ถ้าไม่มีเหตุผลบังเอิญว่ากลุ่มลาวาลินอินเตอร์เนชั่นแนลเกิด "พลาด"
ข้อเสนอทางการเงินในโครงการไฟฟ้า 40,000 ล้านบาท ต่อการทางพิษแห่งประเทศไทยว่ารัฐต้องค้ำประกันทางด้านเงินกู้
ซอฟท์โลนจากรัฐแคนาดาแล้ว ป่านนี้โครงการรถไฟฟ้าคงจะเป็นจริงไปแล้วไม่ต้องให้กลุ่มเอเชีย-ยูโร
คอนซอร์เตี้ยมที่ได้อันดับ 2 มานั่งเจรจากันใหม่
โดยมีการเจรจา ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการฯ กำลังคุยกันอยู่กับเอเซีย-ยูโรฯนั้น
ประมวล สภาวสุ ก็เกิด "เฮี้ยน" ขึ้นมา โดยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า
โครงการใหญ่ ๆ ที่มีต่างชาติลงทุน น่าจะระดมเงินจากต่างประเทศมาใช้ แทนที่จะมาดึงเงินออมในประเทศไปใช้
ช่วยไม่ได้…ที่บังเอิญ คนร้อนวิชาอย่าง ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์ไทยพาณิชย์
ต้องออกมาโต้ ว่า "คลังทำนโยบายการเงินปั่นป่วน" ก่อนถูกรัฐมนตรีคลังคือประมวลศอกกลับเอาว่า
นายแบงก์กลัวไม่ได้งาน
มูลเรื่องก็เพราะ แบงก์ไทยพาณิชย์นั้น เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของโครงการรถไฟฟ้าของกลุ่มเอเซีย-ยุโรปฯ
ซึ่งจากโครงการ 40,000 ล้านบาทนั้นใช้เงินออมในประเทศเกือบ 24,000 ล้านบาท
เรื่องนี้ มองเผิน ๆ คนที่ออกมาปกป้องการระดมเงินออกในประเทศ มีความหวังดี
เกรงว่าโครงการใหญ่ ๆ แบบนี้ จะดึงเอาเงินออมในประเทศไปใช้มาจนสร้างปัญหาด้านการเงินภายในประเทศในอนาคต
มองอีกนั้น ผลการออกมาร้องของรัฐมนตรีคลังครั้งนี้ เป็นการ "ให้ความหวัง"
กับกลุ่มลาวาลินฯ ที่เพิ่งเปลี่ยนเงื่อนไขทางการเงิน ว่ารัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินซอฟท์โลน
ที่รัฐบาลแคนาดาให้กู้มาใช้ในโคงการนี้ประมาณ 6,000 ล้านบาทโดยปลอดดอกเบี้ยระยะยาว
แต่เมื่อมองแบบ "3 ชั้น" ของ "ผู้จัดการ" ก็ขอยืนยันว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในการออกมาอัดการระดมเงินแบบนี้ของรัฐมนตรีคลังนี้
น่าจะเป็นกลุ่มฟรังโก-เจแปน ที่มีหมอชัยยุทธ กรรณสูต เป็น "โต้โผ"
ใหญ่ มีแบ็คหนุนหลังอย่างแบงก์กรุงเทพต่างหาก"
เพราะตามระเบียบการเจรจานี้ ผู้จะเข้าเจรจารายต่อไปก็คือฟรังโก-เจแปน ที่ได้อันดับ
3 ในการประมูลโครงการนี้
ยิ่งหากใครย้อน "ความสัมพันธ์" ระหว่าง ประมวลสภาวสุ กับนายแพทย์ชัยยุทธ
กรรณสูต ด้วยแล้ว ก็จะเห็น "ล็อค" ที่พลิกเข้ากลุ่มนี้อย่างมิมีทางปฏิเสธ
ไม่รู้จะผิดมั้ย… หากบอกว่า เป็นการ "ปลุกผีมากจากโรง"
เห็นจะต้องร้องว่า "ยังจำได้ไหม" ครั้งที่มีบริษัทเสียหายจาการลดค่าเงินบาท
จนรัฐบาลต้องมีการชดเชยค่าเสียหายแล้ว "อิตัลไทยมารีน" ก็รับไปประมาณ
40 ล้านบาททั้ง ๆ ที่เป็นบริษัทเกรด "เอ" ในขณะที่กฎระบุว่า ให้เฉพาะบริษัทเกรด
"บี" หรือ "ซี" เท่านั้น
เพราะคนเซ็นว่า ชดเชยได้บังเอิญชื่อประมวล สภาวสุรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมแท้
ๆ