กฎกระทรวงให้แยก ธุรกิจเงินทุนกับหลักทรัพย์ ออกจากกันเด็ดขาด เป็นประเด็นที่มีการพูดกันมานานแล้ว
กระทรวงการคลังยังเก็บเงียบ เหมือนกับเป็นประเด็นไม่รีบด่วนที่ต้องตัดสินใจ
ไม่ต่างกับประเด็นร่างกม.จัดตั้งคณะกรรมาธิการควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือ
SEC ที่ผ่านการ พิจารณากันมานานจากเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ประเด็นทั้ง 2 นี้มีความหมายต่ออนาคตตลาดทุน
โดยเฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ที่กำลังบูมอย่างมาก
ความคิดที่จะให้มีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์
และผู้ประกอบการในธุรกิจหลักทรัพย์หาใช่เพิ่งจะมีขึ้นในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ฯฟื้นตัวกลับในระลอกหลังนี้ไม่
แต่มีมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯก่อนปี 2518
ครั้งที่ศาสตราจารย์ซิดนีย เอ็ม รอบบินส์ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาการเงินจากมหาวิทยาลัยโค
ลัมเบีย สหรัฐฯถูกว่าจ้างเข้ามาทำการศึกษา เพื่อก่อตั้งตลาดทุนในไทยนั้น
ศาสตราจารย์รอบบินส์ได้เสนอความเห็นเรื่องการมี SEC เอาไว้ด้วย โดยมองว่ายังไม่สมควรจะมีในเวลานั้น
ทั้งนี้ศาสตราจารย์รอบบินส์กล่าวว่าการมี SEC ในรยะแรกอาจจะกลายเป็นภาระยุ่งยากและทำให้ตลาดทุนพัฒนาชักช้าโดยไม่จำเป็น
การดำเนินงายภายใต้กฎหมายและโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วก็จะช่วยควบคุมพัฒนาตลาดทุนไปได้ดังนั้น
"จึงสมควรให้ตลาดทุนใช้วิธีการควบคุมตนเองให้มากที่สุด เพื่อจะให้เป็นภาระแก่คณะทำงาน
(จัดตั้งตลาดทุน) น้อยที่สุด"
นี่คือวิธีกาที่ใช้ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กยุคกแรกก่อนที่จะมีการตั้ง
SEC ขึ้นในปี 1934 (2477)
ศาสตราจารย์รอบบินส์นำเอาประสบการณ์จากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์มากปรับใช้โดยยึดหลักการที่ว่า
"คณะทำงานจะต้องมอบความรับผิดชอบให้ผู้ประกอบการธุรกิจ ทางราชการเพียงช่วยส่งเสริมให้เอกชนช่วยกันหามาตรการทำงานสร้างสรรค์โดยแนะแนวทางให้
แต่ต้องพร้อมที่จะติดตามดูแลทุกขั้นตอนถ้าจำเป็น"
ความเห็นของศาสตราจารย์รอบบินส์เมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมายังนับว่าเป็นข้อคิดเห็นที่ใช้ได้อยู่เป็นอย่างดี
เพาะมันเป็นความเห็นที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงประการหนึ่งของธุรกิจค้าหลักทรัพย์
นั่นคือผู้ประกอบธุรกิจซึ่งก็คือบรรดานักลงทุนในภาคเอกชนทั้งหลาย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกิจนี้ให้เติบโตขยายตัว
ขณะที่ภาครัฐบาลนั้นมีบทบาทในด้านของการควบคุมตรวจสอบให้การดำเนินธุรกิจนี้เป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม
การจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะแรกนั้น อยู่ภายใต้การดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในโครงการพัฒนาตลาดทุน
ครั้นต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2517 แล้ว กระทรวงการคลังจึงเข้ามารับผิดชอบแทนโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์คอยควบคุมดูแล
คณะกรรมการฯชุดนี้มีรวม 9 คน มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรี 4 คน จากสมาชิกเลือกตั้ง
4 คนและผู้จัดการซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งอีก 1 คน ทำหน้าที่ควบคุมนโยบายและกฎระเบียบต่าง
ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ฯและการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งหลาย
ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. 2522
ดังนั้นหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในธุรกิจค้าหลักทรัพย์จึงมีถึง 3
หน่วยคือกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาก
ๆ อย่างนี้ย่อมทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินงาน เช่น เรื่องการพิจารณารับหลักทรัพย์เข้าใหม่
ซึ่งหลังจากผ่านคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ยังจะต้องผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีก
หรือการดูแลบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่รวมแล้วเกือบร้อยแห่งนั้น
ก็สร้างปัญหาหนักอกให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ไม่น้อย
ความคิดที่จะจัดระเบียบ แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบกันให้ชัดเจน
ระหว่าง 3 หน่วยงานนี้เกิดขึ้นมานานแล้วโดยมีความพยายามที่จะผลักดันใน 2
เรืองคือการแยกบริษัทเงินทุนกับบริษัทหลักทรัพย์ออกจากกัน และการจัดตั้ง
SEC ขึ้นมาควบคุมดูแลตลาดทุน
ในส่วนแรกนั้นเป็นข้อเสนอจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
หัวหน้าส่วนกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินกล่าวกับ "ผู้จัดการ"
ว่ามูลเหตุที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอร่างกฎกระทรวงให้แยกกิจการทั้งสองประเภทออกจากกันก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน
นั่นหมายความว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบการทั้งด้านเงินทุน
และหลักทรัพย์อยู่ร่วมกันนั้นสามารถระดมเงินทุนและหลักทรัพย์อยู่ร่วมกันนั้นสามารถระดมเงินทุนจากประชาชนได้ในรูปของตั๋วสัญญาใช้เงิน
ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ด้วย บริษัทเหล่านี้สามารถเอาเงินฝากจากประชาชนมาใช้เล่นหุ้นให้ตัวเอง
(PRTFOLIO) ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ในวงเงินจำนวนหนึ่ง
แต่โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่าวงเงินที่กฎหมายอนุญาตก็มีความเป็นไปได้สูง
โดยเฉพาะในรายที่ผู้บริหารมีลักษณะกล้าได้กล้าเสีย
และนั่นจึงเป็นความเสี่ยงอย่างมโหฬารของธุรกิจนี้ และเป็นการยากที่ธนาคารชาติจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง
นอกจากความเสี่ยงดังกล่าวแล้วยังมีเรื่องของการขัดแย้งในผลประโยชน์ซึ่งดร.
ประสารยกตัวอย่างในกรณีที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่งได้ทำการประกันการจำหน่ายหุ้น
(UNDERWRITE) แต่แล้วบริษัทนั้นเองก็ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ามาซื้อหุ้นนั้น
ๆ ไป แทนที่จะให้โบรกเกอร์หรือนักลงทุนอื่น ๆ มาซื้อตามธรรมเนียมที่ควรจะทำกัน
ประการสุดท้ายเป็นเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์ความมีระเบียบ ทั้งนี้บรรดาผู้ออกกฎระเบียบทั้งหลายก็อยากที่จะมีหน่วยงานที่กำกับตรวจสอบอย่างเป็นศูนย์กลาง
หรือ SEC นั่นเอง
หมายความว่าหากร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้ ธนาคารชาติก็จะยกความหนักอกในเรื่องการควบคุมบริษัทหลักทรัพย์หรือกิจการที่เกี่ยวตลาดทุนพ้นตัวไปได้
คงเหลือแต่บริษัทเงินทุนให้รับผิดชอบเท่านั้น
ขั้นตอนที่จะแยกกิจการทั้งสองประเภทออกจากกันนั้นอาศัยวิธีการออกกฎกระทรวงให้มีการอนุมัติออกใบอนุญาตค้หลักทรัพย์ใหม่
หลังจากนั้นก็ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งหลายตั้งนิติบุคคลเพื่อขอใบอนุญาตใหม่นี้
พร้อมกับคืนใบอนุญาตเก่าที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วให้กับกระทรวงการคลัง และให้ใช้ใบอนุญาตใหม่ทำธุรกิจต่อไป
โดยกระบวนการนี้จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่พร้อมและสมัครใจ
ในการแยกธุรกิจเงินทุนกับหลักทรัพย์ออกจากกันนี้ ปรากฎว่ามีเสียงจากฝ่ายผู้ประกอบการหลายส่วนแสดงความไม่เห็นด้วย
โดยมองจากอีกจุดยืนหนึ่งที่ต่างออกไปจากฝ่ายธนาคารชาติ
โยธิน อารี กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทรกล่าวว่า
"ผมยังคิดว่าตลาดทุนยังเป็นตลาดที่ค่อนข้างจะเร็วไป โดยเฉพาะตลาดหุ้นบ้านเรานี่อายุยังน้อยมาก
พื้นฐานอะไรก็ยังไม่แข็งแรง ผู้ลงทุนจริง ๆ ยังมีน้อย ผู้ลงทุนสถาบันยังไม่มี
เราไม่สามารถเอามาตรฐานเวลาที่ตลาดบูมมาวัดได้ ต้องดูตอนที่มีการลงทุนตามปกติซึ้งอาจจะต่ำ
ไม่สูงมาก ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์จึงอาจจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้เต็มที่ การอยู่ด้วยกันจะทำให้ฐานะของบริษัทที่มีธุรกิจเงินทุนด้วยอาจจะแข็ง
เพราะว่าในเมื่อธุรกิจด้านหนึ่งไม่ดีก็อาจจะมีธุรกิจอีกด้านหนึ่งมาเสริม"
อย่างไรก็ดี โยธินกล่าวด้วยว่าปัยหานี้มันอยู่ที่เหตุผลในการมอง เพราะหากต้องการความเป็นสัดส่วนมีระเบียบแน่ชัดอย่างที่ธนาคารชาติมองนั้น
ก็สามารถทำได้ด้วยการแยกกิจการทั้งสองออกจากกัน
แต่สำหรับมุมมองในฐานะผู้ประกอบการอย่างเขานั้น โยธินคิดว่ายังไม่ถึงจุดที่เหมาะที่จะแยกกิจการทั้งสอง
เพราะการพัฒนาตลาดทุนของไทยนั้นไปเน้น และฮือฮากันที่ตลาดรองหรือตลาดซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่าตลาดแรกหรือตลาดหลักทรัพย์ออกใหม่
และถึงกระนั้นตลาดรองก็ยังไม่มีความมั่นคงดีพอ
โยธินกล่าวว่า "ที่ผมว่าตลาดยังไม่สมบูรณ์ดีพอนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้สมบูรณ์
100% แต่เราก็น่าจะต้องดูพอสมควร ผมเองไม่เห็นข้อคัดค้านอะไรที่จะแยก แต่ในเมื่อเวลานี้ตลาดทุนยังไม่เข้มแข็งพอ
ถ้าแยกขึ้นมาแล้วบริษัทหลักทรัพย์ต้องเกิดปัญหา เริ่มด้วยการตกต่ำในเรื่องรายได้
บริการต่าง ๆ ก็ถดถอย จนถึงเกิดปัญหาทางการเงินขึ้นมาได้ เพราะว่าไม่มีธุรกิจอะไรมาป้อนให้มีรายได้"
การกล่าวว่าตลาดแรกยังไม่พัฒนามากพอนั้น ออกจะเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว
ทั้งนี้ในปี 2531 มีบริษัทจดทะเบียนและรับอนุญาตเพิ่มมากถึง 36 บริษัทเปรียบเทียบกับปี
2530 มีเพียง 21 บริษัท และสิ้นปี 2532 คาดว่าจะมีรวม 35 บริษัทตัวเลขเหล่านี้เป็นการบ่งชี้ว่ากิจกรรมในตลาดแรกขยายตัวกว้างขวางขึ้น
ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรงบริษัทหลักทรัพย์เจเอฟธนาคมและบริษัทหลักทรัพย์เฟิร์สแปซิฟิคเอเชีย
ก็บ่งชี้ให้เห็นว่าการดำเนินกิจการเงินทุนและหลักทรัพย์โดยแยกออกจากกันนั้นสามารถทำได้และอยู่ในขั้นที่ดีด้วย
โดยเฉพาะบริษัทเงินทุนเอกธนกิจนั้นกลายเป็น "ดาวเด่น" ในกิจกรรมด้านอินเวสเม้นท์แบงกิ้ง
บริษัทหลักทรัพย์สามแห่งดังกล่าวข้างต้นก็เป็นผลงานจากแผนกอินเวสเม้นท์ แบงกิ้ง
(ไอบีดี) ของเอกธนกิจ
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสามซึ่งแม้จะเพิ่มเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างจริงจังเพียงในช่วงปีที่ผ่านมา
แต่ปรากฎว่าเอกธำรงสามารถทำปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็น 1 ใน 10 ของโบรกเกอร์
ส่วนเจเอฟธนาคมนั้นก็เริ่มจะมีความพยายามแสวงหากิจกรรมอื่น ๆ เข้ามาทำเช่นเรื่องการจัดการกองทุนต่างประเทศเป็นต้น
หรือกระทั่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจที่เพิ่งริเริ่มและประสานงานในการร่วมให้วงเงินออกตั๋วเงินหมุนเวียนจำนวน
5,000 ล้านบาท (DISCOUNT NOTES FACILITIES) ระยะเวลา 10 ปี ให้บริษัทไทยออยล์
จำกัด การพัฒนาตราสารทางการเงินประเภทนี้ก็คือเป็นความริเริ่มในกิจกรรมของตลาดแรกที่ยังสามารถบุกเบิกได้อีกมาก
ปัญหาสำคัญของตลาดแรกที่ยังไม่มีการพัฒนามากพอนั้น น่าจะอยู่ที่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในการคิดค้นบุกเบิก
และสร้างให้ตลาดนี้มีความมั่นคงเข้มแข็งไม่แพ้กับที่คนจำนวนมากทุ่มความสนใจให้ตลาดรอง
วิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ หันไปให้ความสำคัญและความห่วงใยกับธุรกิจทุนมากกว่าเรื่องหลักทรัพย์
เขากล่าวว่ากลุ่มธุรกิจที่ทำด้านเงินทุนคงต้องลำบาก เพราะมีโอกาสที่จะขยายตัวทางด้านธุรกิจน้อยกว่าธุรกิจน้อยกว่าธุรกิจหลักทรัพย์
และยังจะต้องแข่งขันกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ด้วย ซึ่งธนาคารมีความได้เปรียบกว่าในแง่ที่มีสาขาและลู่ทางการดำเนินธุรกิจมากกว่ามาก
เช่น การที่ธนาคารสามารถทำการซื้อขายเงินตราต่างประเทศไทยได้ หรือทำแอล/ซีได้
ขณะที่บริษัทเงินทุนไม่สามารถออกบริการเช่นนี้ได้ เป็นต้น
"ธุรกิจค้าหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2522 ถึง 2528 เป็นความจริงที่ยังมองไม่เห็นอนาคต
ตัวเลข MARKET CAPITALIZATION มันผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน ไม่เกิน 50,000
ล้านบาท แต่พอหลังปี 2528 ไปแล้วมันโตมาก ๆ ขึ้นเป็นเกือบ 150,00 ล้านบาท
และสิ้นปี 2532 ไม่หนี 400,00 ล้านบาทแน่ ซึ่งจาฐานข้อมูลการเติบโตนี้ ในปีหน้าและปีต่อ
ๆ ไปมันจะโตขึ้นอีก เพราะตลาดหุ้นบ้านเราเวลานี้มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีมาก
ๆ ทั้งในแง่ภาพรวมเษรษฐกิจระดับมหาภาคและผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ลงทุนในหุ้นบริษัทต่าง
ๆ โดยสรุปผมเชื่อมั่นในตลาดนี้ว่าจะมีความใหญ่และศักยภาพที่สูงเพียงพอต่อการทำธุรกิจหลักทรัพย์เต็มรูปแบบ"
ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ"
ในลักษณะสอดคล้องกับวิโรจน์นวลแข
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้ประกอบการ แต่ข้อเสนอของธนาคารชาติเรื่องนี้ถูกส่งมายังกระทรวงการคลังหลายเดือนแล้ว
ขณะนี้เรื่องค้างอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เตรียมให้รัฐมนตรีนำเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ข้อเสนอที่จะให้แยกกิจการเงินทุนกับหลักทรัพย์ออกจากกันจะได้รับอนุมัติหรือไม่นั้น
ส่วนสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประมวล สภาวสุ
เช่นเดียวกับการที่จะให้เกิดคณะกรรมาธิการควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์
ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดมากกว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าว แต่จะเมื่อไหร่นั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด
ในการพิจารณาเพื่อทำการยกร่าง พรบ. SEC ขึ้นมานั้น กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการพิจารณาชุดหนึ่ง
ประกอบไปด้วยดร.อรัญ ธรรมโน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นประธาน
กรรมการอื่น ๆ ได้แก่ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ
วีระยุค พันธุ์เพชร ผู้อำนวยการกองพัฒนาตลาดทุน สศค.เป็นต้น
ในส่วนของกรรมการท่านอื่น ๆ นั้นไม่พบว่ามีคนจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นโดยส่วนตัวหรือเป็นตัวแทนจากสมาคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วยแต่อย่างใด
ซึ่งโยธินตั้งข้อสังเกตว่าการตั้ง SEC ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไม่มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเลย
แม้แต่ทางฝ่ายสมาคมสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ (AMSET) ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างมากในคณะกรรมกาตลาดหลักทรัพย์ฯ
และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการพิจาณาร่างพรบ. SEC ตลอดเวลาก็ตาม
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของการเป็นกรรมการในคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์มาหลายยุคหลายสมัย
โยธินให้ข้อคิดเห็นอีกว่า "ในตัว SEC ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดนโยบายสำคัญของตลาดทุนนั้น
หากมีคนของทั้งรัฐและเอกชนเหมือนในคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯก็อาจจะทำให้พูดจากันรู้เรื่องดี
ทางด้านนโยบายการเงินต้องการอย่างไร ทางด้านธุรกิจเอกชนต้องการอย่างไรมันก็ผสมผสานกันไป"
"SEC อาจจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย เช่น เรื่องการกำหนดมาร์จิ้น ซึ่งในสหรัฐฯนั้น
SEC เป็นผู้กำหนดว่าจะต้องเป็นเท่านั้นเท่านี้ เพราะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน
สมมุติว่า SEC ของไทย…คือทุกอย่างต้องสมมุติทั้งนั้น เพราะว่าผมยังไม่เห็นเรื่อง…ก็อาจจะต้องมีอำนาจในการกำหนดนโยบายสำคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนาตลาดทุน
และที่จะกระทบกับระบบการเงินแต่ทีนี้การจะออกนโยบายอย่างนั้นนี่ หาก SEC
เป็นราชการฝ่ายเดียว ก็อาจจะมองอะไรด้านเดียว หาก SEC มีองค์ประกอบเหมือน
SET มันก็คงออกมาในรูปที่สวยเพราะมีการพูดกันตลอดทั้งสองฝ่าย"
โยธินให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ" ต่อไปถึงโฉมหน้าของ SEC ว่า
"เมืองไทยนี่ถ้าผมดูก็คงหนีไม่พ้นกระทรวงการคลัง โดยมีรัฐมนตรีคลังเป็นประธานฯ
เพราะว่ารูปแบบของประเทศในย่านเอเชียนี่รัฐยังจะต้องมีอำนาจอยู่ แล้วคณะกรรมาธิการก็อาจจะอยู่ทางด้านกระทรวงการคลัง
ซึ่งหากออกมาตามแนวความคิดนี้ ผมก็เป็นห่วงว่าจะมีช่องว่างระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนได้"
องค์ประกอบของ SEC จะเป็นตามที่โยธินคาดหมายหรือไม่นั้น มันยังเป็น "ความลับดำมืด"
ซึ่งมีเพียงคณะกรรมการพิจาณาร่างฯเท่านั้นที่อาจจะรู้ดี อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังได้มีการตระเตรียมการก่อตั้งคณะกรรมาธิการ
SEC ไว้บ้างแล้วซึ่งนั่นอาจเป็นทางให้พิจารณาได้ว่ารูปโฉมโนมพรรณของ SEC
จะเป็นอย่างไร
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ดำเนินการตั้งกองใหม่ขึ้นมากองหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการ
แต่เป็นที่รู้กันทั่วในวงการว่ากองนี้จะทำหน้าที่เสมือนกองปฏิบัติงานหรือกองเลขานุการให้กับคณะกรรมาธิการ
SEC กองนี้คือกองพัฒนาตลาดทุน ตั้งอยู่ในตึก สศค. มีวีระยุค พันธุ์เพชรเป็นผู้อำนวยการฯรับผิดชอบ
เมื่อมีพรบ. SEC ออกมาแล้ว ฐานะและตำแหน่งของกองพัฒนาตลาดทุนจะต้องมีการระบุไว้อย่างแจ่มชัดในกฎหมายนั้น
โฉมหน้า รูปแบบหรือองค์ประกอบของ SEC ตามที่ "ผู้จัดการ" เสาะหาข้อมูลมาจึงอาจจะออกมาในรูปแบบใดแบบหนึ่งระหว่างการเป็นหน่วยงานอิสระมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง
ซึ่งเปรียบไปก็คล้ายธนาคารชาติในปัจจุบันและคณะกรรมการ SEC ของสหรัฐฯ กับอีกรูปหนึ่งคือการเป็นหน่วยงานราชการ
ซึ่งอาจตั้งเป็นกรม, กองหรือสำนักงานสังกัดกระทรวงการคลัง แล้วโอนกองพัฒนาตลาดทุนเข้าไว้
หากออกมาเป็นแบบแรก นั่นหมายความว่าจะต้องมีการขีดเส้นระบุอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานนี้ให้แน่ชัด
เพราะแม้หลายฝ่ายจะยอมรับในบทบาทการควบคุมดูแลอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ของธนาคารชาติ
แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ปฏิเสธกันว่าในหลายครั้งกฎระเบียบของธนาคารชาติก็เป็นตัวสร้างปัญหาให้ธนาคารพาณิชย์เอง
สำหรับกรณีของธุรกิจค้าหลักทรัพย์ด้วยแล้ว ความอ่อนไหวของข่าวสารข้อมูลและกฎระเบียบต่าง
ๆ ยิ่งมีมากกว่าในกรณีธนาคารพาณิชย์ เพียงแค่การประกาศเรื่องมาร์จิ้นก็มีผลทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหววูบวาบได้
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรระวังอย่างยิ่งในการออกกฎระเบียบต่าง ๆ
แต่ถ้ารูปแบบของคณะกรรมาธิการ SEC ออกมาเป็นแบบหน่วยงานราชการก็เป็นเรื่องที่คาดหมายกันได้ว่าจะมีการปฏิบัติงานที่ยึกยักล่าช้าตามสไตล์ระบบราชการไทยสักเพียงใด
ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการก่อปัญหาแกว่งการไปอีกแบบ เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปธรรมชาติของธุรกิจหลักทรัพย์มันพลวัตรรวดเร็วมาก
และอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง ความรวดเร็ว ฉับไว การตัดสินใจที่เด็ดขาด เป็นคุณสมบัติของธุรกิจนี้
ดังนั้นสิ่งที่คณะกรรมการพิจาณาร่างฯควรคำนึงถึงด้วยอย่างมากคือข้อสังเกตของโยธินเกี่ยวกับองค์ประกอบของ
SEC ที่ขอให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเป็นการสะท้อนว่ารูปแบบ
SEC ควรออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ และประสานสัมพันธ์กับกลไกของเอกชนที่มีประสบการณ์
ทางด้านดร.วีรศักดิ์ สุขอาณารักษ์รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดเผยกับ
"ผู้จัดการ" ว่า "จริง ๆ แล้วหากจะเทียบเคียงกับ SEC ของสหรัฐฯนั้น
ในเมืองไทยก็มีอย่างไม่เป็นทางการคืออยู่ในรูปของคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เป็นคณะที่ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของตลาดทุน วางแนวนโยบายของตลาดทุนซึ่งตอนนี้ก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกำจร
สถิรกุลเป็นประธาน"
"อย่างไรก็ตาม คณะที่ปรึกษาชุดนี้ไม่มีการกำหนดบทบาทที่แน่นอนว่าต้องทำอะไร
ก็เลยไปแบบไม่มีทิศทางมาก ส่วน SEC พูดง่าย ๆ คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางด้านนโยบายและการควบคุมตลาดฯเท่านั้นจะมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่กำหนดกันออกมา"
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่าร่างพรบ. SEC ที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้มีต้นแบบจาก
SEC ของสหรัฐฯแต่ถึงกระนั้น ความทรงอำนาจของหน่วยงานนี้อาจจะแตกต่างไปจากตัวต้นแบบซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ
ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีและมีอำนาจในทางกฎหมาสูงเป็นอย่างยิ่ง
ต่อประเด็นนี้ ดร.วีรศักดิ์ให้ความเห็นว่า SEC ในเกาหลีหรือญี่ปุ่นค่อนข้างมีการควบคุมน้อย
คือค่อนข้างที่จะปล่อยเพราะคาดหวังในเรื่องของการเติบโต แต่ SEC ในสหรัฐฯค่อนข้างมีการควบคุมมากซึ่งหากมากเกินไป
ก็จะมีผลอันตรายต่อการเติบโตขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นก็ต้องแล้วแต่คณะกรรมการที่พิจารณา
สำหรับ SEC ในไทยนั้น แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า "คณะกรรมาธิการจะทำหน้าที่ดูแลปฏิบัติงานด้านกฎหมาย
เป็นเสมือน "คนกำกับเส้น" ส่วนบทบาทของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์
(SET) ยังคงมีเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน"
ทั้งนี้หากจะดูกันให้ชัด ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่าเรื่องมาร์จิ้น กฎหมายยึดกิจการ
ผTADE PVER CODE) เรื่องการรตรวจสอบบัญชี เรื่องอินไซเดอร์ เทรดดิ้งหรือการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน
ฯลฯ เหล่านี้ควรอยู่ในความรับผิดชอบของ SEC รวมไปถึงการเอาผิดตามกฎหมายในกรณีฉ้อโกงต่าง
ๆ ในธุรกิจค้าหลักทรัพย์ด้วย
ปัญหาที่ว่า SEC จะมีบทบาทและอำนาจหน้าที่สักปานใดนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ
และก็มีข้อสรุปที่แตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละคน อย่างเช่นเรื่องมาร์จิ้น
ดร.วีรศักดิ์ให้แง่คิดว่าหากจะมองเรื่องมาร์จิ้นว่าเป็นส่วนหนึ่งในระบบการซื้อขาย
ก็ต้องนับว่าอยู่ในหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่หากจะมองว่าเป็นการควบคุมดูแลระบบเงิน
ก็ต้องถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของ SEC ซึ่งโดยส่วนตัวของดร.วีรศักด์เองนั้นมองว่าเป็นอย่างแรงมากกว่า
ดังนั้นจึงควรอยู่กับ SET
นอกเหนือจากปัญหาองค์ประกอบของ SEC รูปแบบการจัดตั้ง บทบาทและอำนาจหน้าที่แล้วประเด็นอีกอันหนึ่งที่ติดขัดถกเถียงกันในคณะกรรมการพิจารณาร่างฯก็คือ
การที่จะรวมเอากฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์เอาไว้ด้วยกันดีหรือไม่
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ SEC สามารถใช้กฎระเบียบเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ปัญหาคือกฎหมายเหล่านี้อยู่ปะปนกระจัดกระจายในกฎหมายฉบับต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
เช่นอยู่ในกฎหมายมหาชนก็มี ในพรบ. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และแน่นอนในพรบ. การประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ด้วย
ทั้งนี้ยังไม่นับการที่จะต้องจัดหานักกฎหมายมาศึกษาเพื่อทำการร่างกฎหมายใหม่
ๆ ที่ยังไม่มีการร่างขึ้น โดยศึกษาจากต้นแบบ SEC ในสหรัฐฯ ซึ่งในโครงสร้างของสหรัฐฯนั้นถึงกับมีฝ่าย
ๆ หนึ่งที่ทำหน้าที่ร่างกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับการพลิกแพลงฉ้อโกงที่กฎหมายฉบับใด
ๆ ที่มีอยู่ไม่สามารถเอาผิดได้
ปัญหาเรื่องการมีอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมายนับเป็นจุดอ่อนสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพราะเท่ากับไม่มีเครื่องมือที่จะจัดการกับกลโกงในหลากหลายรูปแบบได้
แม้ข้ออ่อนประการนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ฯรุนแรงนักก็ตาม
แต่ในส่วนของโบรกเกอร์และซับโบรกเกอร์เริ่มมีบ้างแล้ว การพิจารณาเรื่อง SEC
ได้มีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยนับเป็นสิ่งที่ดี
และยิ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีเอามาก ๆ เมื่อคนจากกระทรวงการคลังออกมาพูดให้เห็นการแบ่งแยกหน้าที่บทบาทกันอย่างชัดเจนระหว่าง
SEC กับ SET
ที่ผ่านมา SET ได้แสดงบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสมในการออกมาตรการต่าง ๆ
ต่อโบรกเกอร์ นักลงทุนและบริษัทจดทะเบียนรับอนุญาต หรือมาตรการทางด้านวิธีและระบบการซื้อขายหลักทรัพย์บทบาทดี
ๆ อย่างนี้ก็ควรปล่อยให้ SET ทำต่อไป
ส่วน SEC ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูอยู่นั้น "ผู้จัดการ" ฝากกระทุ้งคณะกรรมการพิจารณาร่างฯให้มองเห็นความสำคัญของข้อวิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องฝ่ายอื่น
ๆ บ้าง
เพราะนับวันหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ดูแลกำกับธุรกิจทั้งหลายเริ่มถูกภาคเอกชนท้าทายมากขึ้น
ส่วนในเรื่องความล่าช้านั้น แหล่งข่าวให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ"
ว่า "ก็ทำไมจะต้องเร็วล่ะ มันไม่ได้มีความจำเป็นมาก เพราะว่าในเรื่องการควบคุม
เรื่องความถูกต้องมันก็ยังดีอยู่ และมันไม่เห็นจำเป็นต้องรีบเร่ง"
การณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ไป "ผู้จัดการ" ก็เลยต้อง "งง"
ว่าที่กระทรวงการคลังออกข่าวปาว ๆ ว่าจะเสนอเข้าสู่สภาฯในสมัยหน้านั้น จะจริงหรือ
ในขณะที่ SEC มีความหมายอย่างมากต่ออนาคตการพัฒนาและกำกับตลาดทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจหลักทรัพย์เอามาก
ๆ เช่นนี้ แล้วจะเสียเวลาละเลยการรีบตัดสินใจไปทำไม