้ต้องสงสัยลักเอาบัตรเครดิตไป มีหลักฐานการใช้เป็นเงินจำนวนมากมหาศาล
เราก็จะเข้าไปร่วมสืบสานด้วยในส่วนของบัตรเครดิต ซึ่งจะช่วยทำให้คดีนี้เสร็จเร็วขึ้นเพราะเรามีความชำนาญในเรื่องนี้
รู้แหล่งรู้เครือข่ายโยงใยดี" พ.ต.อ.นพดลกล่าว
เมื่อ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ก้าวขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ก็เป็นที่คาดหมายว่า
หน่วยเฉพาะกิจจะได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่ให้จัดตั้งเป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการ
ซึ่งคาดว่าภายในปลายปีนี้ หน่วยเฉพาะกิจนี้น่าจะได้รับการจัดตั้งเป็น "กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ"
ทั้งนี้เป็นการยกฐานะของกองทะเบียนตรวจคนต่างด้าวและภาษีอากรขึ้นมา โดยแยกงานทะเบียนคนต่างด้าวไปไว้ที่กองตรวจคนเข้าเมือง
และเหลืองานภาษีอากรไว้กับเพิ่มงานอื่นเข้าไปจนเป็นกองบังคับการ
นอกจากนี้ผู้บังคับการกองคนแรกก็คงเป็นพล.ต.ต.อัสนี มกรานนท์ ซึ่งก็คือผู้อำนวยการศูนย์คนปัจจุบัน
โดยมีพ.ต.อ.นภดล สมบูรณ์ทรัพย์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จะเป็นคีย์สำคัญในหน่วยงานนี้
เนื่องจากได้รับการอบรมทางด้านนี้มาโดยตรงและเชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศ
อีกทั้งในช่วงหลัง พ.ต.อ.นพดลก็มีบทบาทในการเข้าจับกุมคดีสำคัญ ๆ หลายครั้ง
กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้จะช่วยลดปัญหาที่เคยเป็นมาสมัยเป็นแค่หน่วยเฉพาะกิจไปเป็นอันมาก
เช่น อำนาจการสอบสวนที่กระชับและรวดเร็วขึ้น เช่นขออนุมัติสืบสวนจับกุมตอนเช้า
อาจกระทำได้เลยในตอนบ่าย เหมือนดังกองปราบปรามงบประมาณและกำลังพลที่มีให้อย่างแน่นอนภาระหน้าที่และบทบาทที่ต่อเนื่องและชัดเจนและถ้าไปดูที่บทบาท
และอำนาจของกองบังคับการแห่งใหม่นี้จะพบว่า ล้วนเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญและมีผลกระทบอย่างสูงต่อวงการธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
แต่ปัญหาก็คือด้านบุคลากร กองบังคับการแห่งใหม่นี้จะมีความพร้อมมากมายเพียงใด
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนายกล่าวยอมรับกับ "ผู้จัดการ" ว่า ปัญหา
ในเรื่องความพร้อมทางด้านบุคลากรคงเป็นปัญหาใหญ่ในช่วงต้นของการก่อตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
โดยเฉพาะเรื่องความรู้ ความชำนาญในเรื่องการเงินการบัญชี หรือคดีแปลก ๆ เช่น
เรื่องความผิดหรือการฉ้อโกงโดยใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์หากเกิดขึ้นจริง
ก็คงต้องศึกษากันอย่างเร่งด่วน หรือคดีการเปิดเผยความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเรื่องใหม่ตำรวจต้ออาศัยผู้รู้เชี่ยวชราญจากสาขาอื่นมาเป็นที่ปรึกษาไม่ใช่น้อย
แต่นายตำรวจเหล่านั้นยังเชื่อมั่นว่า การตั้งเป็นกองบังคับการอย่างจริงจังจะทำให้เห็นตัวนายตำรวจที่ประจำกองแน่นอนไม่ย้ายเข้าย้ายออกดังที่เป็นมา
ดังนั้นการฝึกอบรมที่ต่อเนื่องจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับหน่วยงานนี้ในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับกับสถานการณ์ปัญหาข้างต้น
อุปกรณ์ เครื่องมือ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลสำหรับบันทึกแฟ้มอาชญากร
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวในวงการธุรกิจซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการก่อรูปก่อร่างของศูนย์นี้ขึ้นมาอย่างใด
ทั้งหมดจึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น
"แต่ผมขอเตือนไว้ประการหนึ่งการตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา มีกำลังพลชัดเจนมีบทบาทและขอบเขตของอำนาจที่กว้างขวางและสำคัญยิ่งเชนนี้
อาจเป็นเสมือนดาบสองคม หากทำงานด้วยความบุ่มบ่ามไม่ละเอียดรอบคอบแล้ว จะกลายเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจได้เช่นกัน
เช่นที่เคยเกิดกับทรัสต์บางแห่งมาแล้ว หรือนายตำรวจที่อยู่หน่วยนี้จะต้องหนกแน่นในเรื่องสินจ้างรางวัลเป็นอย่างมาก
เพราะบุคคลที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ มีหน้ามีตาในวงสังคม
อีกทั้งล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ทั้งสิ้น หากเราได้ตรวจที่ไม่ดีไว้
กรมตำรวจก็จะเสียชื่อ และกลายเป็นตัวบ่อนทำลายเศรษฐกิจไปได้" นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ความเห็น
แม้กระนั้นก็ตามก็คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความจำเป็นในภารกิจของ "กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ"
แห่งนี้ หลายคนคงตั้งความหวังไว้ไม่น้อยและหลายคนบอกกับ "ผู้จัดการ"
ว่า น่าจะจัดตั้งมาตั้งนานแล้วเพราะปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้หนักข้อขึ้นทุกวัน
กรมตำรวจได้เสียเวลาไปเป็นเวลาหลายปีกว่าจะจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาได้
ดังนั้น กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมแห่งนี้ จึงต้องเร่งพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับสถานการณ์และความคาดหวังของประชาชนในอนาคต